ข่าว

สัตว์ฟาร์มทนร้อน..อนาคตอาหารโลก

สัตว์ฟาร์มทนร้อน..อนาคตอาหารโลก

11 พ.ค. 2557

เปิดโลกวันอาทิตย์ : สัตว์ฟาร์มทนร้อน..อนาคตอาหารโลก

 
                           เมื่อครั้งที่ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเดลาแวร์เดินทางไปยังแอฟริกาเมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อค้นหาไก่พันธุ์เยี่ยม พวกเขาไม่ได้ต้องการไก่ที่มีน่องขาใหญ่หรือให้ไข่รสชาติดี แต่มองหาสัตว์ปีกทนอากาศบนโลกที่ร้อนขึ้นได้ต่างหาก
 
                           นักวิจัยเหล่านี้เป็นทีมส่วนหน้าของนักวิทยาศาสตร์อาหาร ที่ได้รับทุนสนับสนุนหลายล้านดอลลาร์จากรัฐบาลกลางสหรัฐ ให้เร่งพัฒนาเพาะพันธุ์สัตว์ที่ทานทนกับภาวะโลกร้อน 
 
                           ขณะนักเคลื่อนไหวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก ไม่ปลื้มเท่าไหร่นัก เพราะมองว่าเป็นความพยายามผิดทาง และยอมจำนนต่อเกษตรกรรมแบบอุตสาหกรรม ที่มีส่วนซ้ำเติมสภาพแวดล้อมของโลก แต่นักวิจัยกล่าวว่า การพัฒนาและเพาะพันธุ์สัตว์ทนร้อนมีความจำเป็นต่อการเลี้ยงประชากรโลก ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกเริ่มส่งผลกระทบ
 
                           การทดลองพัฒนาพันธุ์สัตว์ทนสภาพอากาศร้อน สะท้อนการปรับกระบวนทัศน์ของรัฐบาลสหรัฐต่อการรับมือการเปลี่ยนแปลงของอากาศโลก เมื่อความพยายามที่จะลดการแพร่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซตัวการสำคัญในภาวะโลกร้อน ไม่ได้เป็นไปตามเป้าที่จำเป็นต้องทำเพื่อชะลออุณหภูมิโลกไม่ให้ร้อนไปกว่านี้ รัฐบาลจึงกำลังมองหาหนทางอื่นๆ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเกษตรจากผลกระทบของอากาศเปลี่ยนแปลง 
 
                           "ในทางเกษตรกรรม เรากำลังรับมือความท้าทายจากสภาพอากาศเลวร้าย และต้องเพิ่มการผลิตอาหารไปด้วยในเวลาเดียวกัน เพื่อตอบสนองประชากรที่เพิ่มมากขึ้นและความต้องการปริมาณเนื้อที่เพิ่มสูงขึ้น" นายทอม วิลแซค รัฐมนตรีเกษตรสหรัฐ กล่าว 
 
                           แนวทางที่ว่านี้จึงหมายถึงความพยายามแบบที่นักวิจัยสหรัฐเดินทางไปแอฟริกา 
 
                           นายคาร์ล ชมิดท์ และคณะวิจัยมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ กำลังพยายามทำแผนที่รหัสพันธุกรรมไก่แอฟริกัน ที่มีลักษณะประหลาดคือ ส่วนคอเปลือยไม่มีขน เพื่อศึกษาว่าความสามารถในการทนทานต่อสภาพอากาศร้อนของมันจะสามารถนำไปเพาะเลี้ยงและแพร่พันธุ์ในสหรัฐได้หรือไม่ 
 
                           "เมื่อสภาพอากาศโลกเริ่มเปลี่ยน เราต้องเริ่มคาดการณ์ว่าอะไรบ้างที่จะเปลี่ยนแปลง เราต้องหาทางผลิตเพื่อเลี้ยงประชากรโลก 9,000 ล้านคน" ชมิดท์ กล่าวโดยอ้างถึงตัวเลขประมาณการประชากรโลกในปี 2050 
 
                           อุณหภูมิที่อุ่นขึ้นอาจสร้างปัญหาอย่างมากสำหรับสัตว์ที่เลี้ยงแบบฟาร์มเพื่ออาหาร เช่น ไก่งวง ที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศ สัตว์จะเบื่ออาหารและเนื้อส่วนอกจะเละ เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่ายในกรง และอาจทำให้ปศุสัตว์ทั้งฝูงล้มตาย 
 
                           ด้าน นายเกล สตราสเบิร์ก ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์อาหารและโภชนาการ มหาวิทยาลัยมิชิแกน สเตท ที่รับมอบหมายพัฒนาพันธุ์ไก่งวง กล่าวว่า หากคลื่นความร้อนเกิดขึ้นภายในวันหรือสองวันเท่านั้น ไก่งวงราว 40% จะได้รับผลกระทบทันที 
 
                           การวิจัยของ ศ.สตราสเบิร์ก เกี่ยวข้องกับการทดลองปรับเพิ่มความร้อนโคมไฟขึ้นหลายองศาสาดส่องลูกไก่งวงหลายร้อยตัว และไข่ไก่งวง ก่อนฟักเป็นตัว จากนั้นจะศึกษากล้ามเนื้อของมัน และพยายามวิเคราะห์ลักษณะพันธุกรรมที่ช่วยให้สัตว์ทนต่อสภาพแวดล้อมที่ร้อนขึ้น โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือ เพิ่มขีดความสามารถแก่อุตสาหกรรมในการแพร่พันธุ์ไก่งวงที่สามารถอยู่รอดและฟื้นคืนสภาพได้ในคลื่นความร้อน 
 
                           "ต่อให้คุณเชื่อว่าเราควรอนุรักษ์ทรัพยากรและเน้นกินผักมากขึ้น แต่ความเป็นจริงที่เราต้องรับมือคือ ความต้องการเนื้อสัตว์สูงขึ้นทั่วโลก แรงกดดันให้ต้องผลิตเนื้อสัตว์อย่างยั่งยืนและคุณภาพไม่ตก มีแต่จะเพิ่มขึ้น" ศ.สตราสเบิร์ก กล่าว 
 
                           ผู้เชี่ยวชาญสภาพภูมิอากาศบางคนแคลงใจว่า การที่รัฐบาลสหรัฐเอาแต่เน้นย้ำการรับมือความต้องการเนื้อสัตว์ทั่วโลก ถูกทางหรือไม่ เพราะการเลี้ยงสัตว์ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก หนทางเดียวที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าน่าจะเป็นการกระตุ้นให้คนกินเนื้อสัตว์น้อยลง 
 
                           อลัน มิลเลอร์ อดีตผู้ชำนาญการด้านสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลง ของธนาคารโลก เปรียบแนวทางของกระทรวงเกษตรสหรัฐต่อสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลง เหมือนความพยายามส่งเสริมการขับรถปลอดภัย ขณะเดียวกันก็ช่วยอุตสาหกรรมรถยนต์ผลิตรถให้วิ่งเร็วขึ้น 
 
                           มิลเลอร์กล่าวว่า อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ควรรับมือกับอากาศโลกเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉมมากกว่า พร้อมชี้แนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากนายบิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ ที่สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสกัดโปรตีนจากพืชจำพวกถั่ว ผลิตอาหารเลียนแบบเนื้อสัตว์และเนื้อไก่ ที่กินแล้วแทบไม่แตกต่างจากเนื้อจริงเลย 
 
                           เกตส์ เขียนไว้ในบล็อกของเขาเมื่อไม่นานมานี้ ว่า "ไม่มีทางที่จะผลิตเนื้อสัตว์เลี้ยงประชากร 9,000 ล้านคนได้ แต่เราก็ไม่สามารถขอให้ทุกคนหันมาเป็นมังสวิรัติได้ เราต้องการทางเลือกมากขึ้นในการผลิตเนื้อโดยไม่ถลุงทรัพยากรของเรา" 
 
                           ขณะนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังค้นคว้าเพาะพันธุ์สัตว์ที่รับมือกับอากาศที่อุ่นขึ้นแย้งว่า พวกเขาก็มุ่งหาทางใช้ทรัพยากรอย่างน้ำและอาหารสัตว์น้อยลงเช่นกัน
 
                           กลับไปที่มหาวิทยาลัยเดลาแวร์ ชมิดท์โชว์ภาพถ่ายไก่จากอุตสาหกรรมสัตว์ปีกอเมริกันสมัยใหม่ กับไก่เลี้ยงจากยุคคริสต์ทศวรรษที่ 1950   
 
                           ไก่ที่เลี้ยงในยุคใหม่ ขนาดใหญ่กว่ารุ่นปู่ย่าของมันเกือบสองเท่า และวงจรการเจริญเติบโตรวดเร็วกว่ามาก จากนั้นโชว์ภาพถ่ายไก่แอฟริกา ชี้ให้เห็นตรงคอของมันที่ไม่มีขน ช่วยเก็บความเย็นได้ 
 
                           พร้อมกันนี้ ได้ชี้ให้ดูแผนที่ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศโลกเปลี่ยนแปลงที่นาซา มอบให้ไม่นานมานี้ โดยใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์แสดงพื้นที่ที่มีอุณหภูมิทะลุ 100 องศาฟาเรนไฮต์มากกว่า 10 วันต่อปี พื้นที่ที่อุตสาหกรรมสัตว์ปีกเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ ยังไม่ได้รวมอยู่ในพื้นที่สีเหลืองมากนัก แต่ภายในปี ค.ศ.2060 คาดการณ์ว่าจะได้เห็นจุดสีเหลืองปรากฏบนแผนที่จำนวนมาก
 
                           ห่างออกไปไม่กี่ช่วงตึก ลูกศิษย์ของเขาส่วนหนึ่งกำลังหยดเลือดไก่ลงในหลอดทดลองในกระบวนการทำแผนที่พันธุกรรม และนักศึกษาอีกสองคนกำลังวิเคราะห์ทางคอมพิวเตอร์ ชมิดท์ คาดการณ์ว่าจะเริ่มผลิตไก่รุ่นทรหดทนร้อนได้ในประมาณ 15 ปี และหวังว่า ผลงานของเขาจะเป็นประโยชน์ที่สุดในการเพิ่มความอยู่รอดของสัตว์เลี้ยงเพื่ออาหารในพื้นที่ยากจนอย่างแอฟริกาและอเมริกาใต้ได้ด้วย เพราะหากประเทศกำลังพัฒนาเผชิญปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารแล้ว นั่นหมายถึงทุกคนจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย
 
 
(ที่มา :เว็บไซต์ latimes)
 
 
-----------------------------
 
 
มะกันเตือนอากาศโลกเปลี่ยนภัยเฉพาะหน้า 
 
 
 
สัตว์ฟาร์มทนร้อน..อนาคตอาหารโลก
 
 
 
                           เมื่อวันอังคารที่ 6 พฤษภาคม ทำเนียบขาวเผยรายงานประเมินสภาพภูมิอากาศของประเทศ (National Climate Assessment) ฉบับที่สาม ที่แจกแจงเป็นรายภูมิภาคว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะส่งผลอย่างไรต่อการผลิตอาหาร แหล่งน้ำและสุขภาพแบบครอบคลุมที่สุดเท่าที่เคยมีมา 
 
                           สาระสำคัญของรายงานความยาวเกือบ 800 หน้า รวบรวมโดยนักวิทยาศาสตร์กว่า 240 คน ในเวลา 4 ปีฉบับนี้ คือ เสียงเตือนอย่างชัดเจนที่สุดว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่เคยมองกันว่าเป็นเรื่องอนาคต ได้ขยับเข้ามาเป็นประเด็นเฉพาะหน้า และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงระดับต่างๆ กันทั่วทั้งสหรัฐแล้ว ถึงเวลาจะต้องลงมือเร่งด่วน เพื่อยับยั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงการหาทางรับมือกับคลื่นร้อนที่มีแต่จะหนักหนาสาหัส ไฟป่า ฝนตกหนัก และสภาพอากาศแปรปรวนที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งจำนวนและระดับความรุนแรงตลอด 50 ปีมานี้
 
                           ประธานาธิบดีบารัก โอบามา สัญญาไว้เมื่อหาเสียงเลือกตั้งสมัยแรกปี 2551 ว่า จะทำให้สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ก่อมลพิษรายใหญ่ต้นๆ ของโลก ขึ้นเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหานี้ แต่ที่สุดก็ไม่สามารถโน้มน้าวสภาคองเกรสให้ลงมืออย่างมีนัยสำคัญได้ ถูกสมาชิกรัฐสภาส่วนที่เป็นมิตรกับภาคอุตสาหกรรม คัดค้านหัวชนฝาต่อการออกข้อจำกัดควบคุมการปล่อยก๊าซ ทำให้ประธานาธิบดีโอบามาพยายามเดินหน้า โดยออกมาตรการตามอำนาจของตนเอง อาทิ เพิ่มเกณฑ์ข้อบังคับเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้า 
 
                           เมื่อคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงของสหประชาชาติ ออกรายงานเตือนเมื่อเดือนที่แล้วว่า โลกมีเวลาประมาณ 15 ปี ที่จะลงมือเยียวยา เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบเลวร้ายสุดของอากาศโลกเปลี่ยนแปลง ส.ส.รีพับลิกันหลายคน ซึ่งคุมเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร ประณามผลการศึกษาทันที และนายมิตช์ แมคคอนเนลล์ ผู้นำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภา กล่าวว่า ความเร่งด่วนของสหรัฐ คือปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า แมคคอนเนล ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐเคนทักกี แหล่งผลิตถ่านหินสำคัญ กล่าวว่า ต่อให้สหรัฐใช้กฎหมายกำกับพลังงานเข้มงวดอย่างที่ประธานาธิบดีต้องการเหลือเกิน ก็จะไม่มีความหมายนักต่อการปล่อยก๊าซทั่วโลก หากประเทศอุตสาหกรรมใหญ่อื่นๆ ไม่ทำตาม 
 
 
-----------------------------