ข่าว

'มาร์ค'ย้ำปฏิรูปภายใต้รธน.ทางออกปท.

'มาร์ค'ย้ำปฏิรูปภายใต้รธน.ทางออกปท.

10 พ.ค. 2557

'มาร์ค' ย้ำปฏิรูปภายใต้รธน.เป็นทางออกปท. แนะ 'พท.' เลิกดันลต. 'ปชป.' แถลง 5 ข้อ แนะรัฐยุบ 'ศอ.รส.'

 
                         10 พ.ค. 57  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กแฟนเพจ “Abhisit Vejjajiva” ว่า 
 
                         ประเทศไทยยังมีทางเลือก หลายคนมองสถานการณ์บ้านเมืองวันนี้ด้วยความวิตกกังวล การโต้แย้งข้อกฎหมายต่างๆ นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น ใครเป็นหรือไม่เป็น (รักษาการ) รัฐมนตรี อำนาจของบุคคลเหล่านี้มีมากเพียงใด จะสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่หรือไม่ อย่างไร 
 
                         ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ยังยืนยันเดินหน้าลุยเลือกตั้ง กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เดินหน้าทวงคืนอำนาจ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เดินหน้าชุมนุมใหญ่ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ตนคาดการณ์ไว้ จึงพยายามเสนอแผนเดินหน้าประเทศไทย แม้ไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล แต่หลายวันที่ผ่านมามีหลายฝ่ายที่ให้ความสนใจหลักการและสาระของแผนมากขึ้น
 
                         "อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความสับสนก็มีสัญญาณทางบวกเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการที่เรากำลังจะมีประธานวุฒิสภา ที่แสดงความพร้อมที่จะเข้ามาร่วมแก้ปัญหา การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาโดยผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ตามครรลองของกฎหมาย หรือการที่ นปช. ขอไม่ให้แดงอิสระเคลื่อนไหวโดยพลการ เหลือแต่รัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ว่าจะแสดงความสนใจที่จะหาทางออกที่เป็นไปได้ให้กับประเทศหรือไม่ ผมย้ำอีกครั้งว่ามาถึงวันนี้ใครที่คิดว่าจะชนะอย่างเด็ดขาด แล้วบ้านเมืองจะเดินต่ออย่างสงบได้ ไม่อยู่กับความเป็นจริง บังคับให้เกิดการเลือกตั้งต่อให้สำเร็จก็ไม่สงบ ยึดอำนาจสำเร็จก็ไม่จบ การปฏิรูปภายใต้รัฐธรรมนูญที่เริ่มต้นทันที บนความเห็นพ้องของทุกฝ่าย ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด อยู่ที่เราจะเลือกเดินทางนี้หรือไม่"
 
 
 
 
'ปชป.' ออกแถลงการณ์ 5 ข้อ แนะรัฐยุบ 'ศอ.รส.'
 
 
                         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ออกแถลงการณ์ 5 ข้อ ถึงสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ว่า
                         1. พรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการยั่วยุให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างมวลชนฝ่ายสนับสนุนของกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะมวลชนคนเสื้อแดงซึ่งจะมีการชุมนุมใหญ่ในวันนี้ โดยเป็นที่ทราบกันดีว่ามวลชนเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเปิดเผย ได้รับการอำนวยความสะดวกจากเจ้าหน้าที่รัฐ พรรคฯ มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อรัฐบาลเข้าสู่ภาวะจนมุมทางการเมือง ก็จะหันมาใช้ยุทธศาสตร์การใช้ความรุนแรงเพื่อข่มขู่คุกคามและเพื่อหวังแก้สถานการณ์ทางการเมืองให้กับตนเอง พรรคฯ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลการชุมนุมของทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่าโดยไม่มีการแบ่งแยก พรรคฯ ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทำหน้าที่โดยยึดถือความถูกต้อง ปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียม ยึดหลักกฎหมายของบ้านเมืองอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้สถานการณ์พัฒนาไปสู่การเผชิญหน้าและการนองเลือด
 
                         2. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการได้ดำเนินการตัดสินใจยุบศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) เนื่องจากที่ผ่านมานั้นพฤติกรรมของผู้ที่มีบทบาทใน ศอ.รส. มักจะใช้อำนาจไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง มีการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง มีการออกแถลงการณ์ซึ่งเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ มีการวิพากษ์วิจารณ์ศาลและกระบวนการยุติธรรมอย่างเปิดเผย นอกจากนั้นยังมีลักษณะของการออกแถลงการณ์ข่มขู่คุกคามมวลชนที่เห็นต่างกับรัฐบาล มากไปกว่านั้น ศอ.รส.ก็ยังมีปัญหาความชอบธรรมทางด้านกฎหมายของการจัดตั้งหน่วยงานหลังการยุบสภา ซึ่งไม่ได้มีการขออนุมัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ ศอ.รส.เองก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการหลายแห่ง โดยเฉพาะฝ่ายทหาร พรรคฯ จึงเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและยิ่งจะสร้างความแตกแยกให้มากขึ้นในสังคมไทย
 
                         3. พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า การเคารพกฎหมายอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยมีความเข้มแข็งและเดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืน พรรคฯ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยยุติการโจมตีกระบวนการยุติธรรมและองค์กรศาลเมื่อเห็นว่าตนนั้นเป็นฝ่ายผิด แต่พรรคเพื่อไทยควรต้องมีมาตรฐานในการเคารพกระบวนการยุติธรรมในทุกกรณี มิใช่เลือกเฉพาะกรณีที่ตนและพรรคพวกได้รับผลประโยชน์ และขอให้ยุติท่าทีในการสร้างความสับสนให้กับสังคม และควรยึดเอาข้อเท็จจริงและสาระสำคัญของเรื่องต่างๆเป็นที่ตั้งมากกว่าที่จะใช้จินตนาการสร้างเรื่องราวเพื่อกล่าวร้ายกับภาคส่วนอื่นโดยเฉพาะความพยายามในการกล่าวถึงอำมาตย์ มือที่มองไม่เห็น หรือขบวนการสมคบคิดซึ่งไม่มีอยู่จริง
 
                         4. ปัญหาความชอบธรรมของรัฐบาลรักษาการก็ยังเป็นที่ถกเถียงทั้งในแง่ของอำนาจของผู้ที่ดำรงตำแหน่งรักษาการนายกฯ และอำนาจของผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนั้นจะสามารถกระทำการในขอบเขตต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด และจากมาตรา 10 และ 11 ของ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินก็ระบุถึงอำนาจหน้าที่ของนายกฯ ซึ่งรองนายกฯ ผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนนายกฯ นั้นไม่ได้มีอำนาจที่เท่าเทียมกัน สาเหตุนี้จะเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้เกิดความสับสนและการไม่ยอมรับรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลจึงควรตัดสินใจที่จะเสียสละดำเนินการอย่างใดเพื่อให้เกิดความชัดเจน เพื่อให้ปัญหาและผลประโยชน์ของประเทศสามารถถูกแก้ไขและผลักดันได้อย่างเป็นรูปธรรม
 
                         5. พรรคประชาธิปัตย์ย้ำว่าปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นล้วนเป็นปัจจัยแห่งความขัดแย้งของสังคมไทยในปัจจุบัน พรรคฯ ย้ำจุดยืนของการไม่ต้องการเห็นการเผชิญหน้า การสูญเสีย การเปลี่ยนแปลงนอกกฎหมาย จนไปถึงการฉีกรัฐธรรมนูญและการปฏิวัติรัฐประหาร พรรคฯ ย้ำว่าทางออกที่เหมาะสมของประเทศคือ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ ไม่ผลักภาระปัญหาทางการเมืองให้เป็นปัญหาของบ้านเมือง และต้องร่วมกันหาคำตอบที่เหมาะสมสำหรับประเทศและประชาชนโดยรวม โดยแนวคิดการปฏิรูปต้องได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม กระบวนการประชาธิปไตยต้องเดินหน้าไปอย่างมั่นคง ประชาชนต้องมีความมั่นใจว่าจะได้รับการตอบสนองจากฝ่ายการเมืองในการสร้างกลไกรองรับความต้องการต่างๆของภาคประชาชน เพื่อนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง พรรคฯ จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรับผิดชอบและเสียสละเดินหน้า ร่วมกันแก้ปัญหา โดยสามารถเริ่มได้ที่รัฐบาลรักษาการที่ต้องเป็นผู้นำในการยุติความขัดแย้ง และเสียสละเพื่อพาประเทศเดินหน้าเพื่อให้มีจุดเริ่มของการแก้ไขปัญหาต่อไป
 
 
 
 
จี้ 'สุรชัย' เรียก ส.ว.ถกนัดพิเศษหาทางออกปท.
 
 
                         นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขอเรียกร้องให้นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ส.ว.ที่เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยในการหาทางออกให้กับวิกฤติของประเทศ ให้สมกับเกียรติยศและศักดิ์ศรีของประธานวุฒิสภา โดยข้อเรียกร้อง คือ 
 
                         1. ขอให้นายสุรชัย นำ ส.ว.ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 คือ ส.ว.เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยต้องปฏิบัติหน้าที่โดยซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งขณะนี้มีอำนาจนิติบัญญัติที่สามารถช่วยให้ประเทศพ้นวิกฤติเหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวคือสมาชิกวุฒิสภา 
 
                         2. ขอให้นายสุรชัย เรียกประชุม ส.ว.อย่างไม่เป็นทางการโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ ส.ว.ได้ทำหน้าที่ถก แถลงแสวงหาทางออกประเทศร่วมกัน 
 
                         3. ขอให้ ส.ว.ทำหน้าที่ประสานงานกับทุกทุกภาคส่วน ให้เห็นพ้องต้องกันในการหาทางออกประเทศ ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและสุ่มเสี่ยง ดังนั้น ส.ว.จึงมีบทบาทหน้าที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยแก้วิกฤติประเทศ
 
                         นายองอาจ กล่าวว่า การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ประกาศยินดีเจรจาร่วมกับนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ร่วมกันแสงหาทางออกให้กับประเทศ รัฐบาลจึงไม่ควรปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป 
 
                         "ผมเชื่อว่าในฐานะคนไทยด้วยกัน หากมีการเจรจาหารือย่อมดีกว่าการไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย เพราะในโซเชียลมีเดียและวิทยุชุมชน ที่สนับสนุนรัฐบาล กลับออกมาต่อต้านและกดดันรัฐบาลไม่ให้นายนิวัฒน์ธำรง ออกไปเจรจากับนายสุเทพ และโจมตีว่าข้อเสนอของนายสุเทพ ว่าเป็นการหาทางลง ซึ่งส่วนตัวมองว่านายสุเทพ ไม่ได้หาทางลง แต่มีเจตนาที่ดีที่อยากใช้โอกาสสุดท้ายเพื่อเปิดช่องทางเจรจาก่อนจะนำมวลมหาประชาชนเผด็จศึก"
 
                         ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ก็มีปัญหาที่นายสุเทพ ไม่ยอมรับอำนาจของนายนิวัฒน์ธำรง ที่รักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจเกิดปัญหาในการทำหน้าที่ทูลเกล้าฯ ประธานวุฒิสภา นายองอาจ กล่าวว่า เรายังไม่ทราบว่าขณะนี้การประกาศเชิญนายนิวัฒน์ธำรง มาพบนายสุเทพ จะหารือเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร แต่เชื่อว่าการเจรจาถือเป็นเจตนาที่ดี ในการหาข้อยุติปัญหาทางการเมือง ส่วนการเสนอทูลเกล้าฯ ประธานวุฒิสภาคนใหม่นั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหารือข้อยุติภายใต้กฎหมาย เพื่อไม่ให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และต้องมีการประกันว่าการดำเนินการดังกล่าว จะสามารถพาประเทศเดินหน้าไปได้
 
 
 
 
ประณาม 'ศอ.รส.' ใช้แก๊สน้ำตา แนะเจรจา 
 
 
                         นายองอาจ แถลงถึงกรณีที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่นำโดยหลวงปู่พุทธะอิสระ ว่า การกระทำดังกล่าวของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ ศอ.รส. เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์วิตกกังวล การใช้ความรุนแรงไม่ควรเกิดขึ้นกับผู้ชุมนุม การตัดสินใจใช้อาวุธ แก๊สน้ำตานั้น อาจนำไปสู่ความรุนแรงและไม่ถูกต้องเหมาะสม จึงอยากให้รัฐบาลนำเป็นบทเรียนว่าการรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ควรให้หน่วยงานใดๆ ก็ตาม ใช้อำนาจกำลังเกินกว่าเหตุ ควรดำเนินการกับผู้ชุมนุมตามกรอบรัฐธรรมนูญ โดยใช้วิธีการเจรจาต่อรองกับผู้ชุมนุมจะดีกว่า
 
 
 
 
อัดเพื่อไทยแทรกแซง 'วุฒิสภา' ดิ้นพล่านกลัวถูกถอดถอน
 
 
                         นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า จะร้องศาลรัฐธรรมนูญ ว่ากระบวนการสรรหาเลือกประธานวุฒิสภาขัดรัฐธรรมนูญ ว่า ขอเตือนโฆษกพรรคเพื่อไทย ว่าอย่าแทรกแซงกระบวนการ และการทำหน้าที่ของวุฒิสภา เพราะ
 
                         1. รัฐธรรมนูญ กำหนดชัดเจน ว่าห้ามพรรคการเมือง หรือนักการเมืองก้าวก่าย หรือแทรกแซง หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับวุฒิสภา และวุฒิสมาชิก 
 
                         2. การกำหนดวาระการประชุมวุฒิสภา เป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาร่วมกันกำหนด ซึ่งมีการถ่ายทอดสดให้สังคมรับทราบ จึงไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทยใดๆ และเชื่อว่า ส.ว.พร้อมที่จะรับผิดชอบ 
 
                         3. วุฒิสมาชิก ก็มาจากการเลือกตั้ง และในส่วนของการสรรหา ก็มาถูกต้องตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญกำหนด มีการปฏิญาณตนถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายเช่นกัน 
 
                         "ขอตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมนี้เป็นการดิ้นพล่านของพรรคเพื่อไทย เพราะคนที่ต้องการให้เป็นประธานวุฒิฯ ที่สามารถสั่งการได้ ไม่ได้รับตำแหน่งนี้ใช่หรือไม่ ที่สำคัญ คือ มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยอีก 308 คน ที่ร่วมแก้กฎหมาย กำลังจะถูกชี้มูลจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเข้าสู่กระบวนการถอดถอน หลังจากที่ ส.ว.กลุ่มหนึ่ง ถูกชี้มูลนำร่องไปแล้ว จึงออกมาบิดเบือนข้อเท็จจริง และร้องเพื่อแก้เกี้ยว เพื่อเป็นข่าวให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด เพื่อที่จะเอาตัวรอดใช่หรือไม่ จึงขอให้สังคมไทยรู้เท่าทัน และจับตามอง โดยอย่าหลงเชื่อการบิดเบือนของพรรคเพื่อไทยในกรณีนี้"