ข่าว

'เฉลิม'ยังไม่พ้น'ผอ.ศอ.รส.'

'เฉลิม'ยังไม่พ้น'ผอ.ศอ.รส.'

08 พ.ค. 2557

'ศอ.รส.' ระบุ 'เฉลิม' ยังไม่พ้นตำแหน่งผอ. ยัน แถลงการณ์ไม่ได้กดดันศาล เผย อัยการสั่งฟ้อง 51 แกนนำกปปส.แล้ว 'สุเทพ-ชุมพล' โดน 'ก่อการร้าย' เพิ่มอีก 1 ข้อหา

 
                           8 พ.ค. 57  เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ บช.ปส.  น.ส.สิริมา สุนาวิน คณะทำงานศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) แถลงภายหลังการประชุมศอ.รส. ว่า จากการที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 7 พ.ค. กรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง และยังได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีที่มีส่วนร่วมในการลงมติในคราวนั้น ต้องสิ้นสุดไปด้วยนั้น ในวันนี้ (8 พ.ค.) ที่ประชุม ศอ.รส. ได้ร่วมกันพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ศอ.รส. ดังนี้ 
 
                           1. เกี่ยวกับสถานภาพของ ศอ.รส. ที่ประชุม มีความเห็นว่า ศอ.รส. เป็นหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง ดังนั้น คำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ ศอ.รส. แต่อย่างใด
 
                           2. สถานภาพของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. ที่ประชุม ศอ.รส. มีความเห็นว่า การดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ศอ.รส. ของ ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ได้สิ้นสุดหรือพ้นไปจากผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง กรณีกระทำการต้องห้ามตามมาตรา 182 (7) แห่งรัฐธรรมนูญ ย่อมต้องหมายถึง ความเป็นรัฐมนตรีในขณะที่ได้ร่วมพิจารณาและมีมติในการประชุมรัฐมนตรีครั้งนั้นๆ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ร.ต.อ.เฉลิม ในขณะนั้น ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาได้มีการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวแล้ว ฉะนั้น การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในภายหลังจนถึงปัจจุบัน จึงเป็นการดำรงตำแหน่งที่มิได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณา และมีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งดังกล่าว จึงไม่น่าเป็นเหตุที่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ต้องสิ้นสุดลงอีก
 
                           กรณีดังกล่าวย่อมเป็นผลเช่นเดียวกันกับนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษา ศอ.รส. ก็ย่อมพ้นไปเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพียงตำแหน่งเดียว แต่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งภายหลังอีกตำแหน่งหนึ่ง จึงหาพ้นไปตามผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐมนธรรมนูญแต่อย่างใด
 
                           น.ส.สิริมา กล่าวต่อว่า ตามที่ ศอ.รส. ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 3 เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และกลุ่มผู้สนับสนุน กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่ผ่านมา ศอ.รส. ขอเรียนว่า เหตุที่ต้องออกแถลงการณ์ดังกล่าว เนื่องจากขณะนั้นมีข้อมูลอย่างเพียงพอที่ได้บ่งชี้ว่าจะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ ศอ.รส. โดยเฉพาะการระดมจัดมวลชนให้มีการชุมนุมใหญ่ทั้งของ กปปส. และ นปช. และกลุ่มอื่นๆ ในลักษณะท้าทายและแข่งขันกัน ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ คือ การวินิจฉัยขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ 2 องค์กร คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ศอ.รส. มีความกังวลและห่วงใยต่อสถานการณ์ในขณะนั้นอย่างมาก เพราะขณะนั้นความขัดแย้งและการจัดแนวร่วมของแต่ละฝ่ายขยายตัวในวงกว้าง มีกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนและคัดค้านแต่ละฝ่ายจำนวนมาก และมีการกล่าวหาว่าองค์กรอิสระบางองค์กรเป็นแนวร่วมกับบางกลุ่มด้วย ตลอดจนมีความพยายามจัดการเลือกตั้งให้เนิ่นช้าออกไป เพื่อให้ปัญหาลุกลามและเกิดสุญญากาศตามแนวทางของบางฝ่าย
 
                           ศอ.รส. ขอยืนยันว่าในการออกแถลงการณ์ดังกล่าว ศอ.รส. มิได้มีเจตนาที่จะก้าวล่วง หรือกดดันการพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แต่แถลงการณ์ดังกล่าวมีจุดประสงค์สำคัญในการป้องกัน ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ของ ศอ.รส. อันเป็นความจำเป็นที่ไม่อาจจะละเลยได้
 
                           น.ส.สิริมา กล่าวว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง และจะทำให้การบริหารประเทศยังคงดำเนินต่อไปได้จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ศอ.รส. ของดเว้นที่จะมีความเห็นต่อเนื้อหาสาระของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ ศอ.รส. ยังยืนยันว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวยังคงนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย เช่น เหตุยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ รวมทั้งเหตุปาระเบิดเข้าใส่บ้านพักของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อคืนที่ผ่านมา
 
                           ทั้งนี้ ศอ.รส. ได้ปรับแผนอัตรากำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุมใหญ่ของ กปปส. ซึ่งในวันที่ 9 พ.ค. และการชุมนุมใหญ่ของ นปช. ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 10 พ.ค. อย่างไรก็ตาม ศอ.รส. ขอเรียกร้องประชาชนให้ใช้วิจารณญาณหลีกเลี่ยงการร่วมชุมนุม ไม่ว่ากับกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่ม นปช. เพื่อความปลอดภัย โดยล่าสุด ศอ.รส. ก็ได้รับรายงานถึงการใช้ความรุนแรงของการ์ด กปปส. ที่ได้ทำร้ายนักข่าวต่างประเทศที่ไปทำข่าวที่ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา และแม้ว่าการเข้าร่วมการชุมนุมจะเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ แต่หากมีการกระทำผิดกฎหมายอย่างหนึ่งอย่างใดในการเข้าร่วมชุมนุมแล้ว ก็จะต้องถูกดำเนินคดีทุกคนไปโดยไม่มีการละเว้น ส่วนแกนนำทุกคนจะต้องรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง โดย ศอ.รส. จะบังคับใช้กฎหมายกับผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อป้องกันเหตุร้ายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น
 
                           น.ส.สิริมา กล่าวว่า ศอ.รส.ได้รับรายงานว่า ตามที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อันประกอบด้วยพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการ ได้ร่วมกันทำการสอบสวนคดีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. ชุดที่ 1 รวม 52 คน และส่งสำนวนการสอบสวนไปให้พนักงานอัยการพิจารณานั้น ในวันนี้ ศอ.รส. ได้รับแจ้งว่า พนักงานอัยการของสำนักงานอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้องแกนนำชุดที่ 1 ทั้งสิ้น 51 คน และสั่งไม่ฟ้องเพียง 1 คน และได้ฟ้องคดีกับแกนนำที่มีตัวอยู่ในอำนาจของศาลแล้ว 2 คน คือ นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม และนายสกลธี ภัททิยกุล ส่วนแกนนำคนอื่นๆ จะได้ดำเนินการออกหมายจับ เพื่อนำตัวมาฟ้องโดยเร็วต่อไป
 
                           สำหรับฐานความผิดที่พนักงานอัยการส่งฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. ชุดที่ 1 ทั้ง 51 คนนั้น มีทั้งสิ้น 9 ฐานความผิด คือ 
 
                           1. ร่วมกันเป็นกบฏ 
 
                           2. กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน 
 
                           3. มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ 
 
                           4. มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกไปแต่ไม่เลิก 
 
                           5. ยุยงให้ร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงาน งดจ้าง เพื่อบังคับรัฐบาล
 
                           6. ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน 
 
                           7. ร่วมกันขัดขวางเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง และร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง 
 
                           8. ร่วมกันกระทำการโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อไม่ให้ผู้เลือกตั้งสามารถใช้สิทธิ์ได้ หรือขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้งหรือเข้าไป ณ ที่ลงคะแนนเลือกตั้ง 
 
                           9. ร่วมกันเป็นอั้งยี่ หรือซ่องโจร 
 
                           ทั้งนี้ สำหรับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายชุมพล จุลใส พนักงานอัยการได้สั่งฟ้องในฐานความผิดร่วมกันก่อการร้าย เพิ่มเติมอีก 1 ข้อหาด้วย