ข่าว

คำแถลงป.ป.ช. ดาบสองเชือดยิ่งลักษณ์

คำแถลงป.ป.ช. ดาบสองเชือดยิ่งลักษณ์

09 พ.ค. 2557

คำแถลงป.ป.ช. ดาบสองเชือดยิ่งลักษณ์

 
                           หมายเหตุ - เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 8 พฤษภาคม นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ศ.พิเศษวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. และนายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ ป.ป.ช. แถลงผลการพิจารณาไต่สวนในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ กรณีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล
 
 
 
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ :
 
 
                           ตามที่ประธานวุฒิสภาได้ส่งคําร้องขอให้วุฒิสภาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะมีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจํานําข้าวและการระบายข้าว และมีเหตุควรสงสัยว่า นายกรัฐมนตรีเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นตามอํานาจหน้าที่โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ไต่สวนข้อเท็จจริงโดยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะเป็นองค์คณะในการไต่สวนนั้น
 
                          บัดนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะได้ดําเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติด้วยคะแนนเสียง 7 ต่อ 0 เสียง เห็นว่าพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหามีมูลเป็นการส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 และเป็นการส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเป็นเหตุแห่งการถอดถอนออกจากตําแหน่ง จึงนําเสนอสํานวนดังกล่าวต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณา 
 
                           คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีและอยู่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลซึ่งได้กําหนดนโยบายจํานําข้าวมาตั้งแต่ต้น และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ที่มีอํานาจหน้าที่ในการกําหนดนโยบายและการมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการ ซึ่ง ป.ป.ช.ได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ถูกกล่าวหาถึง 2 ครั้งแล้วว่าโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดปัญหาและความเสียหายอย่างยิ่ง ทั้งจะก่อให้เกิดการ ทุจริตในทุกขั้นตอนของกระบวนการรับจํานํา นอกจากนี้ผู้ถูกกล่าวหายังรับทราบปัญหาในการดําเนินโครงการจากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งรายงานผลการดําเนินโครงการที่ผ่านมา ว่ามีผลขาดทุนสะสมสูงถึง 3 แสนกว่าล้านบาท อีกทั้งหนังสือของสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งผลการตรวจสอบโครงการสรุปได้ว่าโครงการมีจุดอ่อนหรือความเสี่ยงในทุกขั้นตอนตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเกษตรกรจนถึงการระบายข้าว ซึ่งเป็นช่องทางนําไปสู่การสวมสิทธิ์การจํานําและการทุจริตในโครงการ เกิดผลกระทบสร้างความเสียหายต่อเงินงบประมาณแผ่นดินทั้งเกษตรกรและเสี่ยงต่อระบบการคลังของประเทศ ไม่เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน 
 
                           แม้ในชั้นนี้พยานหลักฐานยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการทุจริตหรือสมยอมให้เกิดการทุจริตหรือไม่ก็ตาม แต่การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎรว่าจะป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง โดยยึดหลักความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ทั้งไม่พิจารณาระงับยับยั้งโครงการตั้งแต่เริ่มรับทราบความเสียหายอันร้ายแรงที่สุดของประเทศจากการดําเนินโครงการ จึงมีมติ 7 ต่อ 0 เสียงว่าพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 และส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 11 (1) อันเป็นเหตุแห่งการถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาออกจากตําแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 จึงให้แยกสํานวนการถอดถอนส่งไปยังวุฒิสภา เพื่อดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ต่อไป  
 
                           ส่วนคดีอาญานั้น ที่ประชุมมีมติให้ดําเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปจนกว่าจะสิ้นกระแสความ ทั้งนี้โดยไม่ตัดพยานที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างมาในคําร้องขอนําสืบแก้ข้อกล่าวหาหลังสุด โดยให้นําไปพิจารณาในสํานวนคดีอาญาต่อไป  
 
 
 
นายประสาท พงษ์ศิวาภัย  :
 
 
                           ผมขอเรียนว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และถือว่าผู้ใหญ่มากของประเทศ เพราะฉะนั้นท่านประธานได้กรุณากล่าวไว้ว่า เราจะถือทางปฏิบัติว่าเพื่อให้รอบคอบและชัดเจนยิ่งขึ้น จึงได้ตั้งองค์คณะไต่สวนโดยใช้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะ เป็นองค์คณะไต่สวน โดยมี ผม นายประสาท พงษ์ศิวาภัย และอาจารย์วิชา มหาคุณ เป็นกรรมการผู้รับผิดชอบสำนวน ที่จริงมีท่านอาจารย์กล้านรงค์ จันทิก ด้วย แต่ท่านพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไปก่อน ก็เลยเหลือ 2 ท่าน  (นายประสาทแถลงแก้ตอนท้ายว่า ผิดไปนิดหนึ่งที่ว่าเรื่องพิจารณาในขณะนี้ที่เราพิจารณากรณีถอดถอนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีท่าน อ.วิชา กับผม 2 คน เป็นกรรมการที่รับผิดชอบสำนวน ส่วนที่เอ่ยถึง อ.กล้านรงค์ อ.วิชา กับผมนั้น นั่นเมื่อครั้งที่เป็นกรรมการรับผิดชอบคดีที่กล่าวหาว่าทุจริตการจำนำข้าวของคุณบุญส่ง แล้วต่อมาท่านกล้านรงค์ ท่านเกษียณไป ก็เลยเหลือผมกับท่าน อ.วิชา นั่นอีกคดีหนึ่ง แต่คดีนี้มีผม กับท่าน อ.วิชา 2 คน รับผิดชอบสำนวน)  
 
                           ผมเรียนตรงนี้เพื่อให้เห็นว่า เราได้ใช้ความรอบคอบมากในเรื่องนี้ และเปิดโอกาสอย่างเต็มที่ที่จะดำเนินการให้โปร่งใส เที่ยงธรรม กับผู้ถูกกล่าวหา ได้ปฏิบัติตามระเบียบการไต่สวนข้อเท็จจริง ตามประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่าด้วยการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ.2555 โดยเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหา คือท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ได้อ้างพยานชี้แจงทั้งเอกสารและด้วยวาจาอย่างเต็มที่  ผมขอสรุปในเรื่องการอ้างพยานของท่านว่า ท่านได้อ้างพยานมาครั้งแรก 11 ปาก ป.ป.ช.ได้ดูแล้วเห็นว่า ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่กล่าวหา เพียง 4 ปาก เราก็สอบ 4 ปาก โดยมีปากหนึ่งขอผลัดไป 1 สัปดาห์ เพื่อไปประชุมที่ต่างประเทศ เราก็รอ เพราะเราเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาในสำนวน อย่างนี้เราเปิดโอกาสเต็มที่เลย แม้รอ 1 อาทิตย์ เราก็ยอม ตามนั้นเลย หลังจากนั้นเราก็สอบทั้ง 4 ปาก แล้วก็คิดว่าคงเสร็จสิ้น แต่ท่านอดีตนายกฯ ท่านได้ขอมาอีกครั้งหนึ่ง คือ 7 ปากเดิม ซึ่ง ป.ป.ช.ก็พิจารณาแล้วเห็นว่า เราได้พิจารณาไปแล้วเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ที่จะต้องถูกกล่าวหาในเรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ถูกกล่าวหาในครั้งนี้ และเรามีข้อเท็จจริงเพียงพอแล้ว เราจึงยืนยันตามเดิมไป  
 
                           ต่อมา ท่านก็เสนอมาอีก 6 ปาก ซึ่ง 6 ปากนั้นก็อยู่ใน 7 ปากเดิมที่เราปฏิเสธไป โดย 5 ปากใน 6 ปากนั้น ท่านมีเอกสารมาด้วย เราก็รับเอาไว้ ในเอกสารทั้ง 5 ปากนั้น เอาไว้หมด เพื่อจะได้ประกอบในสำนวนพิจารณาให้ความเป็นธรรม และสุดท้าย ล่าสุด ท่านได้ขอมาอีก 6 ปากใหม่ ไม่ได้เกี่ยวกับพยานเดิมเลย ตรงนี้เราก็เห็นความสำคัญว่า ขณะนี้เรากำลังพิจารณาเรื่องพิธีการว่าส่อจงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามข้อบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ หรือข้อกฎหมาย แต่อย่างไรก็ดี เพื่อประโยชน์ของผู้ถูกกล่าวหา เราก็ไม่ตัดพยาน ก็นำพยานใหม่ทั้ง 6 ปาก ไปรวมไว้ในการที่จะพิจารณาในสำนวนคดีอาญาต่อไป เพราะว่ามันจะมีถึงเรื่องการพิจารณาในเรื่องคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหาด้วยในโอกาสไป 
 
                           เพราะฉะนั้นเราก็รวบรวมเอาไว้เพื่อให้ความเป็นธรรมกับท่าน  ก็ต้องขอขอบพระคุณคุณยิ่งลักษณ์ ที่ท่านได้เข้าสู่กระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ ก็ถือว่าท่านได้แสดงสปิริตของท่านในส่วนนี้ ขอโทษด้วยที่เราไม่สามารถจะให้ได้สืบพยานครบที่ท่านต้องการ เพราะอย่างที่ผมนำเรียน ซึ่งเป็นไปตามการวินิจฉัยที่เป็นไปตามข้อกฎหมายและระเบียบของเราโดยเคร่งครัด  
 
 
 
นายวิชา มหาคุณ  :
 
 
                           แม้ในชั้นนี้ พยานหลักฐานยังไม่ปรากฏชัดเจนว่า ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการทุจริต หรือสมยอมให้เกิดการทุจริต หรือไม่ก็ตาม แต่การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า จะป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง โดยยึดหลักความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ทั้งไม่พิจารณายับยั้งโครงการตั้งแต่เริ่มรับทราบความเสียหายร้ายแรงที่สุดของประเทศ จากการดำเนินการโครงการดังกล่าว คณะกรรมการจึงมีมติ 7 ต่อ 0 เสียง ว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหา เป็นการส่อว่า จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 และส่อว่า จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 11(1) อันเป็นเหตุแห่งการถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 จึงให้แยกสำนวนการสอบสวนส่งไปยังวุฒิสภา เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ส่วนคดีอาญานั้น ที่ประชุมมีมติให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไป จนกว่าจะสิ้นกระแสความ ทั้งนี้ โดยไม่ตัดพยานที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างมาในคำร้อง ขอนำสืบแก้ข้อกล่าวหาหลังสุด โดยให้นำไปพิจารณาในสำนวนคดีอาญาต่อไป จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน  
 
 
 
ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ :
 
 
                           เรื่องถอดถอนมันจะมีเรื่องห้ามไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ 5 ปีด้วย ในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่างกรณีอื่นๆ ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว เราก็ยื่นไป ทางวุฒิสภาก็พิจารณาแล้วเห็นว่ายังมีกรณีที่ยังเหลืออยู่ คือห้ามไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งทางการเมือง เป็นระยะเวลา 5 ปี ก็เป็นเรื่องของวุฒิสภาต้องดำเนินการต่อไป