
ชายแดนเขาพระวิหาร ตึงเครียดหนัก
ชายแดนเขาพระวิหาร ตึงเครียดหนัก ทหารไทยขอสนับสนุน ยางรถสิบล้อเก่าเพิ่ม ชี้กระสอบทรายขนาดเล็ก 5 ชั้น ไม่สามารถป้องกันกระสุนปืนใหญ่ได้ ร.ร.ภูมิซรอนสร้างหลุมหลบภัยเพิ่มผอ.ยันไม่ปิดโรงเรียน ผบ.ทร.เชื่อสัมพันธ์ทางทหารช่วยลดความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ปองพลจ
แหล่งข่าวสายทหาร เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนบนเขาพระวิหาร ขณะนี้ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างก็ตรึงกำลังกันอย่างหนัก ฝ่ายกัมพูชาได้มีการประกาศระดมพลเข้ามาในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่นายกรัฐมนตรีฮุนเซน ปฏิเสธไม่เจรจากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ทำให้สถานการณ์เริ่มตึงเครียดมากขึ้นกว่าปกติ
แหล่งข่าวรายเดิม กล่าวต่อว่า แม้บรรยากาศทั่วไปบริเวณฐาน ตชด.ซึ่งเป็นจุดที่ทหารทั้งสองฝ่ายประจันหน้ากันอยู่ห่างกันไม่ถึง 20 เมตร ทหารไทยกับทหารกัมพูชาจะมาเล่นเปตองกันอยู่ตามปกติ แต่ทุกฝ่ายต่างก็ระวังตัวมากขึ้นเพราะไม่ทราบว่าจะได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติการอะไรตอนไหน “ เท่าที่ได้พูดคุยกับทางฝ่ายกัมพูชาที่อยู่บริเวณหน้าแนวด้วยกัน ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่จำเป็นที่พวกเราจะต้องมารบกันให้เสียเลือดเนื้อ แต่อยากให้รบกันทางเศรษฐกิจมากกว่า แต่คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา”
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า ทางด้านฝั่งไทยขณะนี้ ทหารไทยได้รับอนุมัติงบประมาณจากกองทัพบก ให้ทหารช่าง ลงมาควบคุมการทำบังเกอร์ปูน แทนกระสอบทรายในจุดล่อแหลม เพราะจากประสบการณ์ที่ปะทะกันที่ผ่านมา กระสอบขนาดเล็กที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้วาง 5 ชั้นกระสุนปืนกล หรืออาพีจี สามารถยิงทะลุได้สบาย
“ตอนนี้อยากได้ยางรถยนต์เก่าจำนวนมาก เพื่อมาสร้างฐานปืนใหญ่แทนกระสอบทราย เพราะประสิทธิภาพของยางรถยนต์โดยเฉพาะรถสิบล้อนั้นจะสูงกว่ากระสอบหลายเท่าตัว การจัดการก็ง่ายกว่าด้วย ” แหล่งข่าวสายทหาร กล่าว
ร.ร.ภูมิซรอนสร้างหลุมหลบภัยเพิ่มผอ.ยันไม่ปิดโรงเรียน
นายบุญมี บัวตัน นายก อบต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ขณะนี้บริเวณพื้นที่ตามแนวชายแดนที่อยู่ติดกับ ต.เสาธงชัย ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ชาวบ้านไม่มีอาการหวาดกลัวหรือหวาดวิตกแต่อย่างใด ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม ไปทำไร่ทำนาตามปกติ ไม่มีความกังวลใดๆ ขณะนี้ไม่มีการซักซ้อมแผนเพื่อทำการอพยพชาวบ้าน มีเพียงทางภาครัฐที่เรียกประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ตามแนวชายแดนเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ได้มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเข้ามาช่วยในการประชาสัมพันธ์ความเคลื่อนไหวของทางภาครัฐว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
ทั้งนี้ในวันที่ 3 ก.ค. 52 นี้ ทางจังหวัดศรีสะเกษ และผู้นำชุมชนในพื้นที่ที่อยู่ติดกับแนวชายแดนจะมีการซักซ้อมแผนอพยพ จัดเตรียมสถานที่ ทั้งหลุมหลบภัย และสถานที่พักพิงชั่วคราวหากเกิดภาวะสงครามขึ้นในพื้นที่
ด้านนายบุญรวม พงษาปาน ผอ.โรงเรียนภูมิซรอน ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า สถานการณ์ชายแดนโดยเฉพาะโรงเรียนภูมิซรอน ได้มีการเรียกประชุมคณะครูภายในโรงเรียนเพื่อหารือถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างทหารไทย และทหารกัมพูชา โดยได้ประกาศให้นักเรียนทราบถึงการซักซ้อมแผนการอพยพเข้าหลุมหลบภัยหากเกิดสภาวะสงครามขึ้นในพื้นที่ โดยให้นักเรียนทุกคนเตรียมความพร้อมที่จะซักซ้อมแผนในวันที่ 29 มิ.ย. นี้ ซึ่งทางโรงเรียนได้ร่วมกับอำเภอกันทรลักษณ์ และทหาร ช่วยในการกำหนดเส้นทางการอพยพไปอยู่ในสถานที่ปลอดภัย หากเหตุการณ์ยังไม่ยุติก็มีแผนที่จะอพยพไปยังจุดที่ 1 และแผนที่ 2 จะต้องเคลื่อนนักเรียนออกจากพื้นที่ ไปบริเวณใดบ้าง โดยทางภาครัฐได้กำหนดไว้ให้หมดแล้ว
"ขณะนี้ทางโรงเรียนได้รอประเมินสถานการณ์ ซึ่งในเบื้องต้นไม่มีการปิดโรงเรียน ยังคงให้นักเรียนมาเรียนตามปกติซึ่งนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ก็ไม่มีการหวาดกลัวอะไร นักเรียนดำเนินชีวิตตามปกติ " ผอ.กล่าว
สำหรับประชาชนที่อยู่พื้นที่ตามแนวชายแดนขณะนี้ต่างคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันมากถึงการตรึงกำลังของทหารทั้ง 2 ฝ่าย เพราะทางกัมพูชา ก็มีการขนกองกำลังทหารจำนวนมากมาประชิดชายแดน โดยประชาชนในพื้นที่เองต่างก็ชมโทรทัศน์ของประเทศกัมพูชาได้ และพอที่จะรู้ความเคลื่อนไหว และชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ก็รู้ว่ากำลังทหารทั้ง 2 ฝ่ายมีการเคลื่อนไหวกันอย่างไร
ขณะนี้ในหมู่บ้านเองมีทหารเข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัย รวมทั้งอาวุธปืนหนัก เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมไม่ให้ประมาท จนทำให้ชาวบ้านที่ไม่เคยประสบกับภาวะสงครามเมื่อปี 2521 เกิดความหวาดกลัวกับสถานการณ์ในขณะนี้ แต่คนที่ผ่านประสบการณ์มาแล้วก็นิ่งเฉย
สำหรับการเตรียมความพร้อมของทางโรงเรียนขณะนี้มีหลุมหลบภัยอยู่แล้ว3 หลุม โดยในวันที่ 27 มิ.ย. 2552 ทางฝ่ายปกครอง อำเภอกันทรลักษณ์ จะนำอุปกรณ์มาทำการก่อสร้างหลุมหลบภัย โดยใช้ท่อคอนกรีต ขนาดความกว้างของปากท่อ 150 เซนติเมตร ความยาว 3x4 เมตร อีก 2 หลุม เพื่อให้เพียงพอหากเกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้น
ผบ.ทร.เชื่อสัมพันธ์ทางทหารช่วยลดความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
พล.ร.อ. กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ ให้สัมภาษณ์ภายหลังให้การรับรอง พล.ร.ท. เตีย วินห์ ผู้บัญชาการทหารเรือกัมพูชา ซึ่งเดินทางเพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้าตำแหน่งใหม่ ว่าบรรยากาศการหารือเป็นไปอย่างดีมาก มีความเป็นมิตรภาพอย่างดี ซึ่งตามปกติมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันอยู่แล้ว มีการเยี่ยมเยียนกันอยู่เสมอ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะไม่ประจันหน้ากัน และต้องการให้ประชาชนตามแนวชายแดนโดยเฉพาะด้านจันทบุรี-ตราดที่กองทัพเรือทั้งสองฝ่ายรับผิดชอบอยู่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยค้าขายกันตามปกติไม่ปิดจุดผ่านแดน และพื้นที่ทางทะเลก็ไม่มีปัญหาระหว่างกัน
“ผู้บัญชาการทหารเรือกัมพูชารับปากว่าควรให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายดำรงสภาพการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ทั้งนี้ ไม่ได้หารือเรื่องข้อพิพาทที่บริเวณปราสาทพระวิหาร และเชื่อว่าปัญหาจะไม่บานปลาย เรื่องนี้ในส่วนของผู้บัญชาการทหารดำเนินการอยู่แล้วทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันดี โดยเชื่อว่าสัมพันธ์ทางทหารที่ดีต่อกันจะสามารถช่วยคลี่คลายปัญหาระหว่างรัฐบาลและระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี ” ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าว
“ปองพล”จวกไทยส่ง“สุวิทย์”ค้านขึ้นปราสาทพระวิหารไร้ผล
นายปองพล อดิเรกสาร อดีตประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กล่าวว่า ความวุ่นวายและความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชาในขณะนี้เกิดจากรัฐบาลผูกโยงเอาเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกกับข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนมารวมกันจนทำให้เหตุการณ์ดูเหมือนจะยิ่งบานปลายมากขึ้น รวมทั้งการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้คัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาต่อยูเนสโก โดยส่งนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นผู้แทนไทยไปยื่นหนังสือคัดค้านในที่ประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก ที่เมืองเซบีญา ประเทศสเปน ระหว่างวันที่ 23-30 มิถุนายนนี้ ตนมองว่าการส่งนายสุวิทย์ไปครั้งนี้จะไม่มีประโยชน์อะไร และเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง มันสายเกินไปที่จะยื่นคัดค้าน เพราะยูเนสโกได้พิจารณาและตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแล้ว
นายปองพล กล่าวอีกว่า การประชุมของคณะกรรมการมรดกโลกที่เมืองเซบีญา ซึ่งไม่มีวาระเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ที่สำคัญไทยไม่ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ ดังนั้นการไปร่วมประชุมของนายสุวิทย์ ไปแค่ในฐานะประเทศสมาชิกภาคีและผู้สังเกตการณ์เท่านั้น ไม่มีอำนาจที่จะแสดงความคิดเห็นหรือแถลงคัดค้าน ต้องรอจนกว่าประธานคณะกรรมการมรดกโลกจะอนุญาต ส่วนกรณีที่รัฐบาลคิดว่าการยื่นคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแล้วจะทำให้กัมพูชาอาจยอมรับให้ไทยขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกัน เป็นการคิดเข้าข้างตัวเอง ตนเชื่อว่ากัมพูชาคงไม่เอาด้วย เห็นได้จากท่าทีของสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
“ผมอยากแนะนำให้รัฐบาลนิ่งและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดว่ากัมพูชาจะแก้ปัญหาและทำอย่างไรกับการจัดทำแผนบริหารจัดการและพัฒนาปราสาทพระวิหาร ในส่วนของพื้นที่ชั้นในหรือคอร์โซน และพื้นที่กันชนหรือบัพเฟอร์โซน เนื่องจากพื้นที่บางส่วนทับซ้อนและยังมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนกับประเทศไทยอยู่ รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ (International Coordinating Committee หรือ ICC) ด้วย” นายปองพล กล่าว
นายปองพล กล่าวด้วยว่า หลังจากยูเนสโกมีมติให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ได้สั่งให้กัมพูชากลับมาทำแผนบริหารจัดการและพัฒนาปราสาทพระวิหารและตั้งคณะกรรกมาร ICC และให้ส่งยูเนสโกภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ปรากฏว่ากัมพูชาไม่สามารถจัดทำแผนดังกล่าวเสร็จ และได้ขอเลื่อนส่งแผนมาเป็นเดือนพฤษภาคม 2551 แต่กัมพูชาก็ไม่สามารถจัดทำแผนดังกล่าวเสร็จ ซึ่งตนมองว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อน เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยเสียดินแดน รวมทั้งต้องรอดูว่าคณะกรรกมารยูเนสโกจะทำอย่างไรหากกัมพูชาไม่สามารถจัดทำแผนบริหารจัดการและพัฒนาปราสาทพระวิหาร รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการ ICC ได้



