ข่าว

จับตา'วุฒิสภา'ฝ่าวิกฤติเกมเดิมพันด้วยองค์กร

จับตา'วุฒิสภา'ฝ่าวิกฤติเกมเดิมพันด้วยองค์กร

11 พ.ค. 2557

จับตา 'วุฒิสภา' ฝ่าวิกฤติ เกมเดิมพันด้วยองค์กร : โดย...ขนิษฐา เทพจร

 
                         “สัปดาห์หน้าผมจะนัดประชุมสมาชิกวุฒิสภานอกรอบ เพื่อระดมความเห็นเรื่องบ้านเมือง ตอนนี้ผมมีสูตรที่จะนำประเทศออกจากวิกฤติแล้ว โดยได้รวบรวมมาจากข้อเสนอของกลุ่มต่างๆ รวมถึงของแกนนำกลุ่ม กปปส.ที่ถือป็นหนึ่งในข้อเสนอที่ผมรับไว้พิจารณา” นั่นเป็นคำพูดของ “ว่าที่ประธานวุฒิสภา สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” ที่ยืนยันต่อสาธารณะหลังได้รับมอบบทบาทประมุขแห่งสภาสูงแล้ว
 
                         จากนี้ต้องมาจับตาต่อว่าสูตรแก้วิกฤติการเมืองใดที่อยู่ในใจ จะใช่รูปแบบที่ขั้วรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องการ หรือเป็นรูปแบบของการได้มาซึ่งรัฐบาลชั่วคราว ตามที่แกนนำ กปปส.ต้องการหรือไม่
 
                         ก่อนถึงวันนัดหมาย...ขอย้อนไปดูวันที่ผ่านๆ มา นับตั้งแต่การเกิดแนวความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่าง นักการเมือง 2 ขั้ว คือ จะให้ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง หรือให้มีการเลือกตั้งก่อนการปฏิรูปประเทศ และแนวคิดการหาทางออกและคำตอบประเทศ ที่มาจากการเดินสายพบนักการเมืองของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” ซึ่ง “สุรชัย” ได้พูดเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ให้เห็นถึงแนวทางออกจากปัญหาบ้านเมืองมาบ้างแล้ว
 
                         ทั้งนี้ ในเวทีพบปะอาจารย์และศึกษาแลกเปลี่ยนโครงการสถาบันเอเชียศึกษา ในคณะรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ว่าที่ประธานวุฒิสภา บอกว่า “การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากพื้นฐานทางความคิดที่ไม่ตรงกัน ระหว่างการจะจัดการเลือกตั้งก่อนการปฏิรูป หรือการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ควรใช้หลักรัฐศาสตร์มาแก้ไข แต่ขณะนี้ยังไม่มีทฤษฎีใดสามารถแก้ปัญหาได้ ทำให้ปัจจุบันมีหลายฝ่ายพยายามออกมาเสนอแนวทาง โดยล่าสุดมีแนวทางของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ทราบว่ามีคนไม่เห็นด้วยและปฏิเสธ ดังนั้น จากนี้จะนำประเด็นข้อขัดแย้งมาวิเคราะห์ นอกจากนั้น ผมมองหลักสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่คือการตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อไม่ให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจที่เกินขอบเขต"
 
                         นั่นอาจหมายถึง การเดินหน้าแก้วิกฤติของประเทศ จะต้องเริ่มต้นคลี่คลายความเห็นที่ขัดแย้งกันระหว่างนักการเมือง โดยใช้หลักการเมือง การปกครอง หรือในทางรัฐศาสตร์เข้ามาเป็นแนวทาง เพื่อยุติข้อถกเถียงต่อเรื่องปฏิรูปและการเลือกตั้ง
 
                         ต่อมาเป็นข้อเสนอของแกนนำมวลมหาประชาชน ที่ต้องการให้มี นายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามแนวทางของรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ซึ่ง “ว่าที่ประมุขสภาสูง” เคยพูดไว้ต่อสาธารณะหลายครั้งหลายครา โดยจับใจความสำคัญได้ว่า “ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย"
 
                         แต่ท่าทีล่าสุด หลังการเข้าหารือกันสองต่อสองกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” บริเวณใต้ถุนรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม นานกว่า 20 นาที ดูเหมือนว่า “สุรชัย” จะยอมรับรับแนวคิดตามแผนบันไดขั้นที่ 4 ของผู้นำมวลมหาประชาชนไปปฏิบัติ คือ การให้สถาบันวุฒิสภาเป็นผู้นำร่วมกับองค์กรอื่น เช่น ประมุข 3 ศาล ให้ร่วมหาทางออกประเทศ ซึ่งฝั่งรัฐบาลได้ตีโจทย์และแปลความออกมาได้ว่า คือการได้มาซึ่ง “รัฐบาลพระราชทาน”   
 
                         มีสิ่งที่ต้องย้ำเพื่อกันลืม คือ กว่าจะถึงเป้าหมายที่ กปปส. ต้องการล้วนต้องผ่านถนนที่ขรุขระ ที่เต็มไปด้วยปมจำกัดทางกฎหมาย โดยเฉพาะตัวรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่เป็นกุญแจล็อกประตู นายกฯมาตรา 7 ไว้ ดังนั้น นี่อาจเป็นเหตุที่ “กปปส.” จงใจเลือกใช้ “สุรชัย” ในฐานะนักกฎหมาย, เนติบัณฑิตและมือยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพื่อเบิกทางและปลดชนวนคำโต้แย้งทางกฎหมาย
 
                         ยกเว้นเสียแต่ว่า “ว่าที่ประธานวุฒิสภา” จะมีทางออกอื่น
 
                         อย่างไรก็ดี...ตามกำหนดการประชุมนอกรอบกับสมาชิกวุฒิสภา ในสัปดาห์หน้า ทาง “ส.ว.” ที่เสมือนเป็นมือไม้มวลมหาประชาชนก็ได้กำหนดกรอบพิจารณากันไว้คร่าวๆ โดย “เดชอุดม ไกรฤทธิ์ ส.ว.สรรหา” กล่าวผ่านรายการทางสถานีโทรทัศน์บลูสกาย ว่า ปมประเด็นที่สำคัญ คือ ขณะนี้ฝ่ายบริหาร ไม่มีนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้อำนาจทางรัฐธรรมนูญ  แม้จะมี “นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล" รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นรักษาการนายกฯ แต่ปัจจุบันรัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการตามรัฐธรรมนูญ แต่กรณีนี้อาจมีข้อโต้แย้งได้ โดยเฉพาะอำนาจการรับพระบรมราชโองการ 
 
                         หากเกิดข้อจำกัดนี้แล้ว ต้องหันกลับไปใช้หลักประเพณีปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ที่ว่าด้วย เมื่อไม่มีบทบัญญัติใดแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นสิ่งที่ชัดเจนต่อมาคือ การของดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เฉกเช่นสมัยที่พระยามโนปกรณ์นิติธาดา อดีตนายกรัฐมนตรี เคยทำเมื่อปี 2476
 
                         ขณะที่ “ส.ว.ไพบูลย์ นิติตะวัน”  ที่พูดไว้ชัดเจนว่า การประชุมวุฒิสภานอกรอบจะเป็นการขอความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา เพื่อนำไปประกอบการหารือกับผู้นำองค์กรอื่นต่อไป โดยฐานขอความคิดต่อการแก้ไขสถานการณ์วุ่นวาย คือ ประเทศมีความจำเป็นที่ต้องมีนายกรัฐมนตรี แต่ขณะนี้ความเป็นนายกรัฐมนตรีไม่มีอยู่ ดังนั้นแนวทางที่คาดหวัง คือให้สถาบันนิติบัญญัติเดียวที่มีอยู่ปัจจุบันดำเนินการจัดประชุมกับองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น ประธานศาล ประธานองค์กรอิสระ เพื่อหาชื่อบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี และเมื่อได้แล้ว ก็จะให้ “ประธานวุฒิสภา” นำชื่อขึ้นกราบบังคมทูล
 
                         ส่วนแนวทางที่วุฒิสภาจะจัดประชุมกันเอง แล้วเลือก 1 ใน 150 คน เป็น “นายกรัฐมนตรี” ปมนี้ “แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว." ยืนยันว่า "ทำไม่ได้" เพราะด้วยรัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติของผู้จะเป็นวุฒิสภาอย่างชัดเจน คือ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 116 คือ สมาชิกวุฒิสภาต้องไม่เป็นรัฐมนตรี ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
 
                         อย่างไรก็ดี วิถีทางนี้มีสิ่งที่ “เหล่าวุฒิสมาชิก” กังวล คือ หากไม่ทำแล้ว อาจจะส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ขั้นเด็ดขาด คือ “ปฏิวัติประชาชน” และเมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่มีสิ่งใดรับรองสถานะวุฒิสภาได้ว่าจะหายหรือจะอยู่อย่างไรในสถานการณ์นั้น
 
                         อย่างไรก็ตาม ถ้ามองเกมทั้งกระดาน การกดดันไปที่ "วุฒิสภา" ผ่าน ประธานวุฒิสภาคนใหม่ คือ "สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย" เป็นเพียง "หมากตัวหนึ่ง" ของเกม กปปส. เท่านั้น เพราะถึงที่สุด กปปส.เองก็น่าจะประเมินได้ว่า ความเป็นไปได้ที่จะได้ "นายกฯ คนกลาง" นั้นยากเต็มที 
 
                         ถึงที่สุด ปลายทาง ก็ยังอยู่ที่เดิม คือ ท่าทีของกองทัพ...ถ้ากองทัพยังสามารถรักษาสถานะอยู่ได้ ฝ่ายการเมืองก็ต้อง "ยื้อ" กันต่อไป
 
 
 
 
-------------------
 
(จับตา 'วุฒิสภา' ฝ่าวิกฤติ เกมเดิมพันด้วยองค์กร : โดย...ขนิษฐา เทพจร)