
'สุรชัย'แจงถกนอกรอบแก้วิกฤตชาติ
12 พ.ค. 2557
'สุรชัย' แจงถกนอกรอบแก้วิกฤตชาติ เรียกร้องหยุดปลุกระดมที่นำไปสู่ความรุนแรง บอกให้ พท.ลุยฟ้องทางก.ม.ปมลต.ปธ.วุฒิฯ ปัดตอบอำนาจทูลเกล้าฯ นายกฯม.7
12 พ.ค. 57 นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเตรียมดำเนินการฟ้องร้องเอาผิดทางกฎหมาย ต่อประเด็นการเลือกประธานวุฒิสภาในช่วงการประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ ว่า ขอให้ดำเนินการไป แต่ประเด็นการทูลเกล้าฯ นั้น ขออย่านำเรื่องกฎหมายมาเป็นกับดักประเทศ ทั้งนี้ตนได้ระบุไว้ตอนที่แสดงวิสัยทัศน์แล้วว่า ประเทศไทยที่เกิดปัญหา เพราะการใช้กฎหมายมาเป็นโซ่ตรวนผูกมัดประเทศ หากอยากเห็นประเทศเดินหน้า ควรละคำถามบางคำถามในแง่มุมกฎหมายบ้าง และให้ดูเป้าหมายว่า จะมีวิธีการนำประเทศชาติให้อยู่รอดได้อย่างไร ส่วนประเด็นการติดขัดข้อกฎหมาย ควรช่วยกันคิด และปรุงแต่ง เพราะกฎหมายอยู่ที่คนใช้ หากตีความให้ใช้ไม่ได้ ก็จะใช้ไม่ได้
ปัดตอบอำนาจทูลเกล้าฯนายกฯม.7
นายสุรชัย กล่าวก่อนการประชุมวุฒิสภา นอกรอบ เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาบ้านเมือง โดยเชื่อว่าการหารือในวันที่ 12 พ.ค. คาดว่าจะยังไม่ได้ข้อยุติแน่นอน แต่จะเป็นการเปิดโอกาสให้ ส.ว.ได้เสนอความคิดเห็นอย่างอิสระ โดยนำข้อเสนอของทุกกลุ่มการเมือง ทุกพรรคการเมืองมาพิจารณา และหลังจากที่รับฟังความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาแล้วต้องนำไปหารือกับทุกกลุ่ม อย่างไรก็ตามระหว่างนี้หากบุคคลใดมีข้อเสนอสามารถส่งให้วุฒิสภาพิจารณาได้ ส่วนกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ได้เรียกร้องให้วุฒิสภาดำเนินการหาทางออกบ้านเมืองให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 12 พ.ค. นั้น ตนขอเรียกร้องอย่ากำหนดเส้นตาย เพราะจะเป็นการกดดันวุฒิสภา ดังนั้นตนขอโอกาสให้วุฒิสภาทำงานด้วยความเป็นกลาง มีอิสระ
"ปัญหานี้หมักหมมมากว่า 10 ปี ดังนั้นเมื่อผมอาสาเข้ามาเป็นผู้นำที่จะแก้ไขปัญหาแล้ว คงไม่สามารถทำให้เสร็จได้ภายใน 1 วัน แต่ยืนยันจะทำให้เร็วที่สุดและเกิดความเป็นธรรมต่อประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด"
นายสุรชัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถามในประเด็นอำนาจการทูลเกล้าฯ นายกฯพระราชทาน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 กล่าวสั้น ๆ ว่า ผมไม่มีโรดแม็พทางออกของประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ได้โรดแม็พประเทศแล้ว แต่มีคนไม่ยอมรับจะทำอย่างไร นายสุรชัย กล่าวว่า ไม่เป็นไร ถ้าสังคมไม่ยอมรับตนก็กลับไปทำงานในวุฒิสภาอย่างเดียว ส่วนข้อเสนอทางออกประเทศของวุฒิสภาคนที่ออกมาปฏิเสธต้องรับผิดชอบต่ออนาคตบ้านเมืองด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 11.00 น. ได้มีกลุ่มตัวแทนภาคประชาชนเครือข่ายต่างๆ ได้เข้ามอบช่อดอกไม้และยื่นจดหมายเปิดผนึกให้กับนายสุรชัย เพื่อขอให้กำลังและระบุยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ
'สุรชัย'แจงถกนอกรอบแก้วิกฤตชาติ
เมื่อเวลา 14.50 น. การประชุมวุฒิสภานอกรอบเพื่อหารือการแก้ไขปัญหาทางการเมือง ได้เข้าสู่ประเด็นการพิจารณา โดยนายสุรชัย ได้ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม และกล่าวต่อที่ประชุมว่า ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อเข้าประชุม จำนวน 88 คน ทั้งนี้ตนขอแจ้งเจตนารมย์ของการเรียกประชุมนอกรอบในครั้งนี้ว่า เป็นเพราะปัญหาความขัดแย้งที่ผ่านมาได้ส่อเค้าความรุนแรง และอาจกระทบต่อความสงบสุขของประชาชน และความมั่นคงของรัฐ ที่ประกอบด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถใช้กลไกรัฐที่มีอยู่เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากอยู่ในสถานะของการรักษาการ ดังนั้นในประเด็นที่เกิดขึ้น วุฒิสภาที่ถือเป็นสถาบันนิติบัญญัติเดียวที่เหลืออยู่ และมีสมาชิกครบ 150 คน ที่ถือเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และมีอำนาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ขณะนี้วุฒิสภามีรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา ซึ่งได้พิจารณาแล้วเห็นว่า หากปล่อยปัญหาไป ความขัดแย้งอาจยกระดับไปจนไม่สามารถเยียวยาได้
นายสุรชัย กล่าวด้วยว่า ระหว่างที่วุฒิสภาได้หารือนอกรอบ ตนขอเรียกร้องไปยังทุกภาคส่วนและสื่อมวลชน ดังนี้
1. ขอให้การชุมนุมทุกกลุ่มอยู่ในความสงบ ปราศจากอาวุธ และไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น
2. ขอให้หยุดการใช้วาจาปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังในหมู่ประชาชน เช่น การบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ประชาชนหลงเชื่อรวมทั้งปลุกเร้าประชาชนให้เกิดอารมณ์เพื่อใช้ความรุนแรงต่อกัน
3. ไม่ใช้แง่มุมทางกฎหมายในการสร้างปัญหาเพิ่มเติมให้กับประเทศชาติ และควรพิจารณาใช้กฎหมายสูงสุด โดยคำนึงถึงประโยชน์สุขของประชาชน
4. ขอความร่วมมือสื่อมวลชนให้นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร อย่างถูกต้อง เที่ยงธรรม หลีกเลี่ยงข้อมูลข่าวสารที่อาจนำไปสู่ความแตกแยกของประชาชนมากยิ่งขึ้น
5. หากประชาชนมีความประสงค์เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาของชาติ ขอให้ส่งมาได้ที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
ปชป. ฟันธง 'สุรชัย' มีอำนาจทูลเกล้าฯ นายกฯคนกลาง
เมื่อเวลา 10.00 น. นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผู้มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ ตำแหน่งประธานวุฒิสภา และนายกรัฐมนตรีคนกลาง ว่า ทีมกฎหมายของพรรคเห็นว่า ผู้ที่มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ ชื่อนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เป็นประธานวุฒิสภา คือ เลขาธิการวุฒิสภา ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บริหารสูงสุดฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 171 บัญญัติไว้ชัดว่า พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอีกไม่เกิน 35 คน ขึ้นเป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังนั้นเมื่อขาดนายกรัฐมนตรี เท่ากับว่า ไม่สามารถเป็น ครม.ได้ คือ ไม่มีอำนาจกราบบังคมทูล นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล จึงเป็นเพียงผู้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ไม่ใช่รักษาการ หรือปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ เพราะวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หมดไป ความเป็น ครม.ก็ต้องหมดไปตั้งแต่นาทีนั้น นายนิวัฒน์ธำรง มีหน้าที่แค่ทำงานประจำเท่านั้น
นายวิรัตน์ กล่าวอีกว่า ตามรัฐธรรมนูญ กำหนดว่า หน้าที่กราบบังคมทูล เป็นไปตามอำนาจ 3 อย่าง คือ ฝ่ายบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ ซึ่งขณะนี้ฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจแล้ว จึงเหลือเพียง 2 อำนาจ แต่ถ้าจะให้ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ นายสุรชัย ที่ขณะนี้เป็นรองประธานวุฒิสภา นำชื่อตัวเองขึ้นกราบบังคมทูลเป็นประธานวุฒิสภา คงจะไม่บังควร จึงถือเป็นอำนาจของเลขาธิการวุฒิสภา ผู้ที่ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ที่จะนำความขึ้นกราบบังคมทูล ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ส่วนผู้ที่มีอำนาจในการเสนอชื่อนายกฯคนกลาง ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า เมื่อครม.ไม่มีอำนาจตามมาตรา 171 แล้ว จะเหลือ 2 องค์กร คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ จึงสมควรที่ประธานศาลฎีกา และประธานวุฒิสภา คือ นายสุรชัย จะร่วมหารือกัน หากประธานศาลฎีกา เห็นว่าเป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง นายสุรชัย ก็ควรเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการ ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ประธานศาลปกครองสูงสุด ร่วมกันหารือ เพื่อเสนอชื่อนายกฯคนกลาง เมื่อได้ชื่อนายกฯ แล้วผู้ที่จะมีอำนาจทูลเกล้าฯ คือ นายสุรชัย ในฐานะประธานวุฒิสภา เพื่อให้นายกฯคนกลาง เดินหน้าปฏิรูปประเทศ แม้ว่าคนเสื้อแดงจะข่มขู่ว่าจะคัดค้านการดำเนินการตามมาตรา 7 แต่ดูจากกำลังของคนเสื้อแดงแล้ว เชื่อว่าไม่มีกำลังมาทำลายการขับเคลื่อนของมวลมหาประชาชนได้
ยังไม่นำรายชื่อ 'สุรชัย-พีระศักดิ์' แจ้งสลค.เหตุทำประวัติไม่เสร็จ
นางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา กล่าวว่า ตนยังไม่ได้นำรายชื่อนายสุรชัย ที่ได้รับเลือกให้เป็นประธานวุฒิสภาคนใหม่ และนายพีระศักดิ์ พอจิต ส.ว.อุตรดิตถ์ ที่ได้รับเลือกให้เป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 แจ้งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อให้นำความกราบขึ้นบังคมทูล เนื่องจากยังดำเนินการเรื่องทำประวัติของบุคคลทั้ง 2 ไม่แล้วเสร็จ เบื้องต้นคาดว่าภายในวันที่ 12 พ.ค. นี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ทัน
'พีระศักดิ์' ระบุ ข้อสรุปนอกรอบ ส.ว.ไม่ถือเป็นฉันทามติ
นายพีระศักดิ์ กล่าวถึงการประชุมวุฒิสภา นอกรอบ ในวันที่ 12 พ.ค.นี้ ว่า เชื่อว่าจะยังไม่ได้ข้อยุติ แม้ว่าที่ประชุมวุฒิสภาเสียงส่วนใหญ่จะเห็นชอบให้ดำเนินการในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เพราะต้องนำความเห็นดังกล่าวไปหารือร่วมกับองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่ประชุมเสนอ อย่างไรก็ตามโมเดลของการแก้ปัญหาบ้านเมืองยังไม่สามารถคาดได้ว่าจะได้ข้อยุติเมื่อใด แต่เชื่อว่าภายใต้สถานการณ์การเมืองแบบนี้จะต้องทำให้เร็ว โดยส่วนตัวคาดว่าภายใน 1 เดือนหลังจากนี้จะได้ข้อสรุป ส่วนการเดินสายหรือพบปะกับผู้นำองค์กรต่างๆ ตนมองว่าหากนัดได้เร็ว ก็เข้าพบปะได้เร็ว และตนพร้อมที่จะเดินสายพบปะร่วมกับนายสุรชัย
ส.ว.สมุทรสงคราม ปัดตอบหนุนนายกฯม.7 บอกขอฟังเหตุผลก่อน
น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ส.ว.สุมทรสงคราม กล่าวว่า ตนพร้อมเข้าร่วมการประชุมวุฒิสภานอกรอบ ตามที่นายสุรชัย ฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา นัดหมาย ส่วนกรณีที่มีการคาดการณ์ว่าจะเป็นการหารือเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมือง ตามแนวทางของรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 นั้น ตนไม่ทราบ แต่เมื่อเข้าประชุมแล้วจะขอรับฟังความเห็นของสมาชิกที่มีความเชี่ยวชาญทางกฎหมายก่อน
อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าการหารือนอกรอบดังกล่าวคงไม่สามารถนำไปดำเนินการในฐานะตัวแทนวุฒิสภาได้ เพราะการประชุมนอกรอบนั้นแม้จะมีการขอมติจากที่ประชุม แต่ยังไม่ถือว่ามีสถานะรับรอง ดังนั้นเชื่อว่าเมื่อการหารือนอกรอบเสร็จสิ้นแล้ว คงเข้าสู่กระบวนการเพื่อขอให้รัฐบาลดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญอีกครั้ง ส่วนกรณีที่จะมีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม กปปส. ใน 1 - 2 วันนี้ ตนมองว่า ก็ต้องนำปัจจัยที่เกิดขึ้นมาพิจารณาอย่างรอบด้านเพื่อเป็นการหาทางออกให้กับบ้านเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากการหารือนอกรอบมีผลเกิดฉันทามติ และมีผู้ไปดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซี่งอาจถูกนำเรื่องไปฟ้องร้องดำเนินคดีได้ จะทำอย่างไร น.ส.บุญยืน กล่าวว่า ขณะนี้หลายฝ่ายที่พยายามนำประเด็นทางข้อกฎหมายมาพิจารณาเพื่อให้เกิดปัญหา ส่วนตัวเชื่อว่าเจตนารมย์ของกฎหมายมีไว้เพื่อไม่ให้เกิดทางตัน
"คนที่มาทำหน้าที่ ส.ว.หรือตัวแทนประชาชนคงต้องพิจารณาดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักและทำอย่างไรให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ดังนั้นเมื่อ ส.ว.อาสาเข้ามาทำหน้าที่แล้วหากกลัวว่าจะผิดกฎหมายก็ขอให้กลับไปนอนอยู่บ้าน"



