
ฝันถึงจริยธรรมนักการเมือง
ฝันถึงจริยธรรมนักการเมือง : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
จริยธรรมในทางการเมืองเป็นจิตสำนึกของนักการเมืองในประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการตระหนักถึงหน้าที่ที่มีต่อประชาชนและความรับผิดชอบที่มีต่อชาติบ้านเมือง ขณะเดียวกันก็ยึดถือในสิ่งอันควรประพฤติและไม่ควรประพฤติ ทั้งในเรื่องการงานและส่วนตัว เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีและบรรทัดฐานทางสังคม
จริยธรรมนั้นเป็นแนวทางปฏิบัติของบุคคลที่มีอาชีพหรือหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับสังคม จนต้องมีการกำหนดขึ้นเป็นสิ่งที่เรียกว่าจรรยาบรรณ อาทิ จรรยาบรรณของครู จรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ จรรยาบรรณของทนายความ จรรยาบรรณของนักกีฬา และจรรยาบรรณของสื่อมวลชน เป็นต้น ซึ่งแต่ละองค์กรที่เกี่ยวข้องในวิชาชีพนั้นๆ ก็กำหนดข้อบังคับและบทลงโทษขึ้นมาเอง แต่ผมเข้าใจว่า บรรดานักการเมืองไทย ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องโดยตรงกับประชาชนและประเทศชาติ มิได้มีจรรยาบรรณควบคุมความประพฤติ หนำซ้ำยังได้รับเอกสิทธิ์จากการจับกุมคุมขังในสมัยของการประชุมรัฐสภาอีกด้วย
เรื่องเอกสิทธิ์จากการจับกุมคุมขังฯ นั้น เป็นการป้องกันมิให้ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลเผด็จการใช้วิธีการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม ด้วยการจับกุมหรือคุกคาม ส.ส.ของอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อไม่ให้สามารถเข้าร่วมการประชุมสภา และลงคะแนนเสียงได้ แต่ก็กลับเป็นเครื่องมือในการปกป้องนักการเมืองที่กระทำผิดไปโดยปริยาย ดังนั้นการมีคณะกรรมาธิการจริยธรรมของรัฐสภา เพื่อควบคุมดูแลจริยธรรมและจรรยาบรรณของสมาชิก เพื่อให้อยู่ในกรอบอันดีงามอีกชั้นหนึ่ง โดยมีบทลงโทษที่ชัดเจน ยุติธรรม และเด็ดขาด เพื่อให้การเป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติโดยรวมได้รับการยอมรับจากประชาชนอย่างกว้างขวาง
มีคำพูดที่ชอบพูดกันว่า “แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวัน” แต่นักการเมืองเป็นคนไม่ใช่แมลงวันที่เสพอาจม ดังนั้นจึงไม่ควรจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ในเรื่องที่ไม่ถูกไม่ต้อง และควรนึกถึงสำนวนที่ว่า “ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง” การปล่อยปละละเลยให้คนที่ทำผิดคิดร้ายอยู่ร่วมในหมู่คณะใด ย่อมทำให้หมู่คณะนั้นเสื่อมเสียและตกต่ำไปด้วย จึงสมควรที่จะดูแลปลาเป็นทั้งฝูง มากกว่าจะสนใจกับปลาเน่าๆ เพียงตัวเดียว
เมื่อใดก็ตาม ที่สามารถทำให้นักการเมืองไทยดำรงอยู่ในจริยธรรมได้ เมื่อนั้นการเมืองไทยก็ย่อมจะมีคุณภาพที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเมื่อใดที่สามารถขจัดคนที่อาศัยคราบนักการเมืองเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เมื่อนั้นวงการการเมืองไทยย่อมจะหมดจดขึ้น และจะทำให้คนดีๆ มีความสามารถ กล้าจะอาสาเข้ามาทำงานด้วยจิตสาธารณะมากขึ้นตามไปด้วย
สิ่งที่ผมพูดนี้อาจเป็นเพียงความฝัน แต่ถ้าเราไม่ฝันถึงสิ่งที่ดีงาม ก็คงจะจมอยู่ในปลักตมตลอดไป และหลายสิ่งหลายอย่างที่นำความเจริญมาสู่โลกอย่างทุกวันนี้ ก็มาจากความคิดที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันแทบทั้งนั้น และหลายๆ ความฝันเป็นจริงขึ้นมาได้ก็เพราะมีคนร่วมฝัน
ท้ายคอลัมน์ขอแนะนำ “มิกซ์ แม็กกาซีน” ฉบับเดือนพฤษภาคม 2014 สัมภาษณ์ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติ เรื่องความทรงจำมิตรรัก และจุฑามาศ ณ สงขลา ผู้จุดประกายพลังหินบำบัด (140 บาท)



