
ปธ.ป.ป.ช.ชี้เลือกตั้งคือทางออกไทย
ปธ.ป.ป.ช.ชี้เลือกตั้งคือทางออกไทย แต่ต้องพร้อมก่อนไม่เช่นนั้นกลับวงจรเดิม ขณะที่เหยื่อระเบิดกปปส.ตายเพิ่ม1แพทย์ดูแลใกล้ชิด10ราย
15พ.ค.2557 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงการเข้าหารือถึงแนวทางการแก้ปัญหาบ้านเมืองร่วมกับวุฒิสภาเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า หลังจากที่ได้รับเชิญให้ไปร่วมหารือตนก็ได้แจ้งต่อที่ประชุม คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก่อนที่จะเข้าร่วมประชุมในฐานะส่วนตัว ไม่ได้ไปในนามองค์กร โดยตั้งใจที่จะไปพบเพื่อรับฟังปัญหา เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ
อีกทั้งต้องการไปให้กำลังใจกับนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่ประธานวุฒิสภา ในฐานะที่ต้องการทำเพื่อประเทศในการนำความคิดเห็นของทุกภาคส่วนไปสังเคราะห์ เพื่อนำมาเป็นแนวทางการแก้ปัญหา เพราะทุกคนต้องการให้บ้านเมืองสงบ ตนได้เสนอแนะไปว่าขอให้เร่งทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ และต้องผ่านความเห็นชอบด้วยกันทั้งหมด แต่ก็เข้าใจดีกว่าคนลำบาก แต่ถ้าไม่มีข้อสรุปหรือตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องแล้วแต่ทางวุฒิสภาจะพิจารณาไปตามอำนาจหน้าที่ อย่างไรก็ตามตนอยู่เพียงครู่เดียวก็กลับมาประชุมต่อไม่ได้อยู่ฟังตลอด แต่ไปด้วยความเห็นใจ เพราะตอนนี้ทุกคนต้องการให้บ้านเมืองสงบ
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากวุฒิสภาต้องการผลักดันให้มีนายกรัฐมนตรีคนกลางจากมาตรา 7 จะเห็นด้วยหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า ตรงนั้นยังไม่ทราบ แต่เท่าที่ทราบวุฒิสภาได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาสังเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อหาทางซึ่งยังไม่รู้ว่าแนวทางใด และส่วนตัวตนคิดว่าทางออกบ้านเมืองขณะนี้ควรยึดหลักกฎหมาย ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกัน และช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ เพราะตอนนี้ความไม่สงบที่เกิดขึ้นมานานทำให้ประเทศชาติเสียหาย ดังนั้นประเทศต้องสงบ เพราะความสงบเรียบร้อยเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ ถ้าประเทศไม่สงบก็พัฒนาไม่ได้
เมื่อถามว่าคิดว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องมีการตั้งนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 7 หรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า จะพูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะทางออกประเทศ คือประเทศต้องมีรัฐบาล เพื่อมาบริหารประเทศอย่างเต็มศักยภาพ และแน่นอนที่สุดว่ารัฐบาลจะต้องมาจากการเลือกตั้ง เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เป็นที่ยอมรับของต่างชาติ
“แต่ก็ต้องดูว่าขณะนี้ประเทศเรามีความพร้อมหรือยัง เพราะถ้าเลือกตั้งไปแล้วมีวงจรกลับมาที่เดิม ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร การจัดเลือกตั้งได้รัฐบาลที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ก็ต้องมีองค์ประกอบต่างๆ อย่างครบถ้วน และต้องดูความพร้อมของทุกฝ่ายด้วย “นายปานเทพ กล่าว
เมื่อถามว่าการจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งได้ต้องทำอย่างไร นายปานเทพ กล่าวว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการที่จะเดินไปสู่การเลือกตั้ง โดยทุกฝ่ายต้องช่วยกันคิดว่าประเทศชาติพร้อมหรือไม่ สมบูรณ์แบบหรือไม่ ถ้าพร้อมก็เลือกแต่ถ้ายังไม่พร้อมก็รอสักนิด ให้พร้อมและสมบูรณ์
ป.ป.ช.แถลงผลงานรอบ6เดือนชี้มูลได้38คดี
ขณะเดียวกันนายปานเทพ พร้อมด้วยนายวิชา มหาคุณ นายวิชัย วิวิตเสวี นายประสาท พงษ์ศิวาภัย นายภักดี โพธิศิริ นายปรีชา เลิศกมลมาศ นายณรงค์ รัฐอมฤต พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการ ป.ป.ช. และนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้แถลงถึงผลการดำเนินงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. รอบ 6 เดือน (1 ต.ค.56-31มี.ค.57) โดยนายวิชา กล่าวว่า ป.ป.ช.มีเรื่องร้องเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบทั้งหมด 10,234 เรื่อง สามารถดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 1,075 เรื่อง โดยเป็นเรื่องที่ไม่รับพิจารณา 72 เรื่อง ส่งกลับไปยังพนักงานสอบสวน 18 เรื่อง ส่งให้ผู้บังคับบัญชาหรือพนักงานสอบสวนดำเนินการ 113 เรื่อง อยู่ในอำนาจดำเนินการของ ป.ป.ท. 114 เรื่อง ส่งให้พนักงานสอบสวนตาม พ.ร.บ.เสนอราคาฯ 2 เรื่อง แสวงหาข้อเท็จจริงแล้ว ไม่รับไว้ดำเนินการไต่สวน 691 เรื่อง ไต่สวนแล้วข้อกล่าวหาไม่มีมูล 27 เรื่อง และสามารถชี้มูลความผิดได้จำนวน 38 เรื่อง
นายวิชา กล่าวว่า ดังนั้น ป.ป.ช. คงเหลือเรื่องที่ต้องพิจารณาดำเนินการอยู่จำนวน 9,159 เรื่อง โดยแยกเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริง 7,545 เรื่อง อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง 1,614 เรื่อง ทั้งนี้ทาง ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการคดีขึ้นมา โดยมีนายปรีชา นายณรงค์ และพล.ต.อ.สถาพร เป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อจัดทำแผนดำเนินการให้สามารถพิจารณาคดีได้รวดเร็ว และลดคดีคงค้างใน ป.ป.ช. ให้ลดลง
"กสม."ห่วงใย-กังวลการชุมนุมที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ได้ติดตามสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง โดยยึดหลักความเป็นกลาง อิสระ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทุกฝ่ายโดยไม่เลือกปฏิบัติ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดแนวทางสันติในการแก้ปัญหา มีความเอื้ออาทร เคารพในคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ และเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมามีการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง เช่นกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้สื่อมวลชน โดยเฉพาะสถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ ให้ความร่วมมือในการเสนอข่าวสาร ซึ่งลักษณะดังกล่าวอาจเป็นการคุกคามสิทธิและเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการที่รัฐบาลไม่พยายามให้มีการนำเสนอข่าวทางการเมืองแบบรอบด้าน
นอกจากนี้การทำหน้าที่ของผู้รักษาความปลอดภัยกลุ่มผู้ชุมนุม (การ์ด) ได้ใช้มาตรการที่รุนแรงต่อประชาชน ในทางกลับกันกลุ่มบุคคลได้ใช้ความรุนแรงต่อผู้รักษาความปลอดภัยกลุ่มผู้ชุมนุม (การ์ด) ในยามวิกาลด้วย อีกทั้งเหตุการณ์ การใช้ความรุนแรงหรือการก่อการร้าย โดยใช้อาวุธสงคราม ทำให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บมาหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง และนับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในความเป็นอยู่ส่วนตัว ในเกียรติยศชื่อเสียงเป็นรายบุคคล เป็นการเฉพาะกรณีอย่างหลากหลาย นั้น
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงมีข้อห่วงใยและข้อกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองดังกล่าวที่เกิดขึ้นเรื่อยมา และขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องคำนึงและสมควรดำเนินการที่ต้องระมัดระวังไม่ก่อให้เกิดการยั่วยุด้วยวิธีการใดๆ ไม่เป็นการละเมิดสิทธิซึ่งกันและกัน และไม่มีการเผชิญหน้าของแต่ละฝ่าย โดยต้องไม่ก่อให้เกิดความรุนแรงหรือกระทำการใดๆ ที่ผิดกฎหมายและเป็นการกระทบสิทธิและเสรีภาพซึ่งกันและกัน เพื่อมิให้เกิดความสูญเสียอันไม่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นในฐานะที่ต่างเป็นชนชาวไทยด้วยกัน ดังนั้นจึงขอเรียกร้องในข้อที่ควรปฏิบัติ ดังนี้
1.กลุ่มผู้ชุมนุมที่เคลื่อนไหวตามบริเวณของสถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ ต้องไม่คุกคามการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน ต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสาร เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะเป็นการรอบด้าน ไม่กระทำการในลักษณะที่เข้าข่ายการคุกคามสื่อ โดยทุกฝ่ายต้องให้โอกาสสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง อย่างเป็นอิสระ เที่ยงตรง โดยไม่เลือกข้าง ไม่ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงที่จะสร้างความแตกแยกให้ร้าวลึกยิ่งขึ้น และสื่อมวลชนเองต้องรักษาจรรยาบรรณ และจริยธรรมในวิชาชีพ โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใด
2.ผู้จัดการชุมนุมหรือผู้นำการชุมนุมต้องควบคุมพฤติกรรมของผู้รักษาความปลอดภัยกลุ่มผู้ชุมนุม(การ์ด)ในการปฏิบัติต่อประชาชนหรือบุคคลทั่วไปเพื่อขอความร่วมมือเกี่ยวกับการขอตรวจค้น การตรวจค้นต้องไม่กระทำความรุนแรง และไม่ใช้กำลังหรืออาวุธหรือสิ่งเทียมอาวุธ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และก่อให้เกิดความชิงชังในสังคมเพิ่มยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดความตึงเครียดในสภาวะที่สังคมมีความระแวงซึ่งกันและกัน เป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเพิ่มขึ้น
3.ขอประณามการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการใช้อาวุธสงคราม ทั้งการใช้ระเบิด เครื่องยิงลูกระเบิด รวมถึงการใช้อาวุธปืนต่อบุคคล กลุ่มบุคคล และที่ชุมชน ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง ที่สังคมทั้งในประเทศและสากลไม่ยอมรับ ขอให้ผู้กระทำและผู้ที่ยุยง สนับสนุนให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในลักษณะก่อการร้ายเพื่อสังหารบุคคล ก่อกวนให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมืองได้ยุติการกระทำโดยทันที
4.จากหลายเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ของรัฐยังไม่สามารถติดตามจับกุมผู้กระทำผิด มาลงโทษตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที จึงขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีหน้าที่รักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ด้วยความมุ่งมั่นในภารกิจที่ต้องนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายด้วยความรวดเร็ว ทั้งต้องติดตาม สืบสวนสอบสวนและจับกุมผู้กระทำผิด เพื่อนำตัวมาดำเนินคดี เพื่อลงโทษตามกฎหมาย อันจะก่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อสังคม และพร้อมกันนี้ต้องให้การปกป้องและคุ้มครองความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนโดยทั่วไปในคราวเดียวกันด้วย
5.ขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วนได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ และช่วยกันประณามการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ตลอดจนต้องเรียกร้องแต่ละฝ่ายอย่าให้เกิดการเผชิญหน้า และยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังจนนำไปสู่การใช้ความรุนแรง ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงในทุกด้าน
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการชุมนุมและการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมและประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้สถานที่ชุมนุมจะเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน อันจะนำมาซึ่งความสงบสุขของสังคมและของประเทศชาติต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายจะตระหนักในการเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน พยายามหลีกเลี่ยงความรุนแรง และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะเร่งดำเนินการ การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามอำนาจหน้าที่ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และจะรายงานให้สาธารณชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ทราบในโอกาสต่อไป
เหยื่อระเบิดกปปส.ตายเพิ่ม1แพทย์ดูแลใกล้ชิด10ราย
ผู้สื่อข่าวรายงานผู้บาดเจ็บที่ถูกสะเก็ตระเบิดและกราดยิงจากคนร้ายจนได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายรายถูกลำเลียงส่งโรงพย่าบาลกลางจำนวน 14 ราย เป็นชาย 13 คน หญิง 1 คน เสียชีวิตจำนวน 1 รายคือนายสมควร นวนขนาย ถูกสะเก็ตระเบิด ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจำนวน 7 รายประกอบไปด้วย นายวิชิต บุญรอด นายสมบูรณ์ ถาวรวงค์ นายธีรภัทร์ พรมพินิจ นางพรศรี ยอดเพชร นายสุวาทิน ฤกษ์พล นายสงกา ชาวคาน นายบุญเจือ บุญศักดิ์ นายอนุสรณ์ หงษ์คู นายบุญยิ่ง แม้นจิตร นายพนม นิลสุข นายสนอง หนูแก้ว นายศรีไพร สินศักดิ์ ส่วนใหญ่จะถูกสะเก็ตระเบิดที่บริเวณใบหน้า แขน ขา ลำตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันนี้ทีมแพทย์ได้นำตัวนายวิชิต นายบุญเจือ และนายสงกา ที่ถูกสะเก็ตระเบิดอาการสาหัสเข้าทำการผ่าตัด ขณะนี้พ้นขีดอันตรายทุกรายแล้ว
นายแพทย์ชูวิทย์ ประดิษฐบาทุกา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกลาง กล่าวว่า โรงพยาบาลบกลางได้รับผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดจำนวน 14 ราย มีบาดเจ็บสาหัสจำนวน 7 ราย โดยเฉพาะนายวิชิตอาการหนักที่สุดเนื่องจากมีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณขาหนีบทำให้เส้นเลือดใหญ่ฉีดขาดมาถึงโรงพยาบลไม่มีสติ หัวใจหยุดเต้นทีมแพทย์ได้ผ่าตัดช่วยเหลือจนรอดชีวิต ส่วนที่อาการสาหัสได้เข้าผ่าตัดอาการปลอดภัยทุกคนแล้่ว แต่ยังคงต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลก่อน
ขณะที่โรงพยาบาลหัวเฉียวมีผู้บาดเจ็บเข้าทำการรักษาจำนวน 13 คน มีเสียชีวิตก่อนส่งโรงพบยาบาล 1 คนคือนายนรายศ จันทร์เพชร ถูกสะเก็ตระเบิด และมาเสียชีวิตในช่วงก่อน 12 .00 น. วันนี้( 15 พ.ค.) อีก 1 ราย เป็นชายไทยไม่ทราบชื่อ เนื่องจากถูกสะเก็ตระเบิด ขณะนี้นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจำนวน 3 รายอาการปลอดภัยทุกคน



