
รบ.เล่นแง่กม.'ตีกรอบ-ปิดทาง'วุฒิตั้งนายกฯคนกลาง
รัฐบาลเล่นแง่กฎหมาย'ตีกรอบ-ปิดทาง' ตั้งนายกฯคนกลางผ่านวุฒิสภา : ขบายปมร้อน โดยสำนักข่าวเนชั่น โดยขนิษฐา เทพจร
ขบายปมร้อน หน้า 4
ผ่านพ้นยกแรกไปแล้ว สำหรับการประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม เหล่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากสายสรรหาและเลือกตั้ง หยอกเย้ากันพอหอมปากหอมคอ โดยช่วงเวลาของการประชุมนัดแรกที่ใช้เวลารวมเกือบ 7 ชั่วโมงนั้น มีประเด็นร้อนที่ต้องจับตาต่อไปคือ การเลือกประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภาในสมัยประชุมวิสามัญ
แม้ ส.ว.สรรหาจะประคองตัว ร่วมลงคะแนนจนเป็นมติเสียงข้างมากจนผ่านปราการแรก คือ ให้ที่ประชุมรับญัตติเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา รวมถึงกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภาไว้พิจารณาในสมัยวิสามัญได้ แต่ยังมีข้อพิจารณาสำคัญคือ จะได้รับไฟเขียวให้มีการใช้สิทธิ์ออกเสียงได้หรือไม่ เนื่องจากขณะนี้ยังมีถกเถียงเกี่ยวกับกรอบการทำหน้าที่วุฒิสมาชิก ตามถ้อยคำที่มีไว้ในพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2557 ที่กำหนดเรื่องอย่างเฉพาะเจาะจงให้ทำได้เพียง 2 เรื่อง คือ 1.การเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง และ 2.เลือกกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ทำให้การพิจารณาเรื่องอื่นที่วุฒิสภาตั้งใจ คือ เลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่ มีปมที่ต้องถกเถียงว่าจะทำได้หรือไม่ในสมัยวิสามัญ 2-10 พฤษภาคมนี้
โดยในวงประชุมวุฒิสภาคราวที่ผ่านมา ได้มีการอภิปรายให้ความเห็น สรุปสาระได้ 2 ประเด็น คือ 1.ทำไม่ได้ เพราะจะเกินกรอบที่พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมฯ กำหนด และหากจัดการประชุมประเด็นอื่น ที่นอกเหนือไปกว่านั้น อาจเข้าข่ายทำผิดรัฐธรรมนูญได้ และ 2.ทำได้ เพราะถือเป็นเรื่องกิจการภายในของสภาสูง และหากไม่ดำเนินการ สุ่มเสี่ยงที่จะมีปัญหาอื่นๆ ในวงงานรัฐสภาตามมา
สำหรับแนวโน้มเรื่องนี้ “คำนูณ สิทธิสมาน" ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ประเมินว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เสียงส่วนใหญ่สนับสนุนให้ทำได้มากกว่าทำไม่ได้ เพราะทั้งสายสรรหาและสายเลือกตั้งล้วนต้องการมีบทบาทในหน้าที่ โดยเฉพาะการทำงานในรูปแบบของกรรมาธิการ ดังนั้นเมื่อเขาเห็นด้วยกับการตั้ง ส.ว.เข้าไปเป็นกรรมาธิการสามัญแล้ว การเลือกประธานวุฒิสภาที่ถือมีความสำคัญมากกว่าก็สามารถเทียบเคียงและเดินหน้าไปได้เช่นกัน
แม้จะนอนใจว่า เสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมวุฒิสภาจะไฟเขียวให้มีการใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาได้ ในสมัยประชุมวิสามัญนี้ แต่ “ส.ว.คำนูณ” ยังมีความเป็นห่วงในขั้นตอนที่นายกรัฐมนตรีต้องนำชื่อ ส.ว.ที่ได้รับเลือก นำความขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เพราะหากคนที่ขึ้นแท่นเป็นว่าที่ประธานวุฒิสภา ถูกฝ่ายรัฐบาลรักษาการหมายหัว-มองเป็นคนของขั้ว กปปส. ที่หวังประสานมือเพื่อใช้ช่องทางวุฒิสภาเดินหน้าตั้งรัฐบาลพระราชทาน-นายกรัฐมนตรีคนกลาง ย่อมจะเกิดสถานการณ์ยื้อเวลาขึ้นได้
แต่ปัญหาที่กังวลจะหมดไป หาก ส.ว.สายรัฐบาลเข้าวิน ได้รับเลือกเป็นประธานวุฒิสภา ซึ่งความเป็นไปได้ในประเด็นนี้ ถือว่ามีน้อย
การประเมินของคนวงในวุฒิสภา พบว่า โอกาสของ ส.ว.สายขั้วตรงข้ามรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่จะรั้งตำแหน่งประมุขสภาสูงมีสูงยิ่ง เพราะสายสัมพันธ์ที่ดึงรั้งเข้าหากันอย่างเป็นกลุ่มก้อนมากกว่าสายเลือกตั้งที่รู้จักกันอย่างผิวเผิน
ดังนั้นด้วยบริบททางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แกนนำของรัฐบาลรักษาการก็รู้เท่าทันถึงเกมลดทอนอำนาจ จึงไม่แปลกนักที่เราจะได้รัฐบาลชั่วคราวใช้อำนาจ เขียนกรอบการทำหน้าที่วุฒิสภาอย่างเฉพาะเจาะจงไว้ในพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมวิสามัญ เพื่อหวังให้เป็นปมข้อกฎหมายในการรั้งอำนาจนอกระบบอย่างไม่หวั่นต่อคำครหาว่าแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ
ในท้ายสุดเกมการเมืองที่ออกมารูปแบบนี้ ยื้อยักกันในทางกฎหมาย อาจไปสรุปสุดท้ายกันที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกก็เป็นได้
..........................................
(หมายเหตุ : รัฐบาลเล่นแง่กฎหมาย 'ตีกรอบ-ปิดทาง' ตั้งนายกฯคนกลางผ่านวุฒิสภา : ขบายปมร้อน โดยสำนักข่าวเนชั่น โดยขนิษฐา เทพจร)



