ข่าว

 ศก.โลกและผลกระทบต่อเงินทอง

ศก.โลกและผลกระทบต่อเงินทอง

27 มิ.ย. 2552

ระยะนี้หลายคนคงได้ยินคำว่า “วิกฤติเศรษฐกิจโลก” กันบ่อยๆ และหน่วยงานหลายแห่งก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลาดเงินตลาดทุนของประเทศไทยก็เช่นกัน ที่มูลค่าลดลงอย่างมหาศาล

 ประเด็นหลักๆ ก็มาจากหนี้เสียในการกู้ซื้อบ้านในสหรัฐ ซึ่งผู้ที่มีรายได้น้อยส่วนหนึ่ง หมดความสามารถในการส่งเงินผ่อนบ้าน จึงทำให้เป็นหนี้เสียที่กระทบต่อฐานะทางการเงินของสถาบันการเงินหลายๆ แห่ง และทำให้บริษัทห้างร้านต่างๆ ที่ใช้บริการของสถาบันการเงินเหล่านั้น ถูกผลกระทบไปด้วย

 ส่งผลให้สถาบันการเงิน บริษัทห้างร้านต่างๆ ในสหรัฐ ที่มีเงินลงทุนอยู่ทั่วโลก ดึงเงินกลับประเทศเพื่อพยุงสถานะตนเองและทำให้มูลค่าตลาดเงินตลาดทุน เช่น ตลาดหลักทรัพย์ (ตลาดหุ้น) มีมูลค่าลดลงมหาศาล ในปี 2551 ปีเดียว มูลค่าตลาดหุ้นของไทยลดลงไปเกือบ 50% ซึ่งหมายความว่าคนที่มีเงินลงทุนอยู่ในหุ้น เงินเหล่านั้นก็จะมีมูลค่าลดลงไปตามมูลค่าหุ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ในปี 2552 นี้ (จากปลายปี ถึงประมาณกลางเดือนมิ.ย. 52) มูลค่าตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 30% แล้ว ซึ่งก็หมายถึงมูลค่าของหุ้นที่เราถือครอง เพิ่มขึ้นมาเช่นกัน จะเพิ่มมากน้อยก็แตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าเป็นหุ้นใด

 วิกฤติครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นชัดว่า เศรษฐกิจโลกนั้น มีความเชื่อมโยงกับเงินออมของเรามาก เช่น หากเราซื้อกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไว้ การที่มูลค่าตลาดหุ้นลดลงจากวิกฤติเศรษฐกิจ ก็จะส่งผลถึงมูลค่าของกองทุนที่เราถืออยู่เช่นกัน การถือตราสารหนี้ หรือพวกพันธบัตรรัฐบาลก็ใช่ว่าจะไม่มีผลกระทบ ในช่วงต้นปี 2552 ที่ผ่านมา เนื่องจากเงินลงทุนหนีมาที่ตราสารหนี้เยอะ บวกกับเป็นภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่ถืออยู่ ก็มีสิทธิ์ปรับลดลงเช่นกัน หากเราจะหนีเอาเงินไปฝากธนาคารอย่างเดียว ดอกเบี้ยที่ได้ก็จะต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งหมายความว่ามูลค่าเงินที่แท้จริง (วัดจากอำนาจซื้อ) ก็จะลดลงเรื่อยๆ

 ทางแก้ไขที่ถือปฏิบัติกันเป็นสากลก็มีหลายวิธี แต่มีอยู่สองเรื่องที่อยากให้พิจารณากัน ได้แก่
 1) กระจายความเสี่ยงการลงทุนไปในสินทรัพย์ต่างๆ หรือการ “ไม่ใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว” ที่หากตกอาจจะแตกทั้งหมด แต่ให้ลงทุนในหลายๆ อย่าง เพื่อกระจายโอกาสการสร้างผลตอบแทนจากสิ่งต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในทิศทางที่แตกต่างกัน

 2) มีวินัยในการลงทุนอย่างเคร่งครัด ที่หมายถึง ไม่ตื่นตระหนกไปกับผลผันผวนระยะสั้นของตลาด แต่ให้ยึดหลักการลงทุนระยะยาวที่มองผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อเป็นหลัก เช่น ปี 2551 ทั้งปี มูลค่าหุ้นอาจจะตกเกือบ 50% แต่ปี 2552 ก็ขึ้นมาแล้วประมาณ 30% และหากดูจากปัจจุบันย้อนหลังไป 10 ปี ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นอยู่ที่ประมาณ 9% ซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อมาก แต่ระหว่างทางผลตอบแทนก็จะมีขึ้นมีลงตามสภาพตลาดและเศรษฐกิจครับ