
'ธาริต'คาดจับแกนนำกปปส.ได้ใน1-2วัน
15 พ.ค. 2557
'ธาริต' คาดจับแกนนำกปปส.ได้ใน 1-2 วัน 'พท.' ร้อง 'ดีเอสไอ' เอาผิด 'สุรชัย' สมคบ 'สุเทพ' ขณะที่ 'ศอ.รส.' ประณาม ม็อบใช้กำลัง-อาวุธ
15 พ.ค. 57 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ บช.ปส. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบบร้อย (ศอ.รส.) กล่าวถึงการดำเนินการภายหลังศาลอาญาอนุมัติหมายจับแกนนำกปปส. ว่า เราทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเริ่มติดตามจับกุมตั้งแต่เมื่อคืน 14 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยพุ่งเป้าไปที่แกนนำกลุ่มที่ไม่มีกองกำลังคุ้มกัน แต่ปรากฏว่าผู้ต้องหาที่ถูกศาลออกหมายจับหลบหนีรอดอยู่ ยังไม่มีการกลับบ้าน หรือพักค้างที่ที่เคยไป ซึ่งเรายังคงสะกดรอยติดตามอยู่ คาดว่าไม่เกิน1-2 วัน จะต้องได้ตัวบ้าง
ส่วนแกนนำกลุ่มที่มีกองกำลังรักษาความปลอดภัยนั้น เราคงต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ การ์ด หรือประชาชนบริสุทธิ์ เราไม่อยากให้มีการบาดเจ็บล้มตาย จึงต้องดูในช่วงเวลาที่เหมาะสมจริงๆ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจับกุมครั้งนี้เป็นการทำตามคำสั่งศาล เพื่อนำตัวไปส่งศาล
'เพื่อไทย' ร้อง 'ดีเอสไอ' เอาผิด 'สุรชัย' สมคบ 'กปปส.'
นายสิงห์ทอง บัวชุม คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าแจ้งความกล่าวโทษต่อนายธาริต เพื่อดำเนินคดีกับนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา กับพวก และผู้เข้าร่วมประชุมกับนายสุรชัย ฐานความผิดเป็นตัวการและสนับสนุน ได้กระทำความผิดตามตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 และประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 113 , 116
นายสิงห์ทอง กล่าวว่า นายสุรชัย รู้อยู่แล้วว่ามีพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมวิสามัญ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.เป็นต้นมา และได้มีเจตนาพิเศษผิดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ อีกทั้ง ในฐานะรองประธานวุฒิสภา นายสุรชัย ทราบดีว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันทุกองค์กร ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า ยังมีคณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่อยู่ การดำเนินแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 7 ไม่อาจกระทำได้ แต่นายสุรชัย ปฏิเสธไม่ยอมรับอำนาจศาล นอกจากนี้พฤติกรรมที่นายสุรชัย เชื้อเชิญบุคลคลในองค์กรต่างๆ มาร่วมประชุมในการแต่งตั้งนายกฯคนกลาง เป็นการประชุมโดยไม่ชอบกฎหมายไปด้วย ตนจึงขอกล่าวโทษนายสุรชัย กับพวก และผู้ที่ร่วมประชุมกับนายสุรชัย ในฐานความผิดเป็นตัวการและสนับสนุนด้วย
ทั้งนี้ หากนายสุรชัย กับพวก ยังดันทุรังดำเนินการ ตนเชื่อว่า มวลชนฝ่ายต่อต้านจะยกระดับการชุมนุมไปสู่ความรุนแรงขั้นสูงสุด ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะประสบการจลาจล และกลียุค และอาจถึงขนาดสงครามกลางเมือง
ด้านนายธาริต กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรากำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งมีเหตุผล 3 ประการ คือ 1. นายสุรชัย กับพวก กระทำการฝ่าฝืนศาลรัฐธรรมนูญ ที่พิพากษาว่ารัฐมนตรีที่ยังเหลือยังต้องอยู่ในหน้าที่จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ 2. พฤติการทั้งหลายของนายสุรชัย มีลักษณะสนับสนุน หรือสมคบคิดนายสุเทพ และแกนนำกปปส.ถึงขนาดที่นายสุเทพ ไปพบกับนายสุรชัย ที่สภาฯ และออกมาประกาศบนเวทีว่านายสุรชัย เป็นพวกกับกปปส. และรับปากว่าจะดำเนินการนายกฯมาตรา 7 และ 3. มีผู้ร้องทุกข์กล่าวหานายสุรชัย กับพวก อย่างชัดเจน ทั้งนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และนายสิงห์ทอง ดังนั้น ตนยืนยันว่า มีความจำเป็นที่ต้องสืบสวนดำเนินคดีนี้กับนายสุรชัย และพวก และเห็นว่านายสุรชัย และพวกเข้าข่ายกระทำความผิดร่วมกับนายสุเทพจริง
'ศอ.รส.' ประณาม 'กปปส.-สุเทพ' ใช้กำลัง-อาวุธ
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
1. ตามที่กลุ่ม กปปส. ได้ย้ายสถานที่ชุมนุมจากสวนลุมพินีไปยังบริเวณถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น วันนี้ ศอ.รส. ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ที่ได้เข้าตรวจความเรียบร้อยในสวนลุมพินี อันประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 4 ฝ่าย ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจของสถานีตำรวจลุมพินี เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งประจำอยู่ที่สวนลุมพินี ซึ่งได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม ภายหลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนย้ายออกไป ผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบเสื้อเกราะ วัตถุระเบิดแรงสูง ระเบิดอีกจำนวนมาก ซุกซ่อนอยู่ในพื้นที่สวนลุมพินี โดยวัตถุระเบิดและสิ่งผิดกฎหมายทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดไว้ได้ นำส่งพนักงานสอบสวน เพื่อประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปแล้ว ทั้งนี้ ได้มีการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์แล้ว สามารถยืนยันได้ว่าเป็นวัตถุระเบิดและสิ่งผิดกฎหมายของกลุ่มการ์ด กปปส.จริง
ศอ.รส. ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าวที่ปรากฏ แสดงให้เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.นั้น มีการสะสมอาวุธร้ายแรง จึงไม่ใช่การชุมนุมที่สงบ และปราศจากอาวุธตามที่แกนนำ กปปส.ได้กล่าวอ้างมาโดยตลอด ดังนั้น ศอ.รส.จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนให้งดเว้นการเข้าร่วมชุมนุม และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้บริเวณการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. เพื่อความปลอดภัย และสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชน
2. ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม เวลา 16.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. ได้ออกแถลงการณ์โดยมีการถ่ายทอดสดมาจากตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลนั้น ศอ.รส. ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส.เข้าไปแถลงข่าวในตัวอาคารของทำเนียบรัฐบาล เป็นการบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการ โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารที่ดูแลความปลอดภัยบริเวณทำเนียบรัฐบาล มิได้ยินยอมแต่อย่างใด แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกได้กระทำการบุกรุก โดยมีการตัดโซ่คล้องประตูทำเนียบรัฐบาล งัดหน้าต่างเพื่อเข้าไปในตัวอาคาร และฝ่าแนวของเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มีการบันทึกภาพการกระทำผิดดังกล่าวเป็นหลักฐานเพื่อใช้ดำเนินคดีต่อไปแล้ว
อนึ่ง ในช่วงเช้าวันนี้ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี และคณะได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ณ หอประชุมกานตรัตน์ ข้างโรงเรียนนายเรืออากาศ ขณะกำลังประชุม ปรากฏนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกได้นำกลุ่มคนประมาณ 1,500 คน บุกรุกเข้าไปข่มขู่ขับไล่ถึงในห้องประชุม จนทำให้การประชุมต้องล้มเลิกไป ศอ.รส. ขอประณามการกระทำของแกนนำ กปปส. โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่นอกจะกระทำผิดต่อกฎหมาย โดยการบุกรุกสถานที่ราชการ และข่มขู่ขับไล่เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งคณะรัฐมนตรี และกกต.แล้ว ยังเป็นการทำลายความพยายามของทุกฝ่ายที่จะจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นการขัดขวางแนวทางประชาธิปไตย และขัดขวางการจัดการเลือกตั้ง เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชนเป็นอย่างยิ่ง
ศอ.รส. จึงขอเรียนชี้แจ้งให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และขอเรียนย้ำว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. เป็นผู้ต้องหาในคดีอุจฉกรรจ์หลายข้อหา โดยเฉพาะข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ ร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้ง ร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจร และข้อหาอื่นๆ อีกรวม 10 ข้อหา ซึ่งพนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องแกนนำชุดแรกแล้ว 51 คน และศาลได้อนุมัติหมายจับไว้เดิม 8 คน และอนุมัติหมายจับใหม่เมื่อวานนี้อีก 30 คน รวมเป็น 38 คน ส่วนที่เหลือได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอื่นอยู่แล้ว ซึ่งศาลจะได้ออกหมายสั่งให้นายประกันส่งตัวมาฟ้องในคดีนี้อีก 13 คน



