
'อภิสิทธิ์'ขอโอกาสให้'ส.ว.'ทำงาน
14 พ.ค. 2557
'อภิสิทธิ์' ขอโอกาสให้ 'ส.ว.' ทำงาน เหตุเป็นองค์กรเดียวที่เหลืออยู่ เสนอทำประชามติหาทางออกให้กระบวนการปฏิรูป ปรับสภาพแวดล้อมการเมือง
14 พ.ค.57 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวในรายการฟ้าวันใหม่ทาง Blue Sky Channel ว่า ขอให้เปิดโอกาสให้วุฒิสภาทำงาน และเรียกร้องให้ทุกคนร่วมมือในการทำงานกับวุฒิสภา เพราะอย่างไรก็ไม่สามารถเดินตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร หวังว่าวุฒิสภา กับรัฐบาลจะมีการติดต่อประสานงานกัน ทั้งนี้รู้สึกแปลกใจว่าในขณะที่บ้านเมืองมีปัญหา บางคนบอกจะลุกเป็นไฟ ประชาชนก็เดือดร้อนมาก จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่ว่ากลับกลายเป็นว่าทางรัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองกลับมองว่า ใครก็ตามพยายามจะหาทางออกเรื่องนี้ใช้ไม่ได้ จะไม่ยอมให้ทำ ซึ่งนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่ประธานวุฒิสภา และสมาชิกวุฒิสภา ก็บอกว่า การประชุมนอกรอบเมื่อวานไม่ใช่การประชุมนอกกฎหมาย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่น่าประหลาดใจคือ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ไม่อนุญาต ให้สถานีโทรทัศน์รัฐสภาถ่ายทอด โดยอ้างว่าเป็นการประชุมที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงไม่ถ่ายทอด ทั้งที่โทรทัศน์รัฐสภามีหน้าที่เผยแพร่งานของรัฐสภา ให้ประชาชนรับรู้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วงมาก เพราะต้องการที่จะให้คนรับฟังเฉพาะแง่มุมของรัฐบาล ดังนั้นต้องมีขอบเขตในการที่จะใช้อำนาจ ในการที่จะใช้เครือข่าย ไม่ใช่เอาอำนาจนี้มาปิดหูปิดตาปิดบังปิดกั้นประชาชน แล้วก็ทางออกของประเทศ
“ผมว่าวันนี้เราก็จำเป็นที่จะต้องมาบอกว่า เรามาตกลงกันก่อนว่าเราอยากจะทำอะไร แล้วบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายควรจะมาบอกว่า ถ้าอยากทำอย่างนี้ ช่องทางทางกฎหมายที่จะรองรับได้คืออะไร แต่ถ้าเราใช้วิธีว่า ใครเสนออะไรก็ไปงัดข้อกฎหมายมา แล้วก็บอกว่า ไอ้นี่ขัด ไอ้นี่ไม่ได้ มันก็ขัด แล้วก็ไม่ได้ทั้งนั้น อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ผมก็ได้นำเสนอ แล้วก็ในเรื่องกฎหมายนั้น ผมก็บอกว่าขณะนี้ก็อยากจะเรียกร้องกลุ่มบุคคลที่น่าจะเป็นที่พึ่งทางกฎหมายได้ ก็คือว่า เราก็มีปัญหาว่า ศาลท่านจะให้ท่านมาเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย มันไม่เหมาะ มันก็ดูจะไม่ใช่หน้าที่ เกินเลยขอบเขตอำนาจหน้าที่ของท่านที่จะมาทำอย่างนั้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนได้แนะนำไปว่า 1. วุฒิสภาควรที่จะต้องพยายามพบให้ครบถ้วนทุกฝ่ายกับรัฐบาลด้วย เพราะว่าในความเห็นของตน การดำเนินการอะไรก็ตามถ้าทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันแล้ว มันจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะแก้ปัญหาให้มันจบสิ้น 2. ความเห็นทางกฎหมายนั้น ต้องอาจจะระดมบุคคลที่มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญมา แล้วก็ต้องพยายามตั้งโจทย์ในสังคมใหม่ว่า แทนที่จะเอากฎหมายมาทะเลาะ กีดกันกันนี้ ทำอย่างไรเอาตัวกฎหมายมารับใช้เป้าหมายที่จะเดิน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า 3. ถ้าวุฒิสภาจะผ่าทางตัน และนำไปสู่ความสงบได้ ต้องทำหน้าที่อย่างอิสระ และทุกฝ่ายต้องมองว่าท่านอิสระ อย่าให้เกิดความรู้สึกว่าวุฒิสภา ทำเรื่องนั้นเรื่องนี้เพราะว่ามันมีการกดดันมา เพราะไปกลัวกลุ่มหนึ่ง หรือไปเกรงใจฝ่ายใด วุฒิสภาต้องแสดงให้เห็นว่าเป็นอิสระ แล้วก็คิดหาทางออกที่เห็นว่าเหมาะสม มีเหตุผลมีข้อกฎหมายมีอะไรต่างๆ รองรับด้วยตัวเองให้มากที่สุด
เมื่อถามว่า วันนี้ทุกคนไปมุ่งบอกว่า มันเป็นเรื่องมาตรา 3 มาตรา 7 หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พอพูดถึงมาตรา 3 มาตรา 7 คนก็เริ่มกลัว และมองว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ หรือว่ามันจะตีความกันอย่างไร แต่จริงๆ เรากำลังพูดในกรณีที่มีการพิจารณาว่า จะต้องมีนายกฯ คนใหม่ เราไม่ได้พูดถึงมาตรา 7 ขึ้นมาลอยๆ เรากำลังพูดถึงมาตรา 180 ก่อน คือ เมื่อไหร่ที่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง หรือสิ้นสุดสภาพลงตามมาตรา 182 ซึ่งก็คือที่เกิดขึ้นกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เขาบอกว่าให้ใช้มาตรา 172 , 173 โดยอนุโลม อันนี้ไม่ใช่มาตรา 3 มาตรา 7 นะ อันนี้เป็นบทหลัก
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความหมายก็คือว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีถ้าดูตามบทหลักเลย พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 35 คนประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี ตอนนี้ไม่มีนายกรัฐมนตรี มันเป็นคณะรัฐมนตรีหรือไม่ เมื่อไม่มี เขาก็บอกให้ไปสรรหา เพียงแต่ว่าการสรรหานี้มันติดขัดที่ว่า ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร และมันก็จะไม่มีใครที่มีคุณสมบัติครบ แต่ต้องมาเถียงกันถ้าอย่างนั้นว่า ตกลงบทหลักหรือเจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญคืออะไร คือต้องมีนายกฯ ภายใน 30 วัน หรือบทหลักมาอยู่ที่ตัวคุณสมบัติของนายกฯ และวิธีการได้มาซึ่งนายกฯ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนได้หยิบประเด็นนี้ย้ำกับวุฒิสภา และคิดว่าถ้าเริ่มจากตรงนี้ มันจะชัดเจนกว่าการที่พยายามมาอ้าง มาเถียงกันบอกว่า เป็นมาตรา 7 หรือเปล่า และอย่างที่ผมบอก คนที่มาคัดค้านการจะสรรหานายกฯ ด้วยวิธีการที่วุฒิสภาถูกมองว่า สามารถทำได้ในขณะนี้ เวลาอ้างแนวทางของตัวเองเช่น ให้ปลัดกระทรวงรักษาการ ไปเอาคนนั้นคนนี้มา อันนั้นก็ไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญเหมือนกัน เป็นมาตรา 7 หรือเปล่าก็ไม่ทราบ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนอยากเสนอให้มีการทำประชามติ เพราะมีความสำคัญ คือ 1. เพื่อทำให้กระบวนการปฏิรูปมีทั้งความชอบธรรม มันตั้งต้น มีความชัดเจน มีหลักประกัน 2. ช่วงทำประชามติ คือช่วงที่ผมหวังว่า เราปรับสภาพแวดล้อมทางการเมือง ให้คนมองเห็นว่าการเลือกตั้งมันจะเรียบร้อย คือประชาชนก็เต็มใจจะไปเลือกตั้งแล้ว เพราะรู้ว่าไม่มีใครเบี้ยวปฏิรูปได้ พรรคการเมือง นักการเมืองก็ออกไปรณรงค์ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ไม่ใช่มีภาวะที่กลัวกันว่าจะมีความปลอดภัยหรือไม่
เมื่อถามว่า การประชามตินี้ แสดงว่าเราต้องมีนายกรัฐมนตรีคนกลางก่อน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถูกต้อง ตนคิดว่า คือรัฐบาลคนกลาง เพราะถ้าให้รัฐบาลปัจจุบันพยายามไปทำเรื่องเหล่านี้ การต่อต้านไม่จบ และวันนี้มีประเด็นเพิ่มขึ้นมาว่า ตกลงรัฐบาลที่เป็นอยู่นี้ เป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) จริงหรือไม่ มีอำนาจหรือไม่ ทุกวันนี้ได้แก้ปัญหาอะไรให้กับประชาชนบ้าง ถ้าทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย ด้วยข้อจำกัดทางการเมือง ทำไมท่านจะหลบให้คนที่เขาสามารถมาทำได้ช่วงนี้ ปรับฐานต่างๆ ในบ้านเมืองเพื่อกลับไปสู่ภาวะปกติ ทำไมท่านหลบไปไม่ได้



