ข่าว

จริยธรรม ของผู้บริหาร

จริยธรรม ของผู้บริหาร

13 พ.ค. 2557

ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : จริยธรรม ของผู้บริหาร : โดย....พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

 
                         เกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เซ็นสัญญาเข้าเป็นลูกจ้างของบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง โดยมีบันทึกต่อท้ายสัญญาว่า หากผมลาออกจากที่นั่น จะต้องไม่ไปรับตำแหน่งผู้บริหารในธุรกิจประเภทเดียวกันที่เป็นคู่แข่ง ถ้าผมไปทำก่อนจะถึงระยะเวลาที่กำหนด จะต้องถูกปรับเป็นจำนวนเงินตามที่ตกลงกันไว้  
 
                         ยกเว้นแต่ผมไปทำในตำแหน่งลูกจ้างระดับปฏิบัติงานทั่วไป ที่ไม่มีส่วนกำหนดนโยบายของธุรกิจในองค์กรใหม่ก็สามารถทำได้ ในขณะเดียวกันหากผมยึดมั่นในข้อตกลงบันทึกช่วยจำได้ ก็จะได้รับเงินพิเศษจำนวนหนึ่ง ซึ่งมากพอที่จะทำให้ผมตัดสินใจเซ็นบันทึกท้ายสัญญาว่าจ้างครั้งนั้น    
 
                         ในขณะที่คนรอบตัวของผมซึ่งรู้ถึงการเซ็นสัญญาครั้งนั้น ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่า เป็นสัญญาทาสที่ไม่น่ายอมรับ เพราะเมื่อออกจากงานไปแล้วเราควรที่จะไปทำอะไรก็ได้ อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่า ดีแล้ว เป็นธรรมดีและเป็นมารยาททางธุรกิจอยู่แล้ว
 
                         ครั้งนั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกผมว่า สัญญาอย่างนี้ ถ้าทั้งคู่มีมโนธรรมและจริยธรรมทางธุรกิจ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยกมาเซ็นกัน เพราะการว่าจ้างผู้บริหารหมายความว่า นายจ้างต้องการแนวทางการปฏิบัติหรือนโยบายจากแนวคิดของผู้บริหารท่านนั้น ดังนั้น หากว่าผู้บริหารวางนโยบายให้องค์กรปฏิบัติในอนาคต แล้วลาออกไปอยู่กับคู่แข่งทางธุรกิจก็เท่ากับว่าเป็นไส้ศึก ที่เอากลยุทธ์หรือนโยบายที่ตนเองวางไว้ด้วยมือ ไปบอกให้คู่แข่งรู้แนวทางการปฏิบัติล่วงหน้า และรู้วิธีการแก้ไขหรือป้องกันอย่างชัดเจน เพราะผู้วางนโยบายได้เปลี่ยนข้างไปอยู่อีกฝ่ายหนึ่งแล้ว
 
                         สิ่งที่ผมยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างนั้น มีเกิดให้เห็นทุกวันในประเทศไทย โดยที่คนในสังคมไทยเองก็ไม่เห็นว่าเป็นสิ่งผิดปกติ หรือเป็นเรื่องความบกพร่องทางจริยธรรมที่ไม่ควรกระทำ และควรนำไปสอนให้เด็กและเยาวชนได้รับรู้ว่า อะไรถูก อะไรผิด อะไรคือความดีอะไรคือความเลว สังคมไทยทุกวันนี้มองกันเพียงแค่คนผู้นั้นเก่ง, มีความสามารถ และร่ำรวย หรือมีชื่อเสียงเท่านั้น
 
                         ตัวอย่างเช่น ข้าราชการระดับอธิบดีหรือสูงกว่านั้นทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย เพื่อควบคุมให้ผู้ประกอบการธุรกิจต้องทำตามระเบียบปฏิบัติ และไม่ประกอบธุรกิจด้วยการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบต่อผู้บริโภค แต่ทันทีที่เกษียณอายุจากราชการหรือลาออกจากราชการปุ๊บ วันรุ่งขึ้นก็ไปกินตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทเอกชนที่ตนเองเคยเป็นผู้ออกระเบียบควบคุมทันที
 
                         หรือรู้ตัวล่วงหน้าว่าตนเองจะลาออกจากราชการ หรือจะเกษียณอายุจากราชการในเวลาอันใกล้ จึงเร่งรีบออกข้อกำหนดหรือระเบียบอันเป็นคุณต่อหน่วยงานหรือองค์กรใหม่ ที่ตนเองรู้ล่วงหน้าว่าจะย้ายไปทำงานกินเงินเดือนด้วยหลังจากออกจากราชการไปแล้ว 
 
                         กรณีตัวอย่างที่ยกมาทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นตลอดมา โดยที่สังคมไทยไม่คิดเลยว่า เป็นการฉ้อฉลโกงกินอย่างหนึ่ง ไม่ต่างไปจากการคอร์รัปชั่นที่รู้จักกันมานาน หลายคนกลับได้รับการยกย่องจากสังคมว่า เป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้วยซ้ำไป โดยลืมไปว่า คนยิ่งมีหน้าที่ตำแหน่งใหญ่โต ยิ่งต้องมีจริยธรรมเอาไว้คอยกำกับตัวเองมากกว่าผู้น้อย ดังที่เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า “พระดี เพราะมีศีลมากกว่าเณร” นั่นเองครับ
 
 
 
 
------------------------
 
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : จริยธรรม ของผู้บริหาร : โดย....พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ)