ข่าว

เสนอ'สุรชัย'เจรจา'นิวัฒน์ธำรง'ลาออก

เสนอ'สุรชัย'เจรจา'นิวัฒน์ธำรง'ลาออก

14 พ.ค. 2557

เสนอ'สุรชัย'เจรจา'นิวัฒน์ธำรง'ลาออก เปิดทางนายกฯมาตรา7 ด้าน 'ปธ.ศาลฎีกา' ฝากความห่วงใยต่อสถาสการณ์ รักษาการนายกฯแย้มมีคำตอบให้กกต.เรื่องอำนาจเลื่อนเลือกตั้ง

               14พ.ค.2557เมื่อเวลา 16.30 น. การประชุมวุฒิสภาร่วมกับ 12 องค์กรได้ถึงช่วงสุดท้าย และทางตัวแทนองค์กรได้ทยอยเดินทางกลับบางส่วนแล้ว ทั้งนี้นายธีระภัทร เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวว่า ในที่ประชุมตนได้เสนอแนวทาง คือ ให้ประธานวุฒิสภานำชื่อบุคคลที่เหมาะสมทูลเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นแนวทางตามประเพณีการปกครอง และหากไม่มีการดำเนินการตนกังวลว่าอาจจะเกิดภาวะของสงครามกลางเมืองได้

               "วุฒิสภาที่มีสถานะเทียบเคียงกับฝ่ายนิติบัญญัติ จึงสามารถแก้วิกฤติได้ โดยให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้รับผิดชอบด้วยการรับสนองฯชื่อนายกรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ตามทางวุฒิสภายังต้องไปหารือกับ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ก่อนว่าจะเสียสละเพื่อประเทศได้หรือไม่ และเมื่อเรามีนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วก็ต้องสร้างความชอบธรรมกับประชาชนผ่านการทำประชามติว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะเลือกปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งก่อนปฏิรูปอีกครั้ง" นายธีระภัทร กล่าว

               ด้านนายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการประธานศาลฎีกา กล่าวว่า ตนร่วมประชุมเพื่อมารับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองเท่านั้นไม่ได้นำเสนอในประเด็นใดๆ ต่อที่ประชุม ทั้งนี้ประธานศาลฎีกาได้ฝากแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมืองปัจุบัน ส่วนกรณีการเข้าพบประธานศาลฎีกานั้น ตนไม่ทราบ

               ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าศาลฎีกาจะทำหน้าที่เฉพาะการวินิจฉัยเท่านั้น ใช่หรือไม่ นายพงษ์เดช กล่าวเพียงสั้นๆ ว่าคงเป็นอย่างนั้น

 

12องค์กรพร้อมหนุน“วุฒิสภา”เดินหน้าแก้ปัญหาประเทศ

 
              เมื่อเวลา 17.17 น. คณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ วุฒิสภา เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาการเมือง ได้แถลงข่าวผลการหารือร่วมกับ 12 หน่วยงาน ที่ใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง โดยนายวันชัย สอนศิริ ส.ว.สรรหา แถลงว่า ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันที่จะให้วุฒิสภาเดินหน้าหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยทุกองค์กรพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามการรับฟังข้อเสนอแนะทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรจะแก้ไขปัญหากรณีที่ประเทศไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศอย่างเร่งด่วน และรัฐบาลที่เข้ามานั้นควรปฏิบัติหน้าที่เฉพาะตามที่กำหนด โดยสาระสำคัญที่จะเข้ามาดำเนินการคือการปฏิบัติรูปประเทศ ก่อนจะเข้าไปสู่การเลือกตั้งโดยปราศจากความรุนแรง ทั้งนี้สิ่งที่ได้รับฟังจากเครือข่ายต่างๆ ทางคณะทำงานจะนำไปเจรจาและพูดคุยเพื่อหาทางออกกับภาคส่วนต่างๆ โดยแนวทางที่จะเกิดขึ้นนั้นต้องไม่เป็นการละคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

              นายวันชัย ยังได้เรียกร้องให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษให้ยุติการข่มขู่คุกคามเสรีภาพของส.ว. หากไม่ยุติพร้อมที่จะดำเนินการทางกฎหมายฐานที่กระทำการที่ละเมิดเสรีภาพของส.ว.

              ขณะที่นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา แถลงว่า ตัวแทนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้ข้อมูลว่าการเจรจากับรัฐบาลรักษาการเพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งนั้น ยังไม่สามารถให้ความชัดเจนว่าจะดำเนินการได้หรือไม่ เพราะขณะนี้ยังมีประเด็นทางข้อกฎหมายโดยเฉพาะอำนาจของนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯ ฐานะปฏิบัติหน้าที่นายกฯ รักษาการ ต่อกระบวนการเสนอ พ.ร.ฎ.แก้ไข พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง หรืออำนาจการลงนามสนองพระบรมราชโองการ ดังนั้น กกต. เห็นควรว่าจะให้คณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหม่พิจารณาเรื่องนี้ แต่หากผลที่ออกมาไม่ชัดเจนอาจจะเข้าสู่กระบวนการให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ อย่างไรก็ตามปัญหาขณะนี้คือการกำหนดวันเลือกตั้งและความเรียบร้อยต่อการจัดการเลือกตั้งที่ยังเป็นปัญหา

              พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ขณะที่ตัวแทนของหน่วยงานภาคเอกชนเห็นด้วยที่จะต้องมีรัฐบาลที่มีอำนาจเพียงพอต่อการเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และทางหน่วยงานเอกชนมองด้วยว่าหากกระบวนการได้มาซึ่งนายกฯ มีความล่าช้านั้นอาจกระทำต่อการบริหารราชการแผ่นดิน อาทิ การออกกฎหมายงบประมาณ ได้

              พล.อ.อ.วีรวิท กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางทำงานต่อไปของวุฒิสภา คือ ในวันที่ 15 พ.ค. เวลา 10.00 น. หารือกับที่ประชุมอธิการบดี ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) , เวลา 13.30 น. จะหารือกับหน่วยงานมั่นคง ปลัดกระทรวงต่างๆ และตัวแทนกองทัพ จากนั้น เวลา 15.30 น. จะหารือกับกลุ่มสื่อมวลชน องค์กรเอกชน และเครือข่ายภาคประชาชน ที่อาคารรัฐสภา

              รายงานข่าวจากที่ประชุมวุฒิสภาร่วมกับ 12 องค์กร ระบุว่า ผลการประชุมยังไม่ถือว่าได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ แต่ได้แนวความเห็นและทิศทางการแก้ไขปัญหา แบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ 1.การให้รัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันลาออก เพื่อปลดล็อคปัญหาของการบริหารราชการ จากนั้นให้วุฒิสภาใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตราที่เกี่ยวข้องมาเทียบเคียงการสรรหาและนำเสนอรายชื่อนายกฯ ตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญ และ 2.ให้รัฐบาลหารือร่วมกับวุฒิสภาหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ต่อการแก้ไขปัญหาทางการเมืองด้วยการมีรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมาทำงาน พร้อมกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะใช้เวลาเท่าไร เพื่อแก้ไขปัญหาด้านใดบ้าง อย่างไรก็ตามในแนวทางต่างๆ จะมีวิธีดำเนินการอย่างไรนั้นยังไม่เป็นที่ยุติ



มท.1เตรียมระดมคน5แสนกำนัน-ผญบ.ทวงคืนปชต.
 

              เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ห้องประชุมภูริทัตโต ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดสกลนคร อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร นายจารุพงศ์  เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย เดินทางมาตรวจและติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดสกลนคร  กล่าวว่า ได้หารือร่วมกับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ให้มีการเตรียมพร้อมในการเคลื่อนไหวปกป้องประชาธิปไตย ที่ กทม.หากมีการเรียกรวมพลัง เชื่อว่าจะมากกว่าวันที่ กำนันผู้ใหญ่บ้านไปขอทวงคืนกระทรวงมหาดไทยจากกปปส. โดยทั่วประเทศเชื่อว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่   พร้อมจะเข้าร่วมมากกว่า 500,000 คน เพื่อร่วมทวงคือกระบวนการเลือกตั้งและรักษาประชาธิปไตย
       
 

 

"นิวัฒน์ธำรง"เล็งเชิญส.ว.ถกวงเล็กที่สนง.ปลัดกห.


               เมื่อเวลา 16.20น. นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี แถลงที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมถึงอำนาจหน้าที่ของครม.และตนในฐานะปฎิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี  ว่า ความเป็น ครม.มีอยู่สมบูรณ์โดยอ้างอิงจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้รัฐมนตรีที่เหลือทั้ง 25 คนต้องอยู่ปฎิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีครม.ชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งจะเข้ามาปฎิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180,181 และ182 และเคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้หลายครั้ง เช่น สมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี หรือสมัยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ที่สำคัญคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันกับทุกองค์กร ทั้งครม.วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือศาล จะต้องยึดถือคำวินิจฉัยดังกล่าวด้วย

               นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ในส่วนการปฎิบัติหน้าที่ของตนนั้นตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 10 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าให้ครม.ชุดที่เหลือปฎิบัติหน้าที่โดยเลือกตนมาปฎิบัติหน้าที่แทนนายกฯโดยต้องปฎิบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด ตามมาตรา 178 ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันตามกฎหมาย ดังนั้นครม.ที่เหลืออยู่จะยังคงมีอยู่และทำหน้าที่ต่อไป

               นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ดังนั้นในขณะนี้ตนมีอำนาจหน้าที่แทนนายกฯ ซึ่งหมายถึงมีอำนาจเท่ากับนายกฯเรื่องการทูลเกล้าฯ ไม่ว่าจะเป็นพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งสามารถทำได้ โดยมีกฎหมายอ้างอิงตามรัฐธรรมนูญ 189 ที่ระบุชัดเจนว่าผู้รับสนองพระบรมราชโองการฯจะต้องเป็นรัฐมนตรีขึ้นไป และรัฐธรรมนูญ มาตรา 195 สำหรับพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งนั้นถือเป็นกฎหมายของฝ่ายบริหาร ไม่ใช่เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ หมายความว่าถ้ามีการออกกฎหมายดังกล่าวแล้วไม่ต้องส่งให้สภาโหวตพิจารณาอีก กรณีการทูลเกล้าฯเพื่อเสนอพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งนั้น รองนายกฯปฎิบัติหน้าที่แทนนายกฯสามารถดำเนินการได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเกิดเหตุลักษณะนี้มาแล้ว

               นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวต่อว่า ในส่วนของที่มาและคุณสมบัติของนายกฯ ขณะนี้มีการพูดว่านายกฯจะมาจากมาตราอื่นได้หรือไม่นั้น ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนว่านายกฯจะต้องมาจากส.ส.จะต้องมีการเลือกตั้ง มีการประชุมสภาฯและส.ส.ผู้นั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาฯจึงจะตั้งมาเป็นนายกฯได้ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 171,172 ส่วนรัฐธรรมนูญมาตรา 7 หรือมาตราอื่นๆไม่มีการกำหนดชัดเจน อีกทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งที่ 9/2557 ระบุไว้ชัดเจนให้รัฐมนตรีที่เหลือรวมทั้งปฎิบัติหน้าที่แทนนายกฯจะต้องปฎิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าครม.ที่มาจากการเลือกตั้งจะเข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งผูกพันมาถึงครม.ดังนั้นครม.คนใดคนหนึ่งจะบอกว่าจะขอลาออกถือว่าผิดตามกฎหมายรัฐธรรมนูหมายความว่าไม่สามารถทำได้ หากมีการกระทำดังกล่าวจะกลายเป็นประเด็นที่ถูกฟ้องร้อง

               นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวอีกว่า ส่วนคำถามที่ว่ารัฐบาลจะปฏิเสธข้อเสนอของวุฒิสภาและฝ่ายต่างๆเรื่องการตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลางหรือมาตรา7ใช่หรือไม่นั้น เรียนว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญระบุที่มาของนายกรัฐมนตรีเพียงมาตรา 171 และมาตรา 172 เท่านั้น ส่วนว่าท่านมีแนวคิดอย่างไรท่านต้องบอกว่าใช้กฎหมายใด รัฐธรรมนูญมาตราใดที่ท่านอ้างอิงจะแต่งตั้งคนดังกล่าว หากไม่มีกฎหมายรองรับแล้วจะดำเนินการต่อไปอย่างไร รัฐบาลจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

               "แม้ท่านบอกว่าจะไปทำเองก็จะต้องติดปัญหาในการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ทำอะไรต้องทำตามกฎหมาย เพราะถ้าไม่ทำตามกฎหมายก็จะไม่มีผู้ที่ทำงานต่อ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการประจำ รัฐบาลหรือว่าสภา คงไม่มีใครกล้านำขึ้นทูลเกล้าฯ ดังนั้นเราต้องปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นด้วย  ดังนั้นท่านคิดแล้วก็ทำไม่ได้ เพราะถ้าคิดแล้วต้องคิดถึงข้อกฎหมายก่อน"นายนิวัฒน์ธำรง

               ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ กล่าวอีกว่า การเลือกตัวบุคคลนั้นไม่ยาก เลือกใครคนนั้นคนนี้คนนั้นไม่ยาก แต่ที่สำคัญที่สุดคือเรากำลังใช้กฎหมายใด มาตราใดเพื่อทำการนี้ เพราะเป็นหัวใจไม่เช่นนั้นก็ทำไม่ได้ ดังนั้นรัฐธรรมนูญและกฎระเบียบของสังคมเป็นหัวใจสำคัญของการทำให้คนจำนวนมากอยู่ด้วยกันในสังคมอย่างสงบเรียบร้อย มีความสุข และยังเป็นข้อกำหนดให้คนในสังคมปฏิบัติเหมือนกัน ทำให้เกิดความเป็นธรรมความเสมอภาคเท่าเทียมกัน หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแล้วก็จะทำให้เกิดความไม่เสมอภาคและควาไม่เท่าเทียมกันในสังคม จะทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งและความไม่สงบในประเทศได้ โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีวิกฤติในขณะนี้ สถาบันหลักของประเทศ ทั้งองค์กรอิสระ รัฐบาลและกลุ่มคนต้องยึดมั่นในกฎหมายและกฎระเบียบและจะยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายบางข้อก็ไม่ได้ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติลดความแตกต่าง ทำให้คนเท่าเทียมกันเพื่อทำให้ประเทศสงบร่มเย็น

               "วันนี้ทุกองค์กรควรปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆอย่างเคร่งครัด เมื่อคุณทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกทำโทษตามกฎหมาย จะเถียงก็ไม่ได้ เมื่อคุณไม่ยึดกฎหมาย ทำผิดคนนี้ผิดได้คนนู้นก็ผิดได้ก็ไปกันใหญ่""นายนิวัฒน์ธำรง กล่าว

               เมื่อถามว่ามีการเสนอว่าหากไม่สามารถหานายกรัฐมนตรีคนกลางได้จะมีการจัดตั้งรองนายกรัฐมนตรีคนกลางได้หรือไม่ นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวมีกฎหมายรัฐธรรมนูญรองรับไว้หรือไม่ คำถามที่จะถามกลับไปคือว่ามีการอ้างอิงกฎหมายใด

               เมื่อถามว่าขณะนี้อีกฝ่ายกำลังจะสรรหานายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลจะทำอย่างไร นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า คำตอบคือต้องถามกลับไปว่าอ้างอิงกฎหมายฉบับใดหรือมาตราใดจะได้ไปช่วยกันศึกษา ซึ่งขณะนี้เรายังไม่ได้ปฏิบัติแต่จะช่วยศึกษาว่าสามารถทำได้หรือไม่เพราะสมมุติว่าหากทำสำเร็จก็ไม่สามารถจัดตั้งกันเองได้เพราะจะต้องมีการทูลเกล้าฯ และการทูลเกล้าฯ ต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย สิ่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นตนจึงขอเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดวันนี้ต้องไปดูข้อกฎหมายอย่างถี่ถ้วนและดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อกฎหมาย เมื่อได้ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะที่ดีและถูกต้องตามกฎหมายก็จะสามารถทำให้สำเร็จเรียบร้อยได้ แต่แม้เป็นข้อเสนอที่ดีแต่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายสุดท้ายก็ไปต่อไม่ได้

               เมื่อถามถึงกรณีที่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่ประธานวุฒิสภาเชิญตัวแทนรัฐบาลเข้าหารือเพื่อหาทางออกประเทศที่อาคารรัฐสภา นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการติดต่ออย่างเป็นทางการแต่ก็มีการประสานกันมา อย่างไรก็ตามทางรัฐบาลเปิดกว้างที่จะเจรจาพูดคุยกัน แต่ขอให้ทำในสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายตนยินดีหารือ ซึ่งตนอาจจะขอเรียนเชิญนายสุรชัยพร้อมคณะ 3-4 คนมานั่งคุยวงเล็กก่อนว่าเป็นอย่างไรหรือมีแนวคิดอย่างไรและใช้กฎหมายใดแล้วจะเดินกันได้อย่างไร ถ้าถูกต้องตามกฎหมายรัฐบาลก็ต้องปฏิบัติและพร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ส่วนการจะไปเข้าพบที่อาคารรัฐสภานั้น วันนี้เราพยายามไม่ให้เกิดการยั่วยุ ซึ่งตนขอเรียนว่าสถานที่ที่มีผู้ชุมนุมอยู่เราคงต้องขออนุญาตหลีกเลี่ยง เพราะอาจเกิดประเด็นปัญหาขึ้นได้เช่นเดียวกับการหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงขอหารือในสถานที่อื่น อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมก็ได้ หรือสถานที่ที่ไม่เป็นเหตุให้เกิดการยั่วยุ อย่างไรก็ตามการหารือกับว่าที่ประธานวุฒิสภาจะต้องขอคุยกันอีกครั้งหนึ่งก่อนโดยอาจเริ่มจากวงเล็กๆ ก่อนเพื่อให้เกิดความชัดเจนหากมีข้อเสนอที่ดีแล้วจึงขยายวง

               นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า "วันนี้อยากให้ทุกคนมองกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ให้ชัดเจนเราลงทุนลงแรงมากันตั้งเยอะแยะแล้ว ทำในสิ่งที่ไม่สอดคล้องหรือผิดกฎหมายสุดท้ายก็ไม่สำเร็จแถมยังยุ่งยากและเหนื่อย ทั้งกำลังกายและกำลังสติปัญญาจึงอยากเรียนว่าขอให้ดูเรื่องของกฎหมายให้ชัดเจน ผมว่าเราต้องคุยกันแน่นอน ทุกๆ กลุ่มต้องคุยกันแต่ขอให้ยึดหลักเพราะสุดท้ายถ้าไม่คำนึงถึงกฎหมายก็ทำไปเรื่อยการที่เราทำไปแล้วช้าไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศได้ล้วนมีผลกระทบกับประเทศรุนแรงโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ผมเองอยากให้จบเร็วๆ แต่อยากให้จบโดยยึดข้อกฎหมายเป็นที่ตั้ง"


แย้มมีคำตอบให้กกต.เรื่องอำนาจเลื่อนเลือกตั้ง

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากไม่มีการหารือเพื่อจัดการเลือกตั้งระหว่างรัฐบาลและกกต. และมีการนนัดหมายหารืออีกครั้งในวันที่ 15พ.ค. เวลา 10.00น.  นายนิวัฒน์ธำรง แถลงที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถึงสาเหตุการที่เลื่อนการหารือกับกกต.ในวันนี้ออกไปถือที่ถูกมองว่าทั้ง 2 ฝ่ายเล่นแง่ต่อกันหรือไม่ว่า "ไม่ใช่หรอกครับ ผมได้คุยกับประธานกกต.ก็มีหลายประเด็นทั้งเรื่องสถานประชุมรวมทั้งตารางนัดหมายของกกต.ก็เยอะมากการเดินทางไปหลายๆ ที่ก็ลำบาก ซึ่งผมและกกต.ก็เข้าใจกัน จึงนัดหมายกันว่าพรุ่งนี้ 10 โมงที่โรงเรียนนายเรืออากาศ ดอนเมืองจะไม่มีปัญหาอีก"

               เมื่อถามว่าคาดหวังในการหารือกับกกต.ในวันพรุ่งนี้หรือไม่นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวสั้นๆ ว่า ต้องรอคุยกันพรุ่งนี้ก่อนยังไม่คาดการณ์

               เมื่อถามว่าข้อเสนอของกกต.ขอให้ระบุในร่างพ.ร.ฎ.เลือกตั้งทั่วไป เพื่อให้อำนาจกกต.ในการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปนั้นนายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ขอคุยกันพรุ่งนี้ก่อน มีคำตอบให้อยู่แล้ว


กกต.ยังไม่เห็นชอบโยก"คำรณวิทย์"

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีรายงานในที่ประชุมกกต.วันนี้ว่ายังไม่มีมติเห็นชอบตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอให้มีการย้ายพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ไปดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และให้พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผู้บัญชาการตำรวจภาค 5 มาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เนื่องจากเห็นว่าเป็นการโยกย้ายนอกฤดูกาล และพื้นที่ที่พล.ต.ท.คำรณวิทย์จะไปดำรงตำแหน่งเป็นฐานคะแนนเสียงของบางพรรคการเมือง อาจทำให้มีผลได้เปรียบเสียเปรียบต่อการเลือกตั้ง จึงให้สำนักงานทำหนังสือเชิญผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาชี้แจงในวันที่ 20 พ.ค.นี้ ในเวลา 10.00 น. หากไม่มาถือว่าไม่ติดใจ


ปธ.ศาลปค.สส."สั่งย้าย“เลขาฯสนง.ศาล”แล้ว

               นายไพโรจน์ มินเด็น โฆษกสำนักงานศาลปกครอง กล่าวถึงกรณีที่มีคำสั่งย้ายนายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม จากตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ที่ดูแลงานธุรการสนับสนุนการดำเนินการของศาลปกครอง ไปได้ดูแลงานวิชาการว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยนายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ได้ลงนามหนังสือคำสั่งลงวันที่ 12 พ.ค.57 ที่ผ่านมา ให้ย้าย นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม จากตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ไปปฏิบัติหน้าที่ในงานวิชาการ ตามที่ประธานศาลปกครองสูงสุดมอบหมาย และกำกับดูแลงานของสำนักงานศาลปกครองเฉพาะหลักสูตรนักบริหารการยุติธรรมทางปกครองระดับสูง ซึ่งคำสั่งย้ายดังกล่าว ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.นี้ เป็นต้นไป โดยไม่ได้ระบุกำหนดระยะเวลาว่าจะนานเท่าใด