
หงส์พลาดเจ๊า3-3ร็อดเจอร์สถอดใจ
เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ถอดใจจากเกมที่พลาดท่าบุกไปโดน "อินทรีผงาด" คริสตัล พาเลซ ไล่ตีเสมอ 3-3 ในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อคืนวันที่ 5 พ.ค.
หลังจากที่ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เกิดอาการสะดุดที่อาจทำให้ชวดโอกาสคว้าลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี เพราะพลาดท่าบุกไปโดน "อินทรีผงาด" คริสตัล พาเลซ ไล่ตีเสมอที่เซลเฮิร์ทส์ ปาร์ค 3-3 ในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา แม้ทีมเยือนจะได้ประตูขึ้นนำไปก่อนถึง 3-0 จาก โจ อัลเลน นาที 18, ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ นาที 53 และหลุยส์ ซัวเรซ นาที 55 แต่เจ้าถิ่นไม่ยอมแพ้ยิงทวงคืนได้ 3 ลูกรวดภายในช่วง 9 นาทีสุดท้ายจาก ดาเมียน เดลานีย์ นาที 79 และ ดไวท์ เกย์ล คนเดียว 2 เม็ด นาที 81, 88
ทว่า ลิเวอร์พูล ยังแซงหน้า "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี กลับขึ้นไปรั้งตำแหน่งจ่าฝูงอีกครั้งหนึ่ง แข่ง 37 นัด มี 81 แต้ม แต่กลับมีสถานการณ์เป็นรองแมนฯ ซิตี ทีมอันดับ 2 ที่มี 80 แต้ม และลงแข่งน้อยกว่าหนึ่งเกมเสียแล้ว เพราะถ้าหาก "เรือใบสีฟ้า" เก็บชัยจาก 2 เกมที่เหลืออยู่ได้ทั้งหมดก็จะได้แชมป์พรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาลนี้ไปครองทันที หรืออย่างน้อยเก็บได้เพียง 4 แต้มจาก 2 เกมสุดท้ายก็ยังจะได้เข้าป้ายแชมป์อยู่ดี แม้จะทำให้ทั้งสองทีมมีคะแนนเท่ากัน แต่แมนฯ ซิตี ยังถือความได้เปรียบในเรื่องของผลต่างประตูได้เสียที่เหนือกว่าอยู่ถึง 9 ลูก ทว่า "หงส์แดง" ยังพอมีโอกาสลุ้นคว้าแชมป์ในทางทฤษฎีได้เหมือนกัน โดยจะต้องเก็บชัยจากนัดสุดท้ายที่จะเปิดบ้านต้อนรับ "สาลิกาดง" นิวคาสเซิล ในคืนวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคมนี้ให้ได้เป็นอันดับแรก และต้องภาวนาให้ "เรือใบสีฟ้า" พลาดท่าแพ้อย่างน้อยหนึ่งนัดจาก 2 เกมที่เหลือ ส่วน คริสตัล พาเลซ ยังคงอยู่อันดับ 11 แข่ง 37 นัด มี 44 แต้ม
เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีม "หงส์แดง" ยอมรับด้วยความรู้สึกขมขื่นใจเป็นอย่างมาก พร้อมกับกล่าวตำหนิแนวรับที่เล่นพลาดปล่อยให้ คริสตัล พาเลซ ยิงประตูในช่วง 9 นาทีสุดท้ายได้ถึง 3 ลูก จึงทำให้ ลิเวอร์พูล ต้องเตรียมยกตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาลนี้ให้แมนฯ ซิตี แม้จะเป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อนถึง 3-0 แต่กลับทำได้เพียงแค่ผลเสมอแบบน่าผิดหวัง
ด้านศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพุธที่ 7 พฤษภาคมนี้ มีโปรแกรมฟาดแข้งเกมนัดตกค้างทั้งหมด 2 คู่ "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี ทีมอันดับ 2 แข่ง 36 นัด มี 80 แต้ม จะเปิดรังอิติฮัด สเตเดี้ยม รับการมาเยือนของ "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลลา ทีมอันดับ 14 แข่ง 36 นัด มี 38 แต้ม เวลา 01.45 น. เกมนี้ มานูเอล เปเยกรินี กุนซือเจ้าถิ่นหวังเก็บชัยให้ได้สถานเดียวเพื่อรักษาความได้เปรียบในการลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีไปจนถึงเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล เพราะถือความได้เปรียบเหนือกว่า "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ในเรื่องของผลต่างประตูได้เสีย แม้จะหมดสิทธิ์ใช้งาน มาติยา นาสตาซิช และเฆซุส นาบาส ที่ยังต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บ และต้องรอเช็กความฟิตของ เซร์คิโอ อาเกโร ดาวยิงตัวเก่งที่บาดเจ็บเอ็นหลังหัวเข่า แต่ยังคงพร้อมจัดผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามอย่างแน่นอน
คาดว่า "เรือใบสีฟ้า" จะปรับทัพจากเกมล่าสุดที่บุกไปเฉือนชนะ "ทอฟฟีสีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน 3-2 แต่ โจ ฮาร์ท จะยังได้ยืนเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งเหมือนเดิม ส่วนแนวรับ อเลกซานเดอร์ โคลารอฟ อาจจะกลับมาลงเล่นเป็นตัวจริงร่วมกับ แวงซองต์ กอมปานี, มาร์ติน เดมิเคลิส และพาโบล ซาบาเลตา ด้านแผงแดนกลาง แฟร์นันดินโญ และดาวิด ซิลบา จะกลับมาประสานงานร่วมกับ ยายา ตูเร กับ ซามีร์ นาสรี ส่วนคู่หัวหอก เอดิน เชโก จะยืนล่าตาข่ายเป็นตัวหลัก และน่าจะเป็นโอกาสของ อัลบาโร เนเกรโด หรือ สเตฟาน โยเวติช ที่เตรียมลงเล่นแทน อาเกโร ซึ่งคงมีปัญหาเรื่องความฟิตค่อนข้างแน่
ส่วนอีกคู่ในเวลาเดียวกัน "แมวดำ" ซันเดอร์แลนด์ ทีมอันดับ 17 มี 35 แต้ม เปิดรังสเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ ต้อนรับ "เดอะแบ็กกีส์" เวสต์บรอมวิช ทีมอันดับ 16 มี 36 แต้ม เกมนี้ถ้าออกเสมอจะรอดตายทั้งคู่ เพราะซันเดอร์แลนด์ มี 36 แต้ม เหนือกว่า นอริช ทีมสุดท้ายที่ตกชั้นที่มี 33 แต้ม และหลังจบแมทช์นี้ทุกทีมจะเหลือเกมเล่นอีกแค่ 1 นัด แต่ ซันเดอร์แลนด์ มีประตูได้เสียดีกว่าถึง 13 ประตู



