
ลุ้น!ศร.ฟัน'ปู'พ้นเก้าอี้หรือไม่7พ.ค.
06 พ.ค. 2557
ศร.ชี้ชะตา 'ยิ่งลักษณ์' พ้นเก้าอี้นายกฯหรือไม่ ปมย้าย 'ถวิล' ไม่เป็นธรรม 7 พ.ค.นี้ 'ปู' ปัดทำเพื่อเครือญาติ 'ถวิล' เชื่อ เด้งเปิดทาง 'เพรียวพันธ์' นั่งผบ.ตร.
6 พ.ค. 57 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกนั่งบัลลังก์เพื่อไต่สวนพยาน 4 ปาก ประกอบด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีตผบ.ตร. และอดีตเลขาธิการสมช. นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา และนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสมช. ในคำร้องที่ประธานวุฒิสภา ส่งความเห็นสมาชิกวุฒิสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) ประกอบมาตรา 268 หรือไม่ จากกรณีแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
โดยนายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้กล่าวกำหนดประเด็นการไต่สวนไว้ 3 ประเด็น ดังนี้ 1. เมื่อมีการยุบสภา ปัญหาพิจารณามีว่า ผู้ถูกร้องต้องพ้นจากตำแหน่งแล้ว ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ 2. เมื่อการกระทำของผู้ถูกร้องต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นการกระทำให้ความเป็นรัฐมนตรี ทั้งคณะสิ้นสุดลงหรือไม่ และ 3. เมื่อความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง จะเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะสิ้นสุดลงหรือไม่
ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับการขอเพิ่มพยานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น ศาลไม่อนุญาต เนื่องจากเห็นว่าพยานมีเพียงพอแล้ว ซึ่งทางฝ่ายผู้ร้องก็มีการขอเพิ่มพยานมาเช่นเดียวกัน แต่ศาลก็ไม่อนุญาต
จากนั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า ศาลปกครองเห็นว่า ผู้ถูกร้องกระทำให้ตำแหน่ง ผบ.ตร.ว่างลง เพื่อให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ขึ้นเป็น ผบ.ตร.แทน โดยการโยก พล.ต.อ.วิเชียร มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมช. เพื่อเอื้อต่อเครือญาติ ถือเป็นการใช้สถานะความเป็นนายกฯ เข้าไปแทรกแซงให้นายถวิล พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. เพื่อผลักดัน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ซึ่งไม่ได้กระทำตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา และเป็นการกระทำที่ไม่ใช่ตามที่กฎหมายกำหนด
"เมื่อผู้ถูกร้องถูกวินิจฉัยแล้ว ตำแหน่งจึงว่างลง จึงต้องแต่งตั้งนายกฯ ทันที ซึ่งการแต่งตั้งนายกฯ แทนนายสมัคร สุนทรเวช ได้ใช้เวลาแค่ 9 วัน และการแต่งตั้งนายกฯ แทนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ใช้เวลา 14 วัน จึงเห็นว่าการแต่งตั้งนายกฯ คนใหม่ ควรกระทำทันที ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ รัฐบาลไม่สมประกอบ สุ่มเสี่ยงที่เศรษฐกิจเสียหาย จึงจำเป็นเร่งด่วน ไม่ควรเกิน 7 วัน"
นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ขอใคร่ควรให้วินิจฉัยตามมาตรา 268 มีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว จึงไม่อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรี ตามมาตรา 181 จึงเป็นเหตุให้ครม.ทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 181 และครม.จึงต้องร่วมรับผิดตามมาตรา 171 จึงมีความจำเป็นเร่งด่วน และวินิจฉัยให้แต่งตั้งนายกฯ คนใหม่ทันที โดยนำรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องมาใช้โดยอนุโลม
จากนั้นนายจรูญ อินจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ซักถามเกี่ยวกับความหมายของคำว่าการแทรกแซง พร้อมทั้งขอให้อธิบายให้ชัดว่า ความหมายเรื่องเครือญาติเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร
โดยนายไพบูลย์ กล่าวว่า การแทรกแซง คือ การเข้าไปเกี่ยวข้องกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง เป็นกระบวนการที่กระทำเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง องค์ประกอบแทรกแซงต้องป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์ การแทรกแซง คือ การเข้าไปกระทำ เพื่อผลประโยชน์ตนเอง แต่การโอนย้ายครั้งนี้เห็นชัดเจนว่าเป็นการโอนย้าย เพื่อให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ มาดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. แต่เมื่อ พล.ต.อ.วิเชียร ยังอยู่ในตำแหน่ง ก็ต้องย้าย พล.ต.อ.วิเชียร และย้ายนายถวิล ออก ถือว่าเป็นวิธีการเตรียมการเป็นขั้นตอน เป็นการแทรกแซงทุกชั้นทุกตอน ส่วนความเป็นเครือญาติกัน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เป็นพี่ชายของพี่สะใภ้ของนายกฯ ถือเป็นเครือญาติกัน ถึงแม้จะมีการหย่าร้างกันไปแล้วระหว่างพี่ชายของนายกฯ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) และน้องสาว (คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์) ของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ การเป็นเครือญาติจึงเป็นเรื่องที่ปรากฏขึ้นประจักษ์แล้ว
ต่อมานายสุพจน์ ไข่มุกข์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ซักถามว่า นายกฯ จะได้ประโยชน์อะไรจากการย้ายนายถวิล เพื่อให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ นั่งเป็น ผบ.ตร. นายไพบูลย์ ได้กล่าวย้ำว่า เพื่อเป็นประโยชน์แก่เครือญาติ เพราะ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ใกล้จะเกษียณอายุ เพื่อประโยชน์ตนเอง และประโยชน์พวกพ้อง
ขณะที่นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซักถามว่า จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานแล้ว กระบวนการโยกย้ายนายถวิล พบว่า เอกสารการแจ้งโอนจากหน่วยงานต้นสังกัด ไปยังหน่วยงานรับโอน ลงวันที่ 4 ก.ย. 54 ถูกต้องไหม เป็นวันอาทิตย์ ใช่หรือไม่ และหนังสือจากเลขาธิการสำนักนายกฯ แจ้งไปยัง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เพื่อขอความเห็นชอบแจ้งไปยังวันอาทิตย์ 4 ก.ย. 54 ได้ระบุว่า น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายก ในขณะนั้น ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า รัฐมนตรีสำนักนายก ลงวันที่ 5 ก.ย. ซึ่งตรงกับวันจันทร์ เป็นเอกสารฉบับเดียวกัน เนื้อความเดียวกัน แต่ลงวันที่ต่างกัน นายไพบูลย์ กล่าวว่า วันที่ 4 ก.ย. 54 เป็นวันอาทิตย์ เนื่องจากมีการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันอังคารที่ 6 ก.ย. 54 อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นประเด็นความเร่งรัดอย่างผิดปกติ ไม่เป็นกระบวนการตามขั้นตอนปกติ ซึ่งส่วนตัวไม่ทราบว่า เอกสารทั้ง 2 ฉบับที่มีเนื้อหาเดียวกัน แต่ลงวันที่ต่างกัน
จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ขึ้นชี้แจงโดยขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันว่า ตนได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ต้องรับผิดชอบในการบริหารประเทศ คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ ขั้นตอนการโยกย้ายยึดหลักบริหารราชการแผ่นดิน และในฐานะนายกฯ ตนได้มอบอำนาจในรองนายกฯ รัฐมนตรี ในการสั่งการ กำหนดแผนงาน บุคลากร เพื่อรับผิดชอบผลการปฏิบัติงานที่แถลงไว้ในรัฐสภา เรื่องนี้ตนได้มอบให้ พล.ต.อ.โกวิท ดูแลความมั่นคง รับผิดชอบงานในสภาความมั่นคง (สมช.) ส่วน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้มอบหมายให้ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ส่วนสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ น.ส.กฤษณา รับผิดชอบ
"ดิฉันไม่ได้รับผิดชอบในเรื่องการโยกย้าย ไม่ได้แทรกแซง การทำงานต่างๆ จึงขอปฏิเสธพฤติการต่างๆ เพราะได้มอบอำนาจในการโยกย้ายให้รองนายกฯ รับผิดชอบ ยืนยันว่า ไม่ได้เข้าแทรกแซงบริหารแต่อย่างใด ไม่มีพฤติกรรมที่วางแผนเป็นระบบเป็นตอน ไม่ได้ทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม ได้ยึดถึงประโยชน์ประชาชน และประโยชน์ของประเทศ ไม่ได้คำนึงถึงเครือญาติ ขอบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่าขาดกับคุณหญิงพจมาน เรียบร้อยแล้ว และการหย่าร้างก็ไม่ได้มีผลในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งพิสูจได้ว่า แม้วันนี้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ จะเกษียณแล้ว ก็ไม่มีชื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มานั่งเป็นรัฐมนตรีแต่อย่างใด" น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวและว่า ยืนยันว่า ไม่มีการเร่งโยกย้าย แต่เป็นเพราะนโยบายในด้านความมั่นคง เป็นนโยบายเร่งด่วน ขณะเดียวกันเข้ามารับตำแหน่งก็ประสบอุทกภัย ปัญหาความเดือดร้อนประชาชน ปัญหายาเสพติด ความรุนแรงชายแดน จึงต้องมีคนมาดูแลรับผิดชอบ จึงมอบหมายให้รองนายกฯ ไปดูแล
จากนั้น นายไพบูลย์ ได้ซักถามว่า การที่นายกรัฐมนตรี อ้างว่าการเป็นรัฐมนตรีของตนสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 แล้ว ดังนั้นจะให้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 ไม่ได้ หมายความว่าอย่างไร และรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 กำหนดให้คณะรัฐมนตรีจะต้องรักษาการอยู่ในตำแหน่งนายกฯ ต่อไป
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงว่า ประเด็นนี้เห็นว่า ตนได้ประกาศยุบสภาไปแล้ว คืนอำนาจให้ประชาชนไปแล้ว ตนจึงไม่มีสถานะเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีปัจจุบันอีกแล้ว ดังนั้น การยุบสภา นายกรัฐมนตรีจึงได้พ้นจากคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่รัฐธรรมนูญ กำหนดว่า การบริหารราชการแผ่นดินเป็นเรื่องสำคัญ จึงต้องให้คณะรัฐมนตรีรักษาการต่อไป
ด้านนายจรูญ ซักถามว่า ในฐานะประธานนโยบายคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ (กตช.) ได้โยกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร ไปเป็นเลขาฯ สมช. ดูความมั่นคง แต่ต่อมาทำไมถึงย้ายไปเป็นปลัดคมนาคม ใช้ดุลพินิจอะไรในการพิจารณา
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นดุลพินิจของ พล.ต.อ.โกวิท ในการโยกย้าย ทุกครั้งที่มีการเสนอแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ได้มีการพูดถึงตำแหน่งข้างหน้า ตนได้ทราบล่วงหน้าว่า พล.ต.อ.โกวิท ได้ทาบทามแล้ว เนื่องจากเป็นคนคุ้นเคยกัน เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา จึงอยากให้มาดูแลความมั่นคง ตามนโยบายที่แถลงไว้ในรัฐสภา และมีเรื่องความไว้วางใจด้วยในการพิจารณา เพื่อให้งานบรรลุผล ซึ่ง พล.ต.อ.โกวิท บอกว่าที่ขอย้ายตำแหน่งเลขาฯ สมช. เพราะนายถวิล เคยทำงานร่วมกับศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะการที่จะให้ใครมาเป็นเลขาฯ สมช. ก็ต้องพิจารณาในเรื่องความไว้วางใจด้วย ส่วนตนไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องโยกย้ายแต่อย่างใด เป็นเพียงผู้ลงนามเสนอเข้าครม.เท่านั้น นอกจากนี้ ได้ทราบจาก พล.ต.อ.โกวิท ว่า พล.ต.อ.วิเชียร ก็มีความสมัครใจในการย้ายมาเป็นเลขาฯ สมช. ถือว่าสมัครใจแล้ว ไม่ว่าจะขู่เข็ญอย่างไรก็คงทำไม่ได้ โดย พล.ต.อ.โกวิท ก็เคยบอกว่า เคยโดนโยกย้ายในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ซึ่งนำไปสู่การร้องศาลปกครองในที่สุด ส่วนการย้ายไปเป็นปลัดคมนาคม เกิดจากการทาบทามของ รมว.คมนาคม ในขณะนั้น ซึ่งตนก็ให้ดุลพินิจของ รมต.แต่ละท่านไปแล้ว ในการมอบหมายงาน หรือการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายบุคคล และการโยกย้ายครั้งนี้ก็เป็นการโยกย้ายตามฤดูกาล
ต่อมา นายนุรักษ์ มาประณีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่า มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนอย่างไรในการโยกย้ายนายถวิล และทราบเหตุผลหรือไม่ว่า นายถวิล ไม่ดีอย่างไร และ พล.ต.อ.วิเขียร เหมาะสมอย่างไร
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขั้นตอนการโยกย้ายเป็นเรื่องฝ่ายปฏิบัติที่รองนายกฯ ดำเนินการ ส่วนเหตุผลการโยกย้าย พล.ต.อ.โกวิท ชี้แจงว่า ได้พิจารณาโดยดุลพินิจของท่าน บนหลักความไว้ใจ และบนหลักนโยบายที่แถลงต่อสภา สรุปว่ารองนายกฯ ตั้งเรื่องมาอย่างไร คณะรัฐมนตรีก็เห็นด้วยตามนั้น การบริหารราชการแผ่นดิน ผู้ที่รับมอบอำนาจมาก็ให้ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาแต่งตั้ง ส่วนการโยกย้าย เป็นไปตามฤดูกาล และเราเห็นว่าทุกตำแหน่งมีความสำคัญ ในปีแรกเรามี 16 นโยบาย พร้อมทั้งประสบกับปัญหาอุทกภัย เราจึงต้องเร่งนำนโยบายเหล่านี้ไปปฏิบัติ ซึ่งหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ต้องรับนโยบายไปปฏิบัติ
ต่อมา นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ซักถามว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรี ในการบริหารราชการแผ่นดิน ได้มีการระมัดระวังในการพิจารณาในเรื่องเครือญาติ ถึงแม้จะไม่ใช่นามสกุลเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงว่า ในการบริหารราชการแผ่นดิน ยึดหลักประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้าราชการทุกคน ในฐานะปธ.กตช. ที่ไม่สามารถมอบหมายให้ใครได้ ซึ่งแซกแทรกไม่ได้ การพิจารณา พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ นึกถึงความอาวุโส ผลงาน ปราบปรามยาเสพติด ขณะเดียวกันนโบยบายปราบปรามยาเสพติด เป็นโยบายเร่งด่วน เพราะก่อนที่จะมารับตำแหน่ง ก็มีปัญหายาเสพติดเข้ามามากมาย ขณะที่เสนอ ก็ไม่ได้มองความเป็นญาติ มองในเรื่องความเหมาะสม ผลงาน และมติกตช. ก็เห็นชอบโดยเอกฉันท์ และ พล.ต.อ.วิเชียร ก็เห็นชอบด้วย
"อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ตนจะเสนอตำแหน่ง ผบ.ตร. แต่ถ้าคณะกรรมการ กตช. ไม่เห็นด้วย ก็ต้องตกไป เช่นเดียวกับสมัยนายอภิสิทธิ์ ที่เสนอให้ พล.ต.อ.ประทีบ ตันประเสริฐ เป็น ผบ.ตร. แต่คณะกรรมการกตช. ไม่เห็นด้วย ก็ต้องตกไป นอกจากนี้การแต่งตั้งโยกย้าย พล.อ.อักษรา เกิดผล ซึ่งเป็นลูกชายของ พล.อ.สายหยุด เกิดผล ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน ตนก็พิจารณาตามความเหมาะสม ได้เห็นชอบในการเสนอ พล.อ.อักษรา เป็นเสนาธิการทหารบก และเป็นเลขาฯ กอ.รมน.ได้"
ขณะที่นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายนายกรัฐมนตรี ได้สักถามว่า เหตุใดต้องเข้าประชุม กตช. ทำไมไม่มอบอำนาจให้รองนายกฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตามระเบียบกตช. นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกตช.จะมอบหมายให้บุคคลอื่นไม่ได้ เพราะนายกฯ ในฐานะประธานกตช. ต้องเป็นผู้เสนอชื่อผู้ที่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ให้คณะกรรมการกตช.พิจารณาเท่านั้น
จากนั้น นายถวิล กล่าวชี้แจงว่า เหตุผลที่แท้จริงในการย้ายตนออกจากตำแหน่ง เรื่องมาจาก สตช. เพราะก่อนที่จะมีมติครม.โอนย้ายตน มีเรื่องของ สตช. โดย ร.ต.อ.เฉลิม ออกมาพูดเรื่องบ่อนการพนัน ซึ่งมีความบกพร่องของ พล.ต.อ.วิเชียร ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ที่ปล่อยให้มีบ่อนการพนัน และมีข่าวออกมาบ่อยครั้ง ห้วงปลายเดือน ส.ค. 54 ว่ามีการบีบบังคับให้ พล.ต.อ.วิเชียร ได้ลุกขึ้นออกจากตำแหน่ง
"พล.ต.อ.วิเชียร เคยพูดกับผมตอนที่มีข่าวจะย้ายมา สมช. ว่าท่านไม่มาตำแหน่งที่ผม ขอให้ผมสบายใจได้ ท่านใช้คำว่าพี่ถวิล สบายใจได้ ผมไม่มา สมช. ผมจะต่อสู้ที่สตช. ผมก็บอกแล้วว่า ดีแล้ว ซึ่งผมไม่เคยเปิดเผยข้อมูลที่ใดมาก่อน"
นายถวิล กล่าวต่อว่า เมื่อจะทำให้ตำแหน่งที่สตช.ว่างลง จึงต้องเอา พล.ต.อ.วิเชียร ออก จึงมาลงที่ตน เหตุที่ย้ายตนออก เพื่อรองรับ พล.ต.อ.วิเชียร ก่อนแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ อีกทั้งรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สตช. ก็บอกชัดเจนว่า ไม่ไว้ใจตน เพราะทำงานใน ศอฉ.ในช่วงปี 2552-2553 ซึ่งตนเรียนว่า ตนเป็นข้าราชการประจำ เป็นไปตามโครงสร้างตามกฎหมาย ตนต้องทำงานให้ทุกรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่มีการเปลี่ยนย้ายตามวาระของรัฐบาล
ทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า ตอนย้าย พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา อดีตเลขาธิการ สมช. คุณถวิล ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ สมช. ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ใช่หรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า "ใช่ครับ แต่เหตุผลที่ย้าย พล.ท.สุรพล ผมไม่ทราบ ท่านนายกฯ ย้ายผม ตอนย้าย พล.ท.สุรพล ผมจำได้ว่า ย้ายประมาณเดือนกรกฎาคม ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เข้ามาปี 2551 ให้ พล.ท.สุรพล ทำงานมา 8 - 9 เดือนแล้ว"
ทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า เคยขึ้นเวที กปปส.หลายครั้ง นายถวิล กล่าวว่า "ถูกต้อง"
ทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า ตอนขึ้นเวที กปปส.ได้บอกว่า ให้มวลชนไปขัดขวางการเลือกตั้ง นายถวิล กล่าวว่า "ผมจำได้ ไม่เคยพูดให้ขัดขวางการเลือกตั้ง"
ทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า ในศาลปกครองสูงสุด ได้วินิจฉัยอำนาจผู้ถูกร้องว่ามีอำนาจโยกย้ายได้ ยกเว้นอย่างเดียวเรื่องดุลยพินิจ นายถวิล กล่าวว่า "ศาลปกครองวินิจฉัย แต่การใช้ดุลยพินิจไม่ชอบ มีข้อเท็จจริงที่สะท้อนให้เห็นว่าเร่งรีบดำเนินการ การย้ายต่างหน่วยต่างกรมต้องให้ความยินยอมกันก่อน ระหว่างหน่วยที่ให้โอนและหน่วยที่รับโอน เลขาธิการนายกฯ มีหนังสือลงวันที่ 4 ก.ย. 54 มีไปถึงหน่วยที่กำกับดูแลผมอยู่ ซึ่งได้ให้ข้อมูลว่ามีตำแหน่งพร้อมจะรับโอน และรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ปรากฏว่า รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลได้ให้ความเห็นชอบในวันที่ 5 ก.ย. 54 ซึ่งเท่ากับว่า รัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยที่รับโอนยังไม่ได้เห็นชอบ ซึ่งไม่สอดคล้องกันระหว่างหน่วยที่โอนและหน่วยรับโอน เป็นการไม่ปกติปิดข้อมูลบางอย่าง"
ทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า ฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา การโยกย้ายข้าราชการ ความไว้วางใจกับความสามารถ ฝ่ายบริหารจะต้องแยกจากกัน คนที่ไว้วางใจควรอยู่ในตำแหน่ง เห็นด้วยหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า "ผมไม่เห็นด้วย"
ทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า พยานเบิกความทั้งหมดดูแล้วเป็นสาระสำคัญในคดี เหตุใดจึงไม่ให้การกับศาลปกครอง นายถวิล กล่าวว่า น้ำหนักของผมที่ศาลปกครอง คือ กรณีที่นายกฯ ไม่ใช้วิธีการที่กฎหมายกำหนด กระบวนการต่อสู้ของผมรับผิดชอบแค่นี้ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่อง สตช. ผมต่อสู้ในประเด็นของผมที่โยกย้ายไม่เป็นธรรม"
นายจรูญ ถามว่า การย้ายในกรณีดังกล่าว เห็นว่าเป็นการย้ายตามปกติของระบบราชการหรือไม่ คิดว่าเป็นการแทรกแซงหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า "ผมไม่ทราบว่าเป็นการแทรกแซงก้าวก่ายหรือไม่ แต่ผมเห็นว่าเกี่ยวพันกัน เป็นการแบ่งงานกันทำ เพราะถ้าไม่เอาผมออก ก็ไม่สามารถโอน พล.ต.อ.วิเชียร มาตำแหน่งผมได้ และถ้าไม่เอา พล.ต.อ.วิเชียร ออกจาตำแหน่ง ผบ.ตร. ก็ไม่สามารถเอา พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ขึ้นเป็น ผบ.ตร.ได้"
นายอุดมศักดิ์ ถามว่า ก่อนจะมีการย้ายได้มีการส่งคนมาทาบทามก่อนหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า "นายกฯ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่าจะหาทางคุยกับผมก่อนวันที่ 6 ก.ย. 54 โดยนายกฯ ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.โกวิท มาคุยกับผม ซึ่ง พล.ต.อ.โกวิท แจ้งว่านายกฯ ถามผมว่าผมจะขัดข้องหรือไม่ ผมพิจารณาด้วยความถี่ถ้วนทุกอย่าง ผมจึงบอกไปด้วยความเกรงใจว่าจะขอต่อสู้ตามกฎหมาย"
นายจรัญ ถามว่า วันที่ 4 ก.ย. 54 เป็นวันอาทิตย์ หรือวันทำการอะไร นายถวิล กล่าวว่า "วันที่ 4 ก.ย. 54 เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดราชการตามปกติ"
นายจรัญ ถามว่า ในบันทึกข้อความของสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 4 ก.ย. 54 ซึ่งระบุว่า น.ส.กฤษณา สีหะลักษณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยินยอมให้รับโอนแล้ว นายถวิล กล่าวว่า "หนังสือจาก พล.ต.อ.โกวิท แจ้งว่า น.ส.กฤษณา เห็นชอบพร้อมรับโอนแล้ว แต่มีหนังสือลงวันที่ 5 ก.ย. 54 ของ น.ส.กฤษณา ว่าเห็นชอบการรับโอน ผมเห็นว่าถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว การโอนย้ายต้องให้เกิดประโยชน์ต่อทั้ง 2 หน่วย ก็เห็นว่ามันไม่สอดคล้องกัน เพียงแต่ว่าเรื่องนี้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม และศาลปกครองสูงสุด ไม่ได้เห็นเป็นสาระสำคัญของการโอน"
นายจรัญ ถามว่า พยานผ่านงานระดับสูงมาแล้ว เห็นว่าการลงวันที่ไม่เหมือนกัน เพราะเหตุใดจึงมีความแตกต่างกัน และต้องมีเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งเป็นของปลอม นายถวิล กล่าวว่า "ผมคิดว่ามีการแก้ไขวันที่ ผมถ่ายเอกสารที่อยู่ในมือผมตั้งแต่ต้น ผมเห็นว่าหนังสือมีความลักลั่น"
นายเฉลิมพล เอกอุรุ ถามว่า งานที่ปรึกษานายกฯ ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า "ผมทำหน้าที่เอกสารอย่างเดียว เป็นเรื่องที่น่าจะต่ำกว่าความรู้ความสามารถที่ผมมีอยู่ อย่างไรตาม มองว่า ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นเพียงตำแหน่งที่ทำให้การโอนย้ายปลัดกระทรวงสะดวกขึ้นเท่านั้น ไม่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินแต่อย่างใด"
นายทวีเกรียติ ถามว่า ตอนย้าย พล.ท.สุรพล สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ใช้ขั้นตอนเร็ว หรือช้า นายถวิล กล่าวว่า "ส่วนใหญ่การทำงานใน สมช.มีการเลือกกันเองในกอง แต่ พล.ท.สุรพล ได้โอนย้ายจากทหารมาเป็นรองเลขาธิการ สมช.ในปี 2548 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ และได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นมาเป็นเลขาธิการ สมช.ในรัฐบาลสมัคร ก่อนมาพ้นตำแหน่งในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งไม่ได้ย้ายทันที แต่ได้ทำงานมา 7- 8 เดือน และ พล.ท.สุรพล ไม่ได้ฟ้องต่อศาล"
ขณะที่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวชี้แจงว่า เรื่องการโยกย้ายสืบเนื่องจากความเสียใจ ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้ตำหนิติเตียนอย่างรุนแรง ว่า ตำรวจคุมบ่อนคุมซ่อง ซึ่งเป็นการทำลายศรัทธาของประชาชน ซึ่งเมื่อถูกตำหนิติเตียน ก็ได้มาปรึกษา พล.ต.อ.โกวิท บอกว่าไม่สามารถทำงานกับผู้บังคับบัญชาแบบนี้ได้แล้ว แต่ว่าจะย้ายให้ตนไปไหนก็ได้ ซึ่ง พล.ต.อ.โกวิท ก็บอกว่า จะย้ายไปเป็นเลขาฯ สมช. ซึ่งตนยืนยันว่า เป็นความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ ขู่เข็ญ ต่อรอง แต่อย่างใด ส่วนนายกรัฐมนตรี ก็ไม่เคยทาบทาม ไม่เคยยื่นเงื่อนไข และไม่เคยแทรกแซงการโยกย้ายแต่อย่างใด
ซึ่งนายไพบูลย์ ได้ขึ้นซักถามว่า ก่อนที่จะย้ายมาเป็นเลขาฯ สมช. ทราบหรือไม่ว่า มีการเสนอชื่อ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มาเป็น ผบ.ตร.แทน พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ตนไม่ทราบมาก่อน เพราะการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน้าที่นายกฯ ที่จะเห็นว่าใครเหมาะสม ในการเสนอชื่อให้เป็น ผบ.ตร. ตนไม่ยึดติดตำแหน่ง แต่เมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่ก็พร้อมทำเต็มที่ ตนตั้งใจจริงที่จะเกษียณในตำแหน่งหัวหน้าตำรวจพระราชสำนัก ซึ่งตนไม่ได้ยึดกับตำแหน่ง แต่ตั้งใจจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ส่วนจะไปอยู่ตำแหน่งไหนก็ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชา
นายไพบูลย์ ซักต่อว่า การที่ ร.ต.อ.เฉลิม ในฐานะผู้บังคับบัญชาต่อว่าเป็นการข่มขู่คุกคามหรือไม่ และต่อมายังถูกย้ายไปในตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ไม่ได้เป็นการคุกคาม แต่ตนสมัครใจเอง การที่ ร.ต.อ.เฉลิม ตำหนิการทำงาน ไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจโยกย้ายตำแหน่ง เพราะตนตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่ได้ถูกข่มขู่คุกคาม และเมื่อย้ายไปเป็นเลขาฯ สมช. ถือเป็นคณะกรรมการตร.โดยตำแหน่ง และได้เห็นชอบ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เป็น ผบ.ตร.
นายไพบูลย์ ซักต่อว่า เคยพูดคุยกับนายถวิล ก่อนโยกย้ายหรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวชี้แจงว่า ตนเคยพูดคุยกับนายถวิล เคยคุ้นเคยกัน เนื่องจากเคยเรียนที่สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ด้วยกัน แต่ก่อนการโยกย้าย ไม่ได้มีการปรึกษาในเรื่องดังกล่าว แต่เมื่อโยกย้ายมาแล้ว ก็ไม่เคยพูดคุยกัน ซึ่งตนก็เสียใจที่ทำให้นายถวิล เดือดร้อน แม้ตนจะมีอายุมากกว่า แต่เมื่อเจอหน้ากันก็ได้ยกมือไหว้และขอโทษที่ทำให้เดือดร้อน
จากนั้น เมื่อเวลา 13.45 น. นายจรูญ ได้สั่งพักการประชุม 10 นาที ก่อนที่ในเวลา 14.05 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกนั่งบัลลังก์อีกครั้ง โดยนายจรูญ ได้อ่านกระบวนการวิธีพิจารณา โดยระบุว่า กรณีที่ผู้ถูกร้องขอให้สอบพยานเพิ่ม ได้แก่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน นายชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด นายนพดล เฮงเจริญ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายสมรรถชัย วิศาลาภรณ์ นายสมชัย วัฒนการุณ และนายประวิตร บุญเทียม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง ขอยื่นแถลงปิดคดี ซึ่งศาลไม่อนุญาต เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานครบถ้วน และกระบวนการไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว จึงขอนัดคำฟังวินิจฉัยในวันที่ 7 พ.ค. เวลา 12.00 น.



