ข่าว

ไม่ปลูก 'ข้าวโพด' แล้วจะเอาเงินที่ไหนส่งลูกเรียน

ไม่ปลูก 'ข้าวโพด' แล้วจะเอาเงินที่ไหนส่งลูกเรียน

14 พ.ค. 2557

ไม่ปลูก 'ข้าวโพด' แล้วจะเอาเงินที่ไหนส่งลูกเรียน

 
                          นายสำรวย ผัดผล ประธานกลุ่มฮักเมืองน่าน จ.น่าน กล่าวว่า ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา เกิดความสูญเสียในทางนิเวศวิทยานั้น เพราะน่านเป็นพื้นที่กำเนิดป่าต้นน้ำ ความหลากหลายทางชีวพันธุ์ เพราะน้ำ ป่า สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในป่าเริ่มหดหายอย่างเห็นได้ชัดเจน พันธุ์ไม้นานาๆ ทุกๆ ร้อยเมตรเหนือน้ำทะเลเปลี่ยน และชนเผ่าต่างๆ กระจายตัวอยู่ด้วยวิถีดั้งเดิม ซึ่งเป็นแบบหมุนเวียน เลื่อนลอย ซึ่งในยุคนั้นยังไม่ถือว่า เป็นการทำลาย
 
                          แต่ปัจจุบัน การปลูกพืชแบบเชิงเดี่ยว ปลูกแล้วก็อยากรวย จึงกลายเป็นการทำลาย ปลูกคนหนึ่งก็ประมาณ 3 ม่อนดอย ป่าก็หมดเลย ปัจจุบันยังมีเรื่องของเทคโนโลยีในการส่งเสริมการปลูกเข้ามาช่วย ที่มีเมล็ดพันธุ์ที่สามารถปลูกได้ตั้งแต่ตีนดอยถึงต้นดอย มียาที่ฉีดพ่นวัชพืชตาย มีรถดัดแปลงที่ขนถ่ายขึ้นภูเขาได้
 
                          กลายเป็นว่า ระบบโลจิติกส์ พวกนี้ส่งเสริมให้ปลูกได้ง่าย มีแหล่งทุน ให้กู้ถึงที่ ทุกอย่างเอื้อประโยชน์ต่อกันทั้งหมด แต่เป็นการเอื้อในการทำลาย ทำให้ป่าโล้นดอย
 
                          ถ้าจะคุ้มครองป่า โดยอาศัยพลังชุมชนเล็กๆ คงไม่ได้อีกแล้ว เพราะตัวที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นระบบ เป็นพลังในการทำลาย รุนแรงมากไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบริษัทปุ๋ย ยา เครื่องจักรกล เมล็ดพันธุ์ พ่อค้ารวบรวม พ่อค้ารับซื้อ พ่อค้าอาหารสัตว์ รวมถึงคนเคาะตลาด ก็มีส่วนร่วมหมด
 
                          ดังนั้น คนทำลายป่า จึงไม่ใช่ผู้ที่อยู่ปลายทางอย่างชาวบ้านแล้ว แต่คนที่กำหนด ซึ่งเป็นมือที่มองไม่เห็น เป็นผู้กำหนด และมีส่วนในการผลักดันให้เกิดการทำลายป่า ชาวบ้านเป็นเพียงคนปลายทางอย่างเดียว
 
                          ถ้าพูดถึงการกินอยู่ และอาหารเมืองน่าน ทุกวันนี้ คือ ซื้อหมู ซื้อปลา ซื้อผัก เมื่อเมืองโตขึ้น มีการโปรโมทเมืองน่านให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ส่งผลให้มีคนเข้ามาในพื้นที่ ผลที่ตามมาคือ คนนอกพื้นที่มาร่วมกินในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น
 
                          ถ้ามีคนแต่ดั้งเดิมที่เป็นชาวน่านเพียงอย่างเดียว การจะแก้ไขให้กลับไปสู่ตลาดท้องถิ่นก็คงจะพอทำได้ แต่นี่มีคนนอกเข้ามาจากการท่องเที่ยว ก็ต้องการอาหารการกินแบบใหม่เข้ามาด้วย สิ่งเหล่านี้ ก็เป็นตัวเลือกหรือกำหนดอีกเช่นกัน
 
                          ชาวบ้านก็ต้องคิดพยายามสร้างอาหาร หาหมูมาขายเพื่อให้เป็นแหล่งอาหาร แต่ถ้าชาวบ้านจะเลี้ยงหมู แล้วไปขอเงินสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ที่ให้กู้ โอกาสที่จะได้เงินมีน้อย
 
                          แต่ถ้าปลูกข้าวโพด แค่ชาวบ้านรวมกลุ่มกันไม่กี่คน เพื่อค้ำให้กันและกัน ง่ายๆ แค่นี้ก็สามารถกู้เงินมาได้แล้ว นี่จึงเป็นการเอื้ออีกช่องทางหนึ่ง ที่ทำให้ชาวบ้านต้องปลูกข้าวโพด
 
                          คำถามของชาวบ้านผู้ที่อยู่ปลายทาง ก็คือ ในเมื่อไม่มีทางเลือก ถ้าไม่ปลูกข้าวโพด แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปส่งลูกเรียน...
 
 
------------------------------
 
 
ไม่ปลูก 'ข้าวโพด' แล้วจะเอาเงินที่ไหนส่งลูกเรียน
 
 
 
                          จ.น่าน มีพื้นที่ทั้งหมด 7,601,900 ไร่ หรือ 12,163.04 ตารางกิโลเมตร ซึ่งสภาพป่าโดยทั่วไปของจังหวัดน่านส่วนใหญ่เป็นภูเขาร้อยละ 87.2 ของพื้นที่ทั้งหมด ที่มีที่ราบเพียงร้อยละ 12.8 ของพื้นที่ทั้งหมด
 
                          พื้นที่ของ จ.น่าน ส่วนใหญ่เป็นป่าและภูเขาสลับซับซ้อน มีพื้นที่ป่าตามกฎหมายจำนวน 6,496,231.62 ไร่ เป็นป่าอนุรักษ์ 2,781,676.12 ไร่ และเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 3,714,555.50 ไร่
 
                          จากข้อมูลของกรมป่าไม้พบว่า ปี พ.ศ.2519 จ.น่าน มีพื้นที่ป่าสมบูรณ์ที่อยู่ทั้งในและนอกเขตป่าสงวนแห่งชาติทั้งหมด 5,280,625 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 73.94 ของพื้นที่ทั้งหมด
 
                          ในปัจจุบันได้นำเทคโนโลยีระบบสารสนเทศ (GIS) มาใช้ในการสำรวจพื้นที่ป่าไม้ของ จ.น่าน พบว่า ใน พ.ศ. 2548 จ.น่านมีพื้นที่ป่าไม้ 8,393 ตารางกิโลเมตร หรือ 5,245,625 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 69 ของพื้นที่ทั้งหมด
 
                          ส่วนในปี 2556 จ.น่าน มีพื้นที่ป่าไม้ 7,036.28 ตารางกิโลเมตร หรือ 4,397,673.20 คิดเป็นร้อยละ 57.84 ของพื้นที่ทั้งหมด
 
                          ความสำคัญของป่า จ.น่าน คือ เป็นป่าต้นน้ำ ของแม่น้ำน่าน และแม่น้ำยม ที่ไหลลงสู่เจ้าพระยา
 
 
------------------------------