
'ปชป.'ซัด'ศอ.รส.'ทำตัว'พ่อ'ทุกสถาบัน
07 พ.ค. 2557
'ปชป.' ปราม 'ศอ.รส.' ทำงานตามหน้าที่ อย่าทำตัวเป็น 'พ่อ' ทุกสถาบัน บี้ ขอโทษ 'ศร.' หลังกล่าวหาวินิจฉัยเกินอำนาจ
7 พ.ค. 57 นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ออกแถลงการณ์ในลักษณะกดดันการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ศอ.รส.เป็นหน่วยงานของรัฐที่ตั้งขึ้น เป็นกาลเฉพาะ ฉะนั้นอย่าทำตัวเป็นพ่อ หรือผู้ปกครองของทุกสถาบัน องค์กร แต่ควรปฏิบัติให้ตรงตามหน้าที่ของตัวเอง ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร ก็เป็นดุลพินิจของศาล ที่จะวินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ กรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
นายราเมศ กล่าวว่า การที่ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีวิธีพิจารณาคดีที่ออกเป็นกฎหมายนั้น ขอให้ ศอ.รส.กลับไปอ่านรัฐธรรมนูญให้ดี เพราะเมื่อยังไม่มีกฎหมายที่ออกจากฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญออกข้อกำหนด ในการพิจารณาคดีได้เอง และกรุณากลับไปอ่านข้อกำหนดให้ดีว่า ไม่มีข้อไหนเลยที่ไม่เป็นธรรม หรือไม่ถูกต้อง เป็นข้อกำหนดในการอำนวยกระบวนการพิจารณาให้เป็นธรรมกับทุกฝ่ายเท่านั้น และข้อกำหนดนี้เช่นกันที่ตัดสินให้พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลชนะอยู่หลายคดี
นายราเมศ กล่าวว่า การที่แถลงว่าหลายคดีที่มีปัญหาเรื่องความยุติธรรม ส่วนมากคนที่ออกมาวิจารณ์ก็เป็นรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยกับพวกเท่านั้น เพราะเมื่อคดีไหนที่พวกตนไม่ได้ประโยชน์ก็บอกว่าไม่ยุติธรรม แต่พอคดีไหนที่ได้รับประโยชน์ ซึ่งมีหลายคดีก็ปิดปากเงียบ ล้วนเป็นพฤติการณ์ที่เอาแต่ได้ ดังนั้นการทำงานของ ศอ.รส.ชุดนี้ถือว่าน่าอับอายที่สุดเท่าที่เคยมีมา ที่ทำเกินอำนาจหน้าที่มาวิจารณ์ศาล ทั้งที่ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร จึงขอให้ทุกฝ่ายต้องให้ความเคารพ น้อมรับ อย่าทำตัวอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ เหนือความถูกต้อง เพราะบ้านเมืองที่วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ล้วนแล้วแต่เกิดจากการที่รัฐบาลและเสียงข้างมาก ทำผิดกฎหมาย ละเมิดต่อกฎหมายแทบทั้งสิ้น
บี้ 'ศอ.รส.' ขอโทษ 'ศร.' หลังกล่าวหาวินิจฉัยเกินอำนาจ
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดที่ร่วมลงมติย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมิชอบด้วยกฎหมาย พ้นความเป็นรัฐมนตรี ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐบาล และ ศอ.รส.พยายามกล่าวหา ที่เคยระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย ให้ครม.พ้นจากการรักษาการ แต่คำวินิจฉัยศาลชัดเจนว่า แม้ความเป็น รมต.ของ ครม.พ้นไปแล้ว แต่ยังปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่
"ดังนั้น ศอ.รส.ควรออกมาขอโทษศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมีหน้าที่รักษาความสงบ ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ แต่ ศอ.รส.กลับบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ เมื่อนายกฯ พ้นสภาพความเป็นรัฐมนตรี ก็ขอให้ทุกฝ่ายเคารพคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมีการอธิบายเหตุผลอย่างรอบคอบ ชัดเจน ขอให้ทุกฝ่ายยุติการนำศาลรัฐธรรมนูญมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ด้วยการยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง สร้างความตึงเครียด นำมวลชนมาเผชิญหน้า ขอให้บรรยากาศสงบตามคำวินิจฉัยของศาล แต่ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานภาพ ครม.ที่มีการตีความต่างกันเกี่ยวกับ ครม.ชุดแรก ที่ต้องพ้นสภาพนั้น มี 2 คน ที่ดำรงตำแหน่งเดิม มาจนถึงปัจจุบัน คือ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ส่วนคนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิม แต่มีการเปลี่ยนตำแหน่งใหม่ ต้องทบทวนตัวเองว่าต้องให้มีการตีความเพิ่ม หรือแสดงความรับผิดชอบโดยไม่ต้องทวงถาม"
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลาออกตามคำแนะนำของนายอภิสิทธิ์ ประเทศจะมีทางออกที่ชัดเจนกว่านี้ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องรับกรรมเหมือนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยเจอ ขอให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำประโยชน์ให้ประเทศ โดยเรียกร้องให้ ครม.ลาออก โดยแสดงออกได้ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง รมว.กลาโหม ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ ครม.คนอื่นลาออกตาม
"อยากขอว่ารัฐบาลอย่าพาประเทศตาบอดคลำช้าง เพราะสถานการณ์จะรุนแรงขึ้น แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะไม่มีตำแหน่ง แต่บทบาทตระกูลชินวัตรยังมี ขอให้เริ่มต้นใหม่เปิดทางให้มีการหารือที่ทุกฝ่ายยอมรับ เดินหน้าสู่การปฏิรูปประเทศ เพราะไม่มีความแน่นอนว่าการเลือกตั้ง 20 ก.ค. 57 จะเกิดขึ้นได้จริง หรือเกิดได้ ก็จะไม่เป็นที่ยอมรับ แต่อาจเป็นการเลือกตั้งเลือด และ กกต.ยังไม่ส่งร่างพระราชกฤษฎีกาให้ครม. ก็เป็นสัญญาณว่า แม้แต่ กกต.ก็กังวลว่าถ้ารวบรัดเลือกตั้งบนสถานการณ์เช่นนี้ เดาได้ว่าประชากรของประเทศจะลดไปอีกหลายสิบ หรือหลายร้อยคน กว่าจะถึงวันเลือกตั้ง จึงควรหยุดความสูญเสีย"



