ข่าว

'พท.'ซัด'สุเทพ'อยากเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์

'พท.'ซัด'สุเทพ'อยากเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์

09 พ.ค. 2557

'พท.' อัด 'สุเทพ' ลุแก่อำนาจ ชี้ บำเพ็ญเพียรแค่ข้ออ้าง ธาตุแท้อยากเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ ติง 'สุรชัย' เรียกประชุมโดยตัวเองเป็นแคนดิเดท ปธ.วุฒิฯ ส่อขัดรธน.

 
                           9 พ.ค. 57  เมื่อเวลา 10.00 น.  ที่พรรคเพื่อไทย  นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส.ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. ในวันนี้ (9 พ.ค.) ว่า การอ้างว่าเป็นการบำเพ็ญเพียรนั้น ตนมองว่าเป็นการทำผิดกฎหมายซ้ำซาก แม้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ส่งฟ้องนายสุเทพ กับพวกรวม 51 คน ในข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ก็ยังไม่เกรงกลัวกฎหมาย ประกาศเดินทางไปยังสื่อมวลชนต่างๆ เพื่อกดดัน ว่าอย่าเสนอข่าวของรัฐบาล ให้เกี่ยวสัญญาณของ กปปส.แทน นี่คือการกระทำที่ตรงข้ามกับการบำเพ็ญเพียร เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญา ลุแก่อำนาจ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย และหนักกว่านั้น คือ นายสุเทพ ยังประกาศว่า ให้เวลาประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา และประธานกกต. 3 วัน ในการหาทางออกให้ประเทศ ไม่เช่นนั้นจะจัดการด้วยวิธีของตัวเอง ซึ่งเป็นลักษณะของการก่อการกบฏในแผ่นดิน เป็นภัยต่อความมั่นคง ทั้งนี้ ตนและทีมกฎหมายจะรวบรวมหลักฐานเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายสุเทพ และพวกข้อหาเป็นกบฏต่อแผ่นดิน และขอเรียกร้อง ผบ.เหล่าทัพ ให้ดำเนินการเอาผิดกับนายสุเทพ รวมทั้งแสดงจุดยืนของกองทัพในเรื่องนี้ด้วย เพราะวันนี้ นายสุเทพ แสดงธาตุแท้ให้เห็นแล้วว่า อยากเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ ใครที่เห็นว่าการกระทำไม่ชอบก็ให้ไปแจ้งความที่โรงพักทั่วประเทศด้วย
 
 
 
 
ทีม ก.ม.พท.ติง 'สุรชัย' เรียกประชุมโดยตัวเองเป็นแคนดิเดท ปธ.วุฒิฯ ส่อขัดรธน.
 
 
                           นายพร้อมพงศ์ พร้อมด้วยนายพิชิต ชื่นบาน คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวถึงการประชุมวุฒิสภา ที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการเลือกประธานวุฒิสภาในวันนี้ (9 พ.ค.) โดยนายพิชิต กล่าวว่า หากมีการเสนอญัตติเลือกประธานวุฒิสภานั้น น่าจะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในครั้งนี้ มี 2 วาระ คือ การเห็นชอบผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และการสรรหาตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น ไม่มีวาระการเลือกประธานวุฒิสภา อีกทั้งในหนังสือเรียกประชุมที่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา รักษาการประธานวุฒิสภา ส่งไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น ก็มีเพียง 2 วาระข้างต้น 
 
                           นอกจากนี้ นายสุรชัย ยังเป็นแคนดิเดทประธานวุฒิสภาอีกด้วย จึงต้องระวังให้มาก เพราะเป็นผู้ที่เรียกประชุมเอง และก็ยังไม่ได้มีการถอนตัวแต่อย่างใด จึงอาจจะเป็นการเรียกประชุมเพื่อเป็นการแต่งตั้งตัวเองได้
 
                           ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเลือกประธานวุฒิสภา ต้องดำเนินการในการประชุมสมัยสามัญ เพื่อให้เวลาแก่ผู้ที่ถูกเสนอชื่อได้แสดงวิสัยทัศน์ แต่ดูเหมือนว่าการดำเนินการในครั้งนี้ ลุกลี้ลุกลน เป็นการตั้งประธานวุฒิสภา เพื่อโยงกับนายกฯ มาตรา 7 ใช่หรือไม่
 
 
 
 
ยัน 'นิวัฒน์ธำรง' ยื่นทูลเกล้าฯ ร่างพ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งได้ 
 
 
                           นายพร้อมพงศ์ พร้อมด้วยนายพิชิต ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ตั้งข้อสังเกตว่า นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี สามารถยื่นทูลเกล้าฯ ร่างพ.ร.ฎ.แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. ...  ได้หรือไม่ 
 
                           โดยนายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พ้นสภาพความเป็นรัฐมนตรี นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. ซึ่งเป็นนักกฎหมายก็ออกมาระบุว่า การที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ จะเป็นผู้ยื่นทูลเกล้าฯ ร่างพ.ร.ฎ.เลือกตั้งไม่น่าจะมีปัญหา แต่นายสมชัย กลับตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องนี้ จึงมีคำถามว่า เป็นการพยายามยื้อการเลือกตั้งออกไปใช่หรือไม่ 
 
                           ทั้งนี้ ด้วยพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินนั้น สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เหมือนนายกฯ ทุกประการ เหมือนกรณีที่รองนายกฯ จะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ กรณีที่นายกฯ มีภารกิจในต่างประเทศ ส่วนกรณีที่ กกต.ขอนัดรัฐบาลพูดคุยถึงการยื่นร่างพ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ในวันที่ 14 พ.ค.นั้น เชื่อว่าพรรคการเมืองต่างๆ และประชาชนจำนวนมากต้องการให้ กกต.รีบดำเนินการในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้มีการเสนอร่างพ.ร.ฎ.เลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 20 ก.ค.เพื่อเป็นทางออกของประเทศ
 
                           นายพิชิต กล่าวว่า นายนิวัฒน์ธำรง สามารถยื่นทูลเกล้าฯ ร่างพ.ร.ฎ.เลือกตั้งได้ เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 171 ยังคงมีอยู่ และคณะรัฐมนตรีชุดดังกล่าวมีมติตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ให้นายนิวัฒน์ธำรง ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ จึงสามารถดำเนินการต่างๆ ได้ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้ ไม่กระทบกับประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้ในคำร้องของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ที่ยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญนั้น ขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ คนเดียวเท่านั้น แต่คำวินิจฉัยที่ออกมามีรัฐมนตรีถึง 9 คน ที่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปด้วย ซึ่งเป็นการตีความกฎหมายแบบกว้าง โดยที่รัฐมนตรีทั้ง 9 คน ไม่มีโอกาสในการแก้ต่าง คงเป็นเรื่องที่สังคม นักกฎหมาย ต้องวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไปว่า เป็นการวินิจฉัยเกินคำขอหรือไม่
 
 
 
 
โวย ป.ป.ช.ไต่สวนขัด รธน.คดีจำนำข้าว
 
 
                           นายพิชิต กล่าวถึงกรณี ป.ป.ช.ลงมติชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีละเลยการแก้ปัญหาการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โดยส่งเรื่องให้ ส.ว.ดำเนินการถอดถอนต่อไปว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก ป.ป.ช. โดยตั้งข้อสังเกตการลงมติของ ป.ป.ช. ว่า ป.ป.ช.นำสำนวนการร้องถอดถอนของพรรคประชาธิปัตย์ มารวมกับสำนวนคดีอาญา ถือว่ากระทำขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่ให้แยกกระบวนการไต่สวนคดีถอดถอน และคดีอาญา ออกจากกันหรือไม่ เพราะคำร้องถอดถอนของพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า มีหลักฐานเป็นพยาน 2 ปาก และคำอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่ ป.ป.ช.กลับไปนำพยานหลักฐานในส่วนคดีอาญาของ ป.ป.ช.เอง เรื่องข้อมูลคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว ซึ่งผู้ร้องไม่ได้นำเสนอ มารวมพิจารณาในคดีถอดถอนด้วย เหมือนเป็นการเติมเต็มหลักฐานให้สำนวนผู้ถูกร้อง ทั้งที่คำร้องถอดถอนของพรรคประชาธิปัตย์ควรเป็นเรื่องที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มีหน้าที่นำหลักฐานไปเสนอต่อ ป.ป.ช.ให้พิจารณาชั่งน้ำหนัก ว่าพยานหลักฐานตามคำร้องมีหลักฐานที่ควรเชื่อถือได้อย่างไร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคสอง แต่ ป.ป.ช.กลับนำหลักฐานของ ป.ป.ช.ไปรวมด้วย ทำให้การพิจารณาชั่งน้ำหนักหลักฐานของ ป.ป.ช.กลายเป็นการพิเคราะห์หลักฐานของ ป.ป.ช.เอง ไม่ใช่พิเคราะห์หลักฐานของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นการขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เคยทักท้วงในประเด็นนี้ไปแล้ว แต่ ป.ป.ช.ไม่รับฟัง อ้างว่ามีอำนาจทำได้ เพราะเป็นระบบไต่สวน
 
                           นายพิชิต กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คงต้องเตรียมหลักฐานมาชี้แจงและแก้ต่างในชั้นของวุฒิสภาแทน เพราะ ป.ป.ช.ตัดสินคดีไปแล้ว แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใด ป.ป.ช. จึงมาลงมติชี้มูลความผิดโครงการรับจำนำข้าวต่อจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพิกถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งสององค์กรชอบวินิจฉัยคดีต่อเนื่องกัน และในวันรุ่งขึ้น วุฒิสภาก็ยังจะเปิดประชุมเพื่อเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่ ทำไมทุกอย่างมาบังเอิญสอดคล้องกันหมด ไม่รู้เกิดขึ้นได้อย่างไรในกระบวนการยุติธรรม