
ปชป.จี้'นิวัฒน์ธำรง'สละอำนาจ
13 พ.ค. 2557
ปชป.จี้ 'นิวัฒน์ธำรง' สละอำนาจ-ลาออกจากตำแหน่งรักษาการนายกฯ เปิดโอกาสเดินหน้าแก้วิฤติ ปูดการข่าวพบระดมกำลังชายชุดดำซุ่มโจมตีฝ่ายตรงข้าม เป้าสังหารแกนนำกปปส.
13 พ.ค.57 เวลา 11.00 น. นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงถึงการหาทางออกประเทศว่า ขณะนี้ปัญหาการเมืองหาทางออกไม่ได้แล้ว เนื่องจากรัฐบาลต้องการเข้าถึงอำนาจโดยไม่คำนึงถึงสาเหตุว่าพรรคเพื่อไทยเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา ตลอดเวลาที่ผ่านมามีความพยายามใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ หากเมื่อใดที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยเกิดความเสียเปรียบก็จะมีการโจมตีกฎหมาย ลดความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมทันที โดยตนมองว่า ขณะนี้หลายเรื่องไม่มีความจำเป็นต้องตีความข้อกฎหมายแล้ว เช่น กรณีของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรมว.แรงงาน หรือ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสิ้นสภาพความเป็นรัฐมนตรีแล้ว แต่ ร.ต.อ.เฉลิม ยังคงเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ก็ไม่มีรู้ว่าจะเข้าไปทำงานในตำแหน่งใดอีก ส่วนนายสุรพงษ์ ยังเตรียมไปยื่นฟ้องตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบอีก ย่อมแสดงให้เห็นว่าไม่เคารพกฎหมายและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเลยเพื่อจะให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ขนาดนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ครั้งแรกออกมาระบุว่ามีอำนาจ ยื่นทูลเกล้าร่าง พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง แต่กลับมีท่าทีไม่แน่ใจเรื่องตำแหน่งของว่าที่ประธานวุฒิสภาคนใหม่ จึงเห็นว่าไม่มีทางออกใดที่จะดีไปกว่าการที่รัฐบาลและนายนิวัฒน์ธำรง จะเสียสละอำนาจด้วยการลาออกจากตำแหน่งเพื่อให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้า และเกิดการจัดตั้งรัฐบาลคนกลาง บริหารประเทศช่วงเวลาหนึ่งและเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง
นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีปัญหา 4 ประการ ที่รอรัฐบาลซึ่งมีอำนาจเต็มมาเร่งแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย 1. โครงการรับจำนำข้าว ที่ยังมีชาวนาไม่ได้รับเงินจากโครงการดังกล่าว ประมาณ 90,000 ล้านบาท 2. ปัญหาภัยแล้ง ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือน ต.ค.56 จนถึงปัจจุบัน ใน 46 จังหวัด 332 อำเภอ 2,070 ตำบล 19,177 หมู่บ้าน ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา ทำให้เกษตรกรและชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน 3.เหตุการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานคะแนนเสียงของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย กลับพบว่ายังไม่ได้รับการช่วยเหลือ โดยมีกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ร้องเรียนผ่าน นายอัศวิน วิภูศิริ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งดูแลพื้นที่ภาคเหนือ ขณะที่เบื้องต้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้มอบหมายให้นายอัศวิน ส่งทีมแพทย์ลงพื้นที่และเข้าไปเยียวยาช่วยเหลือแล้ว และ 4. ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างต่อเนื่องที่ผ่านมาก็เกิดระเบิด 26 จุด แถบ จ.ยะลา โดยเฉพาะเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ยังพบมีผู้บาดเจ็บ 65 ราย ขณะที่ความรุนแรงขยายตัวจากพื้นที่ จ.ยะลา มาถึง อ.หาดใหญ่ จ. สงขลา ก็สะท้อนให้เห็นว่า 2 ปีของการบริหารงานของ พล.ท.ภราดร พัฒนาถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไม่ประสบความสำเร็จ และการเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น ก็เป็นเพียงการสร้างภาพ ไม่เกิดผลใดๆ
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงด้วยว่า ขณะนี้รัฐบาลจนมุมต่อการเมืองแล้ว เห็นได้จากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณ ถ.อักษะ ไม่มีรู้จะมีคนมากเท่าใด แต่ที่เห็นพบว่าน้อยกว่าเป้าหมาย 10 เท่า ประกอบกับที่ผ่านมายังมีผู้ชุมนุมออกมาเปิดโปงถึงการจ่ายเงินชุมนุมที่ยังไม่ได้รับอีก ขณะที่เวลานี้ก็มีข่าวปฏิบัติการของชายชุดดำที่จะมาก่อวินาศกรรมทางการเมืองกลับมาอีก โดยมีกองกำลังบริเวณปริมณฑล จ.ปทุมธานี จ. สมุทรปราการ และเขตลาดกระบัง จ.กรุงเทพมหานคร ที่มีข่าวว่า รอการขนอาวุธ มาจาก จ.ราชบุรี เพื่อซุ่มโจมตี กปปส.และฝ่ายตรงข้ามทุกรูปแบบ และล่าสุดได้รับรายงานจากหน่วยงานความมั่นคงว่ามีกลุ่มคนจำนวน 20 คน ที่ได้รับการฝึกฝนจากชายแดนประเทศเพื่อนบ้านที่มีแกนนำเป็นคนเสื้อแดงอุดรธานี เตรียมเข้ามาปฏิบัติการก่อเหตุความรุนแรง ใน กทม. 2-3วันนับจากนี้ ซึ่งเป็นช่วงจังหวะที่วุฒิสภากำลังประชุมเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ โดยสอดคล้องกับเหตุการณ์ล่าสุดที่มียิงระเบิด ใส่วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ซึ่งมีข่าวว่ากองกำลังดังกล่าว พักอยู่ที่ย่านพุทธมณฑลในพื้นที่นักการเมืองใหญ่ของรัฐบาล เพื่อรอโอกาสเข้าทำงานโดยมีเป้าหมายมุ่งสังหารแกนนำ กปปส. ขณะเดียวกันยังได้มีการประสานระหว่างกองกำลัง กับเจ้าหน้าที่ที่เป็นทาสรับใช้ เดินหน้าจับเป็นและจับตาย แกนนำ กปปส. หากรัฐบาลจะมุ่งวิธีการแบบนี้ซึ่งเป็นแนวทางที่ผิด โดยถ้าคิดว่าใช้กฎหมายสู้ไม่ได้แล้วจะนำกองกำลังนอกกฎหมายมาจัดการ เพื่อให้ได้รับอำนาจกลับมา เชื่อว่าสุดท้ายก็จะกลายเป็นรัฐบาลทรราช
ส่วนกรณีที่นายโภคิน พลกุล พยายามออกมาพูดเรื่องการปฏิรูป มองว่าเป็นเพียงการล่อลวงเพราะที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยไม่เคยมีการปฏิรูปที่แท้จริง ซึ่งการปฏิรูปฝ่ายการเมืองจะไม่ใช่ผู้นำ แต่เป็นเพียงกลไกที่จะผูกมัดเข้าสู่การปฏิรูป
'องอาจ' ชี้เลือกตั้งไม่ใช่ทางออกประเทศ เหตุมี 3 อุปสรรคขวาง
เมื่อเวลา 10.30 น. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และรัฐบาล จะหารือกันในวันที่ 14 พ.ค. เพื่อดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ตนเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวยังไม่ใช่แนวทางแก้วิกฤติประเทศในขณะนี้ แม้การเลือกตั้งจะเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย และพรรคประชาธิปัตย์ไม่คัดค้าน แต่ความพยายามจัดการเลือกตั้งยังไม่ใช่ทางออก เนื่องจากการเลือกตั้งที่สำเร็จต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ทุกคนต้องพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งโดยไม่มีอุปสรรคขัดขวาง
"แต่ขณะนี้ยังมีอุปสรรค 3 ประการ ประกอบด้วย 1.ยังไม่มีความชัดเจนว่า นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ และรับสนองฯ ร่าง พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งได้หรือไม่ แม้นายนิวัฒน์ธำรง จะพยายามชี้นำสังคมว่าสามารถดำเนินการได้ แต่ก็ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นได้ด้วย 2. รัฐบาล และ กกต. จะมีวิธีการอย่างไรให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เพราะจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมาก ก็ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างสุจริตและเที่ยงธรรม จนในที่สุดถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แม้ว่าขณะนี้ กกต.จะพยายามเสนอแนวคิดหลายวิธีการเช่นการรับสมัครทางไปรษณีย์ แต่ก็ยังไม่มีสิ่งใดที่ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการเลือกตั้งหลังจากนี้จะมีความสุจริตและเที่ยงธรรม และจะไม่ถูกขัดขวาง 3. ขณะนี้ยังมีกลุ่ม กปปส. ที่แสดงตัวคัดค้านการเลือกตั้งอย่างชัดเจน ซึ่งอาจมีปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อคัดค้านการเลือกตั้ง ดังนั้นหากรัฐบาลยังเดินหน้าเลือกตั้งต่อไป อาจมีผู้บาดเจ็บหรือล้มตายมากกว่าเดิม ซึ่งแทนที่รัฐบาลจะเอาเวลา อีก 3-5 เดือนข้างหน้า มาหาทางออกที่เป็นที่ยอมรับน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่รัฐบาลไม่ควรเอาการเลือกตั้งไปเป็นพิธีกรรมเพื่อกลับเข้ามาสู่อำนาจ ขอให้รัฐบาลพิจารณาถึงเรื่องนี้ด้วย" นายองอาจ กล่าว
นายองอาจ ยังกล่าวถึงที่ว่าที่ประธานวุฒิสภา เรียกประชุมนอกรอบ ส.ว.เพื่อพิจารณาแนวทางหาทางออกแก้วิกฤติประเทศด้วยว่า เห็นด้วยกับการที่ ส.ว. ได้หารือกันเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ แต่ก็ให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกอย่างกว้างขวาง ซึ่งตนเห็นว่าวุฒิสภาเป็นองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติที่มีอยู่ตามระบอบการปกครอง จึงมีความชอบธรรมที่จะรวบรวมข้อเสนอแนะจากองค์กรศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ อย่างรอบด้านและรอบคอบเพื่อหาทางออกร่วมกัน ขณะเดียวกันก็อยากให้ ส.ว.การรับฟังความเห็นนั้นขยายแนวร่วมไปถึงพูดคุยกับกลุ่มองค์กรต่างๆ เช่น ภาคประชาสังคมด้วยเพื่อหาจุดร่วมเป็นเสียงส่วนใหญ่ให้ได้มากที่สุด แม้ว่าจะไม่สามารถทำได้ทุกกลุ่มแต่ก็ให้ดำเนินการอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะสรุปเป็นโรดแมพ โดยการดำเนินนั้นก็ควรทำอย่างรวดเร็ว แต่ขอให้รอบด้านและรอบคอบด้วย เพื่อการนำเสนอโรดแมพนั้นให้เป็นที่ยอมรับจากเสียงส่วนมากจากสังคม ซึ่งหวังว่าวุฒิสภาจะหาทางแก้วิกฤติของบ้านเมืองได้ ส่วนแนวทางจะหมายรวมถึงการเสนอชื่อคนกลาง เป็นนายก ฯ ตาม มาตรา 7 หรือไม่ ก็ต้องร่วมกันพิจารณาต่อไป



