ข่าว

'สายหยุด'ขอเหล่าทัพพึ่งพระบารมี

'สายหยุด'ขอเหล่าทัพพึ่งพระบารมี

12 พ.ค. 2557

คณะรัฐบุคคล บุกเหล่าทัพ ยื่นหนังสือขอความร่วมมือหาทางออกให้ประเทศไทย ด้วยการขอพึ่งพระบารมี

 
                         12 พ.ค. 57  เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) นายเกรียงศักดิ์ เหล็กกล้า ผู้ประสานงานคณะรัฐบุคคล พร้อมด้วยนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ในฐานะแนวร่วมคณะรัฐบุคคล เป็นตัวแทนของ พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ในฐานะประธานรัฐบุคคล ยื่นเอกสาร ประกอบด้วย 
 
                         1. แถลงการณ์เรื่องทหารกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากประธานคณะรัฐบุคคล ลงวันที่ 7 พ.ค. 2557 
 
                         2. แถลงการณ์เรื่องรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของคณะรัฐบุคคล กลุ่มเป็นกลาง หวังดี ทำงานเพื่อชาติ (กดช.) รวมถึงเอกสารผู้สนับสนุน แนวความคิด ต่อ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เพื่อขอพึ่งพระบารมีในการแก้ไขวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง โดยมี พล.อ.ต.มานะ ประสพศรี เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ เป็นผู้รับแทน เนื่องจากผบ.ทอ.ติดประชุม
 
                         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายเกรียงศักดิ์ และคณะได้เดินทางไปยื่นหนังสือดังกล่าวต่อ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกรณ์ ผบ.สส. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ด้วย และในเวลา 17.00 น. ของวันนี้ (12 พ.ค.) พล.อ.สายหยุด จะแถลงข่าวในรายละเอียดอีกครั้ง สำหรับเนื้อหาในเอกสาร ระบุถึงเกี่ยวกับทหารกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยทหารไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ป้องกันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ทั้งนี้ทหารต้องปฏิบัติการตามคำสั่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม มีเกียรติ
 
                         ขณะที่นายไชยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนได้เดินทางมาที่กองทัพอากาศจากการประสานของนายเกรียงศักดิ์ ว่าทาง พล.อ.สายหยุด เรียกเชิญตนไปพบเพื่อปรึกษาหารือถึงการนำหนังสือไปยื่นกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ทั้งนี้ได้มีข้อสรุปแนวทางขับเคลื่อนในวันนี้ว่าคณะรัฐบุคคลยังมุ่งมั่นเดินหน้าหาขอพึ่งพระบารมี เพื่อยุติปัญหาขอประเทศชาติบ้านเมืองโดยพลัน โดย พล.อ.สายหยุด เห็นว่าเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อ และอาจจะบานปลาย จนอาจเกิดการปะทะกันระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่ายที่เห็นแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นคณะรัฐบุคคลเล็งเห็นว่า การขอพึ่งพระบารมีได้ นอกจากเหนือจากศาลรัฐธรรมนูญ ก็ยังมีผู้นำเหล่าทัพ ในส่วนของผู้นำเหล่าทัพคณะรัฐบุคคลให้ความสำคัญ จึงถือเอาวันนี้ที่ได้นัดหมายอย่างลงตัวขับเคลื่อน เพื่อสื่อความคิดของคณะรัฐบุคคลที่ประมวลจากประสบการณ์ในอดีต จากความขัดแย้งทางการเมืองหลายๆ ครั้ง หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็จบด้วยการพึ่งพระบารมีทุกครั้งไป
 
 
 
เสวนาผ่าทางตันประเทศแนะทุกฝ่ายเร่งเจรจาหาทางออกวิกฤติ


                       
                        เมื่อเวลา 13.45 น. ที่ห้องประชุมอาคารศศนิเวศสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดเสวนาวิชาการหัวข้อ "องค์กรอิสระ :: ผ่าทางตันประเทศไทย ?" โดยมีนายประพันธ์ นัยโกวิท อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) รับผิดชอบงานด้านการบริหารการเลือกตั้ง นายเจษฎ์ โทณวณิก อดีตผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสยาม ในฐานะนักกฎหมายอิสระ นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และนายอรรถสิทธิ์ พานแก้ว หัวหน้าศูนย์วิจัยข้อมูลการเมืองไทย เป็นผู้ร่วมเสวนา
    
                        นายประพันธ์ กล่าวว่า ทุกฝ่ายต้องช่วยหาทางออกกันในวิกฤติแบบนี้ ซึ่งกกต.ก็ต้องมีหน้าที่ทำตามกฎหมายในการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งพวกเราต้องให้กำลังใจกกต. ส่วนเขาจะจับมือหรือไม่ กกต.ก็ต้องมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้ดีที่สุด ถ้าองค์กรอิสระทำหน้าที่เป็นกลางและจริงจังปัญหาต่างๆจะดีขึ้นเอง ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิฉัยนั้น คณะรัฐมนตรี(ครม.) บางส่วนก็ยังอยู่ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีก็ยังมีอำนาจอยู่ ซึ่งที่เคยปฏิบัติกันมานั้นก็ยังสามารถปฏิบัติภารกิจได้ แต่ก็อยู่ที่การตีความทางกฎหมาย ส่วนตอนนี้จะมีรัฐบาลอยู่หรือไม่นั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็ตัดสินชัดเจนแล้ว ว่าครม.ที่ไม่เกี่ยวข้องยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้ ซึ่งการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็เป็นตัวอย่างว่าจะวินิจฉัยอย่างมีเหตุผล ไม่เป็นสุญญากาศ การมีองค์กรอิสระดีกว่าไม่มีองค์กรอิสระ

                        "ถ้าจะเอาบุคคลไม่ใช่เป็นส.ส.มามันขัดหลักสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามหลักก็ต้องยึดตามกฎหมาย จะใช้มาตรา 7 ก็ไปยาก ซึ่งความเห็นผมพระราชกฤษฎีกายังมีผลก็ต้องเดินตามกฎหมาย เพราะในที่สุดจะหนีการเลือกตั้งไม่พ้น ส่วนจะเลือกได้ไม่ได้เป็นเรื่องการบริหารการจัดการ"นายประพันธ์ กล่าว

                        นายประพันธ์ กล่าวอีกว่า ต้องมีการเจรจากัน โดยให้ผู้มีอำนาจบารมีมาช่วยไกล่เกลี่ย จะเอาเลือกตั้ง หรือเอานายกรัฐมนตรีคนกลาง แต่ความเห็นส่วนตัว เมื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไปแล้ว คงไม่มาสมัครเพราะก็ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) ถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปช็อปปิ้งที่เชียงใหม่มีความสุข จึงไม่มีใครแพ้ชนะ แต่เมื่อรัฐบาลไม่สลายม็ออบ กปปส.ก็อยู่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญก็บอกรัฐมนตรียังอยู่ ไม่มีใครชนะ ยันอยู่อย่างนี้ แต่ประเทศชาติจะเสียหาย จุดนี้จึงไม่มีใครได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องหยุดมาคุยกันก่อนว่าจะปฏิรูปหรือจะทำอย่างไร ออกกฎหมายปรองดองก็ได้ ยกเว้นแกนนำ หมายความว่าต้องหาทางคิดกันไปเพื่อหาทางออกทั้งสองฝ่าย เพราะเวลาเจรจาขณะนี้น้อยลงเรื่อย ๆ จากผู้มีอำนาจบารมีในบ้านเมือง ก่อนปิดรับสมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ถ้าเลยไปเเล้วปัญหาจะแก้ยาก

                        "การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเลือกตั้งเป็นโมฆะ ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะเริ่มต้นของทุกฝ่าย จะถอยคนละก้าว หรือจะนายกรัฐมนนตรีคนนอก ผมเห็นว่าตอนนี้ 6 เดือน เวลาใกล้หมด ต้องมาเจรจาแล้ว ไม่ว่าใครทั้งผู้นำเหล่าทัพ หรือใครก็ได้ ใครไม่ทำการแนะนำก็ต้องไม่สนับสนุน แต่ผมสนับสนุนการเลือกตั้ง นายกฯยิ่งลักษณ์ไปแล้ว กปปส.คุณได้แล้วก็ถอยได้ส่วนหนึ่ง จึงต้องเชื่อการตัดสินใจของประชาชน เพราะเดี๋ยวนี้ประชาชนฉลาดคนเยอะ 6 เดือนมานี้ คนไทยรู้ว่าอะไรเป็นอะไร มีวิจารณญาณตัดสินได้ แล้วคนที่มีอำนาจถ้าไม่ออกมาตอนนี้จะแก้ยาก"นายประพันธ์ กล่าว

                        ด้านนายเสรี กล่าวว่า ปัญหาของการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ 2550 คือการถ่วงดุลอำนาจกันและกัน มีการเพิ่มหน่วยงานขึ้นมาเพื่อการตรวจสอบ เพราะนักการเมืองของเราไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีจริยธรรม ใช้ช่องทางการเมืองเข้าสู่อำนาจ และผลประโยชน์ โดยวิธีสมัยปี 2540 คือต้องปฏิรูปการเมือง โดยนำสภาพการแก้ปัญหาใส่ลงไปในรัฐธรรมนูญ จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งภายหลังความขัดแย้งก็มาเกิดในรัฐธรรมนูญอย่างมาก ทำให้เกิดการไม่ไว้ใจนักการเมือง จึงเกิดการต่อสู้แบบสภาพปัจจุบัน ปกติถ้านักการเมืองไม่ดี ชาวบ้านจะออกมาไล่ แต่ประเทศไทยกลับไปดึงชาวบ้าน สร้างเป็นม็อบฝ่ายการเมือง ถ้าเล่นการเมืองแบบบ้านเราจะทำให้เราแตกเป็นเสี่ยง มีทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง ประชาชนมีความแตกแยกอย่างชัดเจน จากปัญหาการเมือง เป็นปัญหาบ้านเมือง

                        "มีการพูดสองมาตรฐาน แต่กลับไม่ไปดูคำตัดสินในรายละเอียด เพราะฉะนั้นวิธีการขององค์กรอิสระเกิดปัญหาว่าตัดสินแล้วเกิดการไม่ยอมรับ มีการบอกว่าไม่ยุติธรรมของศาล พวกที่บอกไม่ถูกต้อง แต่กลับไม่สามารถหาเหตุผลมาหักล้างของศาล กกต. หรือปปช.ได้"นายเสรี กล่าว

                        นายเสรี กล่าวต่อว่า ส่วนจะสุญญากาศหรือไม่ ตนเห็นว่านายกรัฐมนตรี และครม.หลุดไปตั้งนานแล้ว ตามระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เพื่อให้มีรัฐบาลใหม่ ตอนนี้จึงเท่ากับว่าไม่มีรัฐมนตรีแล้ว ทำให้แนวทางบ้านเมืองที่เห็นอยู่จึงไม่สามารถบริหารประเทศได้ เพราะไม่มีนายกรัฐมนตรี จะให้ครม. 25 คนที่เหลืออยู่ไปเรื่อยๆจนกว่าอะไรเรียบร้อยตามมาตรา 181 หรือไม่ แต่เชื่อว่าทางออกในการผ่าทางตันยังมี แม้บางฝ่ายจะไม่ยอมรับว่ารัฐบาลมีอำนาจอยู่ หรือฝ่ายรัฐบาลบอกตัวเองก็ยังมีอำนาจอยู่นั้น โดยต้องให้ผู้มีอำนาจแท้จริงในการแก้ปัญหา ซึ่งในส่วนกปปส.อยากให้วุฒิสภา ศาล กกต.หาทางออก ตนก็เห็นว่าศาลจะออกมาไม่ได้ เพราะจะดูไม่น่าเชื่อถือ ส่วนกกต.ก็ต้องเป็นกลาง ตอนนี้ที่จะแก้ปัญหาได้คือองค์กรวุฒิสภา แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาโดยตรงได้ เพราะอำนาจที่แท้จริงก็อยู่ที่ทหาร และตำรวจ แต่สุดท้ายก็ยังเชื่อว่าทหาร ตำรวจจะไม่ทำ

                        นายเสรี กล่าวอีกว่า ตนคาดหวังจะไม่ปฏิวัติ แต่ทหารต้องควบคุมความสงบให้ได้ องคมนตรี วุฒิสภา ทหาร ตำรวจมาคุยกันจะเป็นทางออก ไม่เช่นนั้นจะทะเลาะแบบนี้ ต้องคิดว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นใคร แต่ส่วนตัวเห็นว่า นายกรัฐมนตรีต้องยมอรับจากทุกฝ่ายให้มากที่สุด ซึ่งตนอยากฟันธงว่าอยากให้องคมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นทางออกและเป็นที่ยอมรับ ถึงจะไม่มีใครพอใจ แต่ต้องแยกระหว่างความพอใจกับทางออก ไม่นั้นเดินหน้าไม่ได้ แต่ก็ต้องคิดว่าองคมนตรีจะมาหรือไม่ ทั้งนี้ ถ้าจะหาคนมาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีเวลาจำกัด ต้องเข้ามาแก้ปัญหาให้ประชาชน สร้างความเจริญ ตนว่าจะไม่เกิดปัญหา ไม่ใช่เข้ามาทุจริตซึ่งไม่มีใครยอมรับได้ ส่วนถ้ามีอุปสรรคตอนนั้นก็แก้กันไปในอนาคต

                        "คนที่จะแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือองคมนตรี ส่วนใครจะชอบหรือไม่ชอบก็อีกเรื่อง แต่การแก้ปัญหาบ้านเมืองต้องมีข้อแนะนำโดยองค์กรหลักคือ วุฒิสภา ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตำรวจ องคมนตรี และหานายกรัฐมนตรีคนกลาง โดยใช้มาตรรา 3 มาตรา 7 ได้ เพราะต้องดูสภาพความเป็นจริงว่าถ้ามีเลือกตั้งอาจจะไม่สำเร็จ เพราะยังตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องมาดูรัฐธรรมนูญว่ามาตราไหนยังเดินได้ ให้บ้านเมืองเป็นทางออก ถ้าบอกว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นส.ส.เท่านั้น บ้านเมืองก็จะไม่มีทางออก หรือจะตั้งรองนายกรัฐมนตรีคนกลางเข้ามาทำหน้าที่ ไปตั้งรัฐบาลคนกลางขึ้นมา ไปจัดเลือกตั้ง ไปจัดปฏิรูป ทางนี้ก็สามารถทำได้โดยไม่ขัดรัฐธรรมนูญ"นายเสรี กล่าว

                        นายอรรถสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ประเทศไทยถูกจับตามองจากหลายประเทศว่า องค์กรอิสระไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนที่เคยถูกออกแบบไว้ ส่วนกระบวนการกปปส.นั้น ไม่ควรเดิน เพราะไม่ใช่กระบวนการประชาธิปไตย เพราะเป็นการใช้มวลชนจำนวนหนึ่งขึ้นมา อาจจะต้องมีกระบวนการระดับประเทศมาสอบถาม หรือการทำประชามติ 60 วัน ไปสอบถามประชาชน ว่าจะเอาแบบได้ ใครจะปฏิรูป ปฏิรูปเป็นใคร หรือต้องให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งคอยปฏิรูป ไม่ใช่แต่งตั้งจากคนส่วนหนึ่งของประเทศ กลายเป็นให้มวลชนเป็นพวก แต่ไม่ถูกถามว่าเสียงของประชาชนคิดอะไร อย่างไรก็ตาม ต้องให้ทุกคนคุยกันให้จบ โดยให้ประชาชนมองเหตุการณ์นี้ว่าประเทศเป็นของเรา หรือเป็นของคนชั้นนำไม่กี่กลุ่ม ถ้าผู้นำคุยกันได้ เราพร้อมจะเดินตามผู้นำหรือไม่ จึงอยากให้นำเหตุการณ์นี้ได้มองว่าประเทศอาจไม่ใช่ของเราก็ได้

                        นายเจษฎ์ กล่าวว่า ตอนนี้เรายังไม่ตัน แต่สิ่งที่กปปส.เรียกร้องคือสำนักตามกฎหมายธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องนอกกรอบ จึงต้องให้สำนักกฎหมายบ้านเมืองนำมาคุยกัน ส่วนจะให้องค์กรอิสระผ่านทางตันอย่างไร เพราะไม่ได้มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ที่บอกนายกรัฐมนตรีต้องมาจากส.ส. เพราะแค่คนตระบัดสัตย์ 1 คน ของพล.อ.สุจินดา คราประยูร โดยที่บ้านเมืองที่ตันทุกวันนี้ เพราะเราดันให้ถึงทางตันเอง ถ้านำทางตันแบบนี้ไปทูลเกล้าจะจบได้อย่างไร ทั้งนี้ จะคุยกันก่อน หรือตีกันก่อนค่อยคุยกัน หรือจะคุยกันไม่ตีกัน แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. ก็บอกแล้วว่าถ้าไม่ทำจะทำเอง อีกฝ่ายก็บอกจะข้ามลำน้ำมา ก็ไม่รู้จะเป็นไปอย่างไร ส่วนแนวคิดว่าจะให้ทั้งวุฒิสภา ผู้นำเหล่าทัพ องคมนตรี มาแก้ปัญหานั้น ตนเห็นว่าต้องมีภาคอื่นมาช่วยกันด้วย

                        "ต้องคุยกันจะเอาใคร ต้องมีตัวเลือกให้เป็นที่ยอมรับ ผมยังคิดว่ามีอยู่ เพียงแต่ว่าจะมีคนรับ และมีกลไกลคุ้มครองการทำงานของคนนั้นหรือไม่ เช่นถ้าคน ๆ นี้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีไปโยกย้ายข้าราชการตามหน้าที่ มีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าศาลรัฐธรรมนุญวินิจฉัยว่าผิดอีก นายกรัฐมนตรีคนนี้ก็ซวยอีก ก็จะเป็นปัญหาตามมาอีกได้ ส่วนเรื่องอำนาจตอนนี้เป็นเหมือนกำลังภายใน ดาบใครไวคือเหตุผล ไม่ต้องมาคุยกัน อาวุธใครครบมือคือเหตุผล ที่ผ่านมามะม่วงตอนนี้เอาไปคนละครึ่งใบแล้ว ก็ต้องถอยกัน ไม่เช่นนั้นมะม่วงอีกครึ่งใบจะเน่า"นายเจษฎ์ กล่าว
 
 
 
------------------------
 
(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)