ข่าว

คลังห่วงศก.ไทยยังเสี่ยง รื้อเป้าปีนี้ใหม่ติดลบ3%

คลังห่วงศก.ไทยยังเสี่ยง รื้อเป้าปีนี้ใหม่ติดลบ3%

26 มิ.ย. 2552

คลังมองเศรษฐกิจไทยยังเสี่ยง ปรับเป้าจีดีพีใหม่ทั้งปีติดลบ 3.0% แย่กว่าเดิมที่มองติดลบแค่ 2.5% ยันพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่นิ่งนอนใจไม่ได้รัฐต้องเร่งนโยบายการคลังต่อเนื่อง จี้ ธปท.ดูแลสินเชื่อ ค่าเงินและดอกเบี้ย ด้าน ม.หอการค้าฯ ประเมินส่งออกปีนี้ติดลบ 17 ถึ

 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษก สศค. เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ใหม่อยู่ที่ติดลบ 3.0% โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ระหว่างลบ 3.5% ถึงลบ 2.5% ซึ่งติดลบมากกว่าเดิมที่คาดไว้ในเดือนมีนาคม ว่าจะติดลบ 2.5% เนื่องจากยังมีปัจจัยลบต่อเนื่อง แม้จะเริ่มมีสัญญาณบวกของเครื่องชี้วัดบางตัว โดยเฉพาะความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน และเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอจากการลงทุนและการบริโภคเอกชนที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมทั้งการส่งออกเดือนพฤษภาคมยังติดลบสูงถึง 26.6% โดยทั้งปีคาดว่าจะติดลบถึง 20.2% และการนำเข้าที่หดตัวมากสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนยังไม่ฟื้นตัว

 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขทั้งปีที่แย่ลงนั้น หากพิจารณาถึงสถานการณ์เดือนเมษายนถือว่าปรับตัวดีขึ้น เพราะขณะนั้นมองว่าจีดีพีอาจติดลบถึง 3.5% จากปัจจัยการเมืองในประเทศและการส่งออกการท่องเที่ยวที่ทรุดหนัก แต่พอเข้าสู่เดือนพฤษภาคม หลังออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 และมีการเร่งเบิกจ่ายงบกลางปีทำให้นโยบายการคลังที่ทำมาช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ได้ในระดับหนึ่ง และทำให้ตัวเลขการว่างงานดีขึ้นจาก 3.8% เหลือ 2.5% ส่วนเงินเฟ้อเหลือ 0%

 “การประเมินครั้งนี้มีเหตุผลสำคัญมาจากการใช้จ่ายภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นหลัก ทำให้ตัวเลขเริ่มดีขึ้นบ้างแม้ยังชะลอตัวอยู่ โดยยังยืนยันว่าเราผ่านพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่ขณะนี้คงยังนิ่งนอนใจไมได้ รัฐบาลต้องเดินหน้านโยบายการคลังอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และใช้เงินกู้ไทยเข้มแข็งให้ได้ไตรมาส 3 ของปีนี้“ นายเอกนิติกล่าวและว่า หากมีการผลักดันนโยบายการเงินมาใช้ควบคู่กันน่าจะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านสินเชื่อและอัตราแลกเปลี่ยน

 ด้านนายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินทิศทางการค้าของไทยปี 2552 ว่าการส่งออกในปีนี้จะมีมูลค่า 146,321 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัวลง 17.7% จากปี 2551 ซึ่งเป็นการหดตัวต่ำสุดในรอบ 18 ปี นับแต่ปี 2535 โดยการหดตัวถือว่ารุนแรงกว่าในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจโลกต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าที่ระดับ 33.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และราคาน้ำมันดิบที่ 65.1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การส่งออกของไทยมีโอกาสติดลบสูงขึ้นหรือหดตัว 22.7% แต่หากเศรษฐกิจดีขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ว่าการส่งออกจะหดตัวน้อยลง โดยติดลบที่ 11.1%