ข่าว

'ปชป.'ย้ำไม่มีทฤษฎีสมคบคิด

'ปชป.'ย้ำไม่มีทฤษฎีสมคบคิด

08 พ.ค. 2557

'ปชป.' โต้ แถลงการณ์ 'พท.' ยัน หนุน ปชต.ยึดก.ม. ย้ำคำวินิจฉัย ศร.ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด แต่เป็นผลแห่งกรรมจากการลุแก่อำนาจของรัฐบาลที่ยึด 'กฎกู - เมินกฎหมาย'

 
                           8 พ.ค. 57  นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้แถลงการณ์พรรคเพื่อไทยที่กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ 8 ข้อว่า ขอให้หยุดพูดครึ่งเดียว ใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ องค์กรอิสระและประชาชน ที่แสดงออกตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นแถลงการณ์ที่ซ้ำเติมวิกฤตการเมือง จึงขอเรียกร้อง 8 ข้อ ไปยังพรรคเพื่อไทย ดังนี้ 
 
                           1. ยืนยันพรรคสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำให้พรรคไม่เคยถูกยุบพรรค 
 
                           2. สนับสนุนการแก้ปัญหาตามกรอบรัฐธรรมนูญ 
 
                           3. สนับสนุนการเลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ 
 
                           4. คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด แต่เกิดจากการกระทำหลงอำนาจของรัฐบาล ที่คิดว่าประเทศเป็นของคนตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ไม่ยึดกฎหมายเอาแต่กฎกู 
 
                           5. ขอให้หยุดใส่ร้ายองค์กรอิสระ ข้าราชการที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ แต่ให้ยอมรับการทำหน้าที่ของทุกองค์กร 
 
                           6. ยอมรับคำวินิจฉัยทุกองค์กรอย่างมีสติไม่ใช่มีอคติ เพราะการมีอคติทำให้ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ 
 
                           7. ให้พรรคเพื่อไทยหยุดปลุกระดมมวลชน เพื่อประโยชน์ทางการเมืองจนนำไปสู่ความรุนแรง 
 
                           8. ขอให้ระมัดระวังในการเร่งการเลือกตั้ง เพราะที่สุดการเลือกตั้งอาจนำไปสู่การสูญเปล่าเหมือนวันที่ 2 ก.พ. 57 ที่ต้องสูญเสียทั้งงบประมาณกว่า 3,800 ล้านบาท และชีวิตประชาชน แต่การเลือกตั้งไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งพรรคเพื่อไทยต้องรับผิดชอบ
 
                           "พรรคเพื่อไทยปฏิเสธแผนเดินหน้าประเทศไทย ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จนสถานการณ์การเมืองเดินเข้าสู่ปัญหาที่หาทางออกไม่ได้ จึงขอให้แสดงความรับผิดชอบด้วย และขอให้การเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตาม อยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ขอให้ประชาชนมีสติอย่าฟังการปลุกระดมให้ใช้อาวุธ เพื่อสร้างความวุ่นวาย และคนที่ปลุกระดมต้องรับผิดชอบ อย่าทำเหมือนในอดีตที่บอกเผาเลย ผมรับผิดชอบเอง แต่วันนี้ไม่รับผิดชอบ ขอให้ตำรวจดูแลอย่าให้เอาคนที่อื่นมาฆ่าคนไทย และขอให้ดูประวัติศาสตร์คนปลุกระดมได้ดี เป็นอำมาตย์แต่ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ เลย"
 
 
 
 
มองคำวินิจฉัย 'ศร.' มีผลดี 5 ประการ
 
 
                           นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงปฏิกิริยาของแต่ละฝ่ายเกี่ยวกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตาม โดยไม่มีข้อแม้ และไม่ควรดำเนินการปลุกระดมให้ประชาชนออกมาแสดงความเห็น หรือแสดงพลังไม่เห็นด้วย หรือคัดค้านคำวินิจฉัย เพื่อให้คำวินิจฉัยทำให้บ้านเมืองเดินหน้าได้ 
 
                           รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวมีผล 5 ประการ คือ 
 
                           1. รักษาหลักนิติรัฐ นิติธรรม และความถูกต้องของบ้านเมือง 
 
                           2. ผดุงระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลของราชการเพิ่มมากขึ้น 
 
                           3. เป็นบทเรียนการใช้อำนาจโดยมิชอบหรือลุแก่อำนาจ ของผู้มีอำนาจทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารหรือฝ่ายใดก็ตาม 
 
                           4. มีส่วนช่วยป้องกันการใช้ตำแหน่งหน้าที่ การใช้อำนาจรัฐ เอื้อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง 
 
                           5. ทำให้ข้าราชการที่มีจุดยืนซื่อสัตย์ สุจริต ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมบ้านเมือง มีที่ยืนในสังคม และมีกำลังใจเป็นข้าราชการที่ดีให้ประเทศต่อไป 
 
                           เพราะฉะนั้นคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงเป็นการช่วยผดุงความยุติธรรมและความถูกต้อง จึงหวังว่าจะไม่มีการบิดเบือนคำวินิจฉัยเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้องอีกต่อไป
 
                           นายองอาจ กล่าวว่า เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตี มีการแถลงหลายอย่างต่อสาธารณชน ซึ่งก็เห็นใจที่ต้องพ้นตำแหน่ง แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ควรเห็นใจคนไทยที่ต้องทนทุกข์ทรมานตลอด 2 ปีกว่าที่บริหารประเทศ เพราะวิกฤตในบ้านเมืองเป็นผลพวงจากการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทุ่มเททำงานเพื่อประโยชน์ของคนในครอบครัว ด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรมล้างผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของตัวเอง 
 
                           รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อีกทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังบอกว่ายึดหลักความซื่อสัตย์ สุจริต ทั้งๆ ที่ความจริงที่ปรากฏตลอดการบริหารของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น พบว่าดัชนีชี้วัดการปราบทุจริตตกต่ำอย่างน่าใจหาย ที่สำคัญคือการอ้างว่าไม่มีพฤติกรรมทุจริตตามที่ถูกกล่าวหานั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ รู้อยู่แก่ใจดีและต้องไม่ปฏิเสธว่า ได้ปล่อยปละละเลยทำให้เกิดการทุจริตเป็นดอกเห็ด โดยเฉพาะโครงการจำนำข้าว ที่ ป.ป.ช.กำลังไต่สวนเพื่อชี้มูลความผิดในขณะนี้
 
                           "ที่บอกว่าไม่เคยเอื้อประโยชน์ ไม่ทำขัดรัฐธรรมนูญ ยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรมนั้น ถ้าได้ฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนอำลาตำแหน่ง ก็น่าจะเห็นว่าสิ่งที่ศาลพิจารณา กรณีย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้หนึ่งผู้ใด คำกล่าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงไม่เป็นความจริง เช่นเดียวกับที่อ้างว่าไม่ได้ฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ก็ชัดเจนว่า มีการกระทำต้องห้ามจนต้องพ้นตำแหน่ง แต่กลับแถลงในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริง แทนที่จะยอมรับการกระทำของตัวเอง ว่าก่อให้เกิดความผิดพลาดบกพร่องอย่างมากมาย กลับไม่ยอมรับความผิดพลาดเหล่านั้น และไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นเงื่อนไขของปัญหาบ้านเมือง จึงอยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เห็นใจประชาชนด้วยการยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรมตามที่พูด เข้าสู่การตรวจสอบขององค์กรอิสระ โดยไม่ทำลายระบบตรวจสอบ เพื่อพิสูจน์ความจริงใจในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี"