ข่าว

เงินทองต้องรู้ : ปัจจัยสี่

เงินทองต้องรู้ : ปัจจัยสี่

16 พ.ค. 2557

เงินทองต้องรู้ : ปัจจัยสี่ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 
                         เรื่องที่หนึ่งที่ต้องแจ้งให้ทราบ คือ ขออภัยผู้อ่านหลายท่านที่ส่งคำถามมาทางอีเมล รวมทั้งฝากไว้ที่เฟซบุ๊ก Kwanchanok Wutthikul Fanpage และยังติดค้างเรื่องการจัดส่งหนังสือ “เล่าเท่าที่รู้ เล่ม 2” ที่เขียนโดยคุณวีระ ธีรภัทร ที่กะว่าจะส่งให้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่เพราะติดหลายภารกิจทำให้ยังไม่สามารถจัดส่งได้ คุณผู้อ่านก็ดีใจหาย เพราะไม่มีใครทวงถาม ณ วันนี้เรียนให้ทราบว่า อยู่ระหว่างการทยอยจัดส่งไปให้ และน่าจะส่งถึงบ้านทุกท่านได้ในสัปดาห์หน้า
 
                         ช่วงหลังมีคำถามที่ส่งเข้ามาหลายช่องทาง แต่ก็น่าแปลกที่คำถามส่วนใหญ่มักจะขึ้นต้นว่า “สนใจอยากจะลงทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือกองทุนรวม ติดแค่ว่าไม่มีความรู้ ไม่มีพื้นฐาน อยากขอคำแนะนำว่าจะเริ่มต้นแบบไหน” ที่เห็นว่าแปลก เพราะตั้งแต่ทำงานเป็นนักข่าวมา 20 ปี จัดรายการวิทยุมา 15 ปี จนถึงวันนี้ที่ไม่ได้เป็นนักข่าวเต็มตัว อาศัยเขียนแค่คอลัมน์ กับจัดรายการวิทยุ “เงินทองต้องรู้” ที่จะครบ 11 ปีเต็มในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ แต่คำถามก็ยังเหมือนเดิมว่า อยากลงทุน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มแบบไหน
 
                         จริงๆ ไม่ได้อยากจะตำหนิ แต่อยากชี้ให้เห็นว่า ถ้าขวนขวายอยากรู้เรื่องการลงทุนจริงๆ จะค้นพบว่า ช่องทางในการเข้าถึง “ความรู้” เรื่องการลงทุนนั้นหลากหลายและมากมายทีเดียว ที่สำคัญแต่ละช่องทางเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย แค่เข้ากูเกิลแล้วค้นหาคำว่า  “ลงทุนมือใหม่” สิ่งที่คุณต้องการก็จะปรากฏตรงหน้า มีทั้งแบบอ่านได้ แบบฟังได้ และแบบดูได้ แบบฟรีๆ
 
                         ถ้าจะมีคนโต้แย้งว่า ไม่ได้มีคอมพิวเตอร์ ไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ต ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ (ซึ่งคงมี) แนะนำว่า อย่าไปอยากรู้เรื่องการลงทุนทั้งหุ้น ทอง กองทุนเลย เพราะคุณไม่พร้อมจริงๆ
 
                         ปล่อยให้การลงทุนเป็นเรื่องของคนอื่นที่พร้อมกว่า เพราะจริงๆ แล้ว การลงทุนก็ไม่ใช่เรื่องของทุกคน
 
                         สัปดาห์นี้มีแนวคิดเรื่องของการลงทุนมาฝาก เป็นเรื่องที่ถ้าหลายคนอ่านแล้วรู้สึกว่า อยากลงทุนไปกับเขาก็ลงทุนไป แต่ถ้าอยากจะนำหลักคิดไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนของตัวเองก็สามารถทำได้
 
                         “เขา” ที่ว่านี้ หมายถึงบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาได้นำเสนอขายกองทุนใหม่เป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ที่ลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 ชื่อ “กองทุนบัวหลวงปัจจัย 4 เพื่อการเลี้ยงชีพ”
 
                         ขอแยกเป็นสองส่วนสำหรับการพิจารณา ส่วนแรกคือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหรืออาร์เอ็มเอฟ เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย มีทั้งหุ้น ทอง และตราสารหนี้ แล้วแต่ว่า บริษัทจัดการจะกำหนดนโยบายลงทุนอย่างไร กองทุนประเภทนี้ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพราะสามารถนำเงินลงทุนในแต่ละปีไปหักลดหย่อนการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีนั้นได้ แต่มีเงื่อนไขว่า จะต้องเป็นการลงทุนอย่างน้อย 5 ปีและผู้ลงทุนสามารถขายคืนเงินลงทุนได้ก็ต่อเมื่ออายุครบ 55 ปี แปลว่า ถ้าซื้อตอนอายุ 20 ก็ต้องลงทุนยาวนานถึง 35 ปี
 
                         ถ้าอยากลงทุนอาร์เอ็มเอฟ ก็ต้องยอมรับเงื่อนไขนี้ก่อน
 
                         ส่วนที่สอง คือ เรื่องของ “แนวคิด” ในการลงทุน พิจารณาโดยอาศัยสิ่งที่อยู่ “เบื้องหลัง” แนวคิดของกองทุนบัวหลวง ที่ดีไซน์การลงทุนกองทุนบัวหลวงปัจจัย 4 เพื่อการเลี้ยงชีพ ซึ่งคุณวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กองทุนบัวหลวง บอกว่า เป็นการออกแบบภายใต้แนวคิด “เออร์บาไนเซชั่น” (Urbanization) นั่นคือ การขยายตัวของสังคมเมืองสู่หัวเมืองใหญ่ รวมทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยในอนาคต
 
                         “เราเชื่อว่า การขยายตัวของสังคมเมืองสู่หัวเมืองใหญ่ ทำให้เกิดกิจกรรมการค้า การลงทุน การจ้างงานมากขึ้น นอกจากนี้ เออร์บาไนเซชั่นจะทำให้เกิดการขยายตัวของสังคมเมืองเล็กๆ ไปสู่ความเป็นเมืองใหญ่ จึงเกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อรองรับการขยายของสังคมเมือง”
 
                         คุณวรวรรณ บอกว่า เมื่อเมืองขยาย มีธุรกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น คนก็จะมีรายได้และความมั่งคั่งมากขึ้น ทำให้เกิดการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลาง ซึ่งเมื่อคนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อมากขึ้น ก็จะจับจ่ายใช้สอยและลงทุนมากขึ้น มีการยกระดับคุณภาพชีวิตเพราะมีกำลังซื้อมากขึ้น ทำให้มีโอกาสเติบโตของสินค้าที่มี “แบรนด์” เป็นอย่างมาก รวมไปถึงการปรับปรุงที่อยู่อาศัยตามระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และจะมีการเติบโตของเครือข่ายของร้านอาหารชื่อดัง เพื่อมารองรับรสนิยมในการใช้ชีวิตที่ปรับเปลี่ยนไปใกล้คนเมืองใหญ่มากขึ้น
 
                         นอกเหนือไปจากปัจจัยภายในประเทศแล้ว การเกิดขึ้นของเขตการค้าเสรีอาเซียน (เออีซี) ก็ทำให้ตลาดเปิดกว้างขึ้น เพราะกิจการต่างๆ สามารถขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ และดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศมาลงทุนในกิจการและโครงการต่างๆ ทำให้เกิดการพัฒนาในหลายธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
 
                         ขณะที่การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว  ก็จะทำให้สัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น ผู้คนจะมีอายุขัยยืนยาวขึ้น และจะให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น และการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมจากการที่โลกของการรับรู้ข้อมูลขยายกว้างและทั่วถึงมากขึ้น ทำให้มีการถ่ายเทวัฒนธรรมต่างๆ กันได้ทั่วโลก เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายจะเปลี่ยนเป็นสากลมากขึ้น
สิ่งต่างๆ เหล่านี้  เป็นการเปลี่ยนแปลงของคนทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยในอนาคต การแสวงหา “ความสุข” จากการดำรงชีวิตของคนที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งหมดนี้ บลจ.บัวหลวงมองว่า นี่คือ โอกาสของธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่และการดำรงชีวิต
 
                         การลงทุนใน “กองทุนบัวหลวงปัจจัย 4 เพื่อการเลี้ยงชีพ” จึงเน้นลงทุนในหุ้นของกิจการที่ทุกคนจำเป็น “ต้องกิน ต้องใช้” ทั้งอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค (สุขภาพ) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะมุ่งเน้นลงทุนในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธุรกิจการบริการ ได้แก่ หมวดการแพทย์ และหมวดพาณิชย์ 
 
                         ความน่าสนใจหนึ่งเดียวที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดกับการลงทุนได้ คือ การมองเห็นเทรนด์ที่ บลจ.บัวหลวง บอกว่า เป็นเมกะเทรนด์ ตามไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป แต่ยังยึดโยงกับการกินใช้ที่เป็น “ปัจจัยสี่” ของมนุษย์
 
 
 
 
---------------------------
 
(เงินทองต้องรู้ : ปัจจัยสี่ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])