
เพราะเราไม่ได้เกิดมา 'คู่กัน'
10 พ.ค. 2557
สปอร์ต คม วีกเอนด์ : เพราะเราไม่ได้เกิดมา 'คู่กัน'
ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ตกต่ำของ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลนา อย่างชัดเจน แม้ช่วงต้นฤดูกาลจะสร้างความฮือฮาด้วยการคว้า เนย์มาร์ มาร่วมทีม ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่หัวหอกทีมชาติบราซิลรายนี้กำลังฮอตเอามากๆ จากฟอร์มที่ช่วยให้บราซิล ครองแชมป์คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อมาเล่นกับ ลิโอเนล เมสซี แล้ว ผลงานไม่เป็นอย่างที่หวัง
ที่ผ่านมาทั้งอดีตและปัจจุบันมีอยู่หลายครั้งเหมือนกันที่นักเตะชั้นยอดเมื่อมาเล่นด้วยกันแล้วผลงานไม่ออกมายอดเยี่ยมอย่างที่หวัง ลองไปดูกันว่าเมื่อยอดนักเตะมาเล่นด้วยกันแล้วจะมีคู่ไหนบ้างที่เล่นแล้วออกมาไม่เข้ากันอย่างที่คิดเอาไว้
เนย์มาร์ - ลิโอเนล เมสซี (บาร์เซโลนา)
การเซ็นสัญญาเอา เนย์มาร์ มาเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมาเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะทำให้ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลนา กลายเป็นทีมที่ไร้เทียมทาน และเบียดขึ้นมาสู้ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ในการลุ้นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เพราะนักเตะที่ดีที่สุดของบราซิลยุคนี้กำลังจะมาเล่นร่วมกับเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 4 สมัยอย่าง ลิโอเนล เมสซี
เรื่องบนหน้ากระดาษเป็นเรื่องที่ดี แต่เรื่องในสนามกลับกลายเป็นอีกเรื่อง คู่นี้ไม่สามารถจับคู่เป็นคู่หูกันได้อย่างที่สโมสร และแฟนบอลคาดหวังเอาไว้ ตลอดทุกถ้วยในฤดูกาลนี้ เนย์มาร์ ใส่พานให้ ลิโอเนล เมสซี ทำประตูชนิดนับครั้งได้ว่าไม่เกิน 5 ครั้ง ขณะที่เมสซี แทบจะไม่เคยผ่านบอลให้ เนย์มาร์ ทำประตูเลย
เวลา 1 ฤดูกาลที่ผ่านมาทั้งคู่ยังต้องปรับจูนการเข้าหากันต่อไป ฤดูกาลนี้ชัดเจนแล้วว่าสอบไปผ่าน อยู่ที่ว่า บาร์ซา จะปรับกันอย่างไรต่อไป หรือบางทีหากเปลี่ยนเทรนเนอร์ทั้งคู่ก็อาจจะปรับตัวเข้าหากันได้มากขึ้น
แฟรงค์ แลมพาร์ด - สตีเวน เจอร์ราร์ด (อังกฤษ)
"สิงโตคำราม" อังกฤษ น่าจะโชคดีเมื่อเคยมีกองกลางชั้นยอดอย่าง สตีเวน เจอร์ราร์ด กับ แฟรงค์ แลมพาร์ด อยู่ในทีมพร้อมๆ กัน เมื่อ 2 มิดฟิลด์คู่กลางทำผลงานให้ต้นสังกัดของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมในพรีเมียร์ลีก มีทั้งพรสวรรค์ และความหลากหลายในการเล่น แต่แปลกที่ไม่ว่าจะเป็นกุนซือคนไหนก็ไม่สามารถปรับให้ทั้งคู่งัดฟอร์มที่ยอดเยี่ยมออกมาได้พร้อมๆ กัน
ทั้งคู่ผ่านการเล่นร่วมกันในทีมชาติภายใต้โค้ชที่แตกต่างกันมาแล้วถึง 10 ปี แต่คู่นี้ก็ยังไม่สามารถทำผลงานได้อย่างที่หวัง และในฟุตบอลโลกครั้งนี้ตอนที่ เจอร์ราร์ด อายุ 33 ปี และแลมพาร์ด ปาเข้าไป 35 แล้ว ก็ยังไม่มีทีท่าว่าทั้งคู่จะประสานงานให้อังกฤษก้าวไกลในศึกใหญ่รอบสุดท้ายทั้งยูโร และฟุตบอลโลก
พาทริก ไคล์เวิร์ต - รุด ฟาน นิสเตลรอย (ฮอลแลนด์)
ทั้ง พาทริก ไคล์เวิร์ต และรุด ฟาน นิสเตลรอย เป็นยอดกองหน้าทีมชาติฮอลแลนด์ที่พุ่งแรงขึ้นมาในยุคใกล้เคียงกัน โดย ไคล์เวิร์ต จัดว่าเป็นเด็กมหัศจรรย์มาตั้งแต่สมัยที่เล่นให้อาแจ๊กซ์ และครองแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ด้วยวัยไม่เท่าไรโดยถูกเปลี่ยนตัวลงมายิงประตูชัยในเกมกับ เอซี มิลาน ในนัดชิงชนะเลิศ เป็นการแจ้งเกิดในเวทียุโรปอย่างเต็มตัว ติดทีมชาติไปเล่นฟุตบอลโลก 1994, ยูโร 96 และฟุตบอลโลก 1998
ขณะที่ ฟาน นิสเตลรอย ก้าวขึ้นมาแบบช้าๆ กับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน ก่อนจะขึ้นชั้นเป็นยอดกองหน้ากับแมนฯ ยูไนเต็ด และรีล มาดริด กว่าจะเกิดเต็มตัวก็จนอายุ 25 ปี มีโอกาสเล่นทีมชาติครั้งแรกในปี 1998 ซึ่งกว่าที่ทั้งคู่จะมีโอกาสเล่นด้วยกัน ไคล์เวิร์ต ก็เลยช่วงฟอร์มสุดยอดของตัวเองไปแล้ว อีกทั้งยังมีอาการบาดเจ็บรบกวน ทำให้แม้ว่าทั้งคู่จะอยู่ในทีมชุดยูโร 2004 ร่วมกัน แต่ไม่เคยมีโอกาสได้เล่นร่วมกันแบบจริงๆ จังๆในฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ใหญ่ร่วมกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
พอล สโคลส์ - ฮวน เวรอน (แมนฯ ยูไนเต็ด)
ฮวน เซบาสเตียน เวรอน เป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จกับ ลาซิโอ ในกัลโช ซีรีส์ เอ ก่อนจะย้ายมาอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยเงินก้อนโตในปี 2001 แต่ระหว่างนั้นคู่กองกลางของปีศาจแดงกำลังลงตัวด้วยการมี พอล สโคลส์ คู่กับ รอย คีน อยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องยากที่ เวรอน จะได้เล่นตำแหน่งถนัดของตัวเอง
สโคลส์ เคยบอกว่า เวรอน เป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์มากกว่า เอริก คันโตนา อดีตซูเปอร์สตาร์ของทีมซะอีก แต่เมื่อลงมาเล่นร่วมกันจริงๆ แล้ว เวรอน ต้องเจอกับบอลที่เร็ว และเอาบอลไปข้างหน้าให้เร็วที่สุดตามอย่างฟุตบอลอังกฤษ ทำให้เหมือนกับว่า 2 นักเตะแดนกลางของแมนฯ ยูไนเต็ดเล่นกันไปคนละสไตล์ และภายหลัง เวรอน ก็ออกมายอมรับด้วยตัวเองว่าไม่เคยมีความสุขกับการเล่นในอังกฤษ
ฟรานเชสโก ต็อตติ - อเลสซานโดร เดล ปิเอโร (อิตาลี)
ฟรานเชสโก ต็อตติ คือสัญลักษณ์ของ "หมาป่า" โรมา และ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร คือสัญลักษณ์ของ "ม้าลาย" ยูเวนตุส ทั้งคู่ถือว่าเป็นจอมเทคนิคของวงการฟุตบอลอิตาเลียนในยุคเดียวกัน และน่าจะเป็นคู่กองหน้าที่ทำให้อิตาลีประสบความสำเร็จในฟุตบอลโลกได้
ทั้งคู่มีโอกาสได้เล่นร่วมกันแบบจริงๆ จังๆ ในฟุตบอลโลก 2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น แต่ผลงานไม่ออกมาอย่างที่หวัง จนมาถึงยูโร 2004 โจวานนี ตราปัตโตนี เลือกที่จะสร้างทีมด้วยการใช้กองหน้าแบบหัวหอกเดี่ยว และตัวเลือกแรกคือ คริสเตียน วิเอรี ขณะที่ เดล ปิเอโร กับ ต็อตติ นั้นได้อยู่ในสนามร่วมกันเพียงแค่ชั่วโมงเดียวในการแข่งขันทั้งทัวร์นาเมนต์ และอิตาลีก็ตกรอบแรกไป จนกระทั่งฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี ต็อตติ ได้เล่นเป็นจอมทัพแบบเต็มตัว ซึ่งอิตาลีก็ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์โลก ขณะที่ เดล ปิเอโร ไม่เคยทำผลงานให้อิตาลีได้ตามความคาดหวังเลย



