ข่าว

'กองกำลังประจำถิ่น'บทพิสูจน์ดับกระแสป่วนวันสำคัญใต้

'กองกำลังประจำถิ่น'บทพิสูจน์ดับกระแสป่วนวันสำคัญใต้

05 พ.ค. 2557

'กองกำลังประจำถิ่น' บทพิสูจน์ดับกระแสป่วนครบรอบวันสำคัญใต้

                ผ่านไป “หนึ่งทศวรรษ” สถานการณ์ในพื้นที่  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังเป็นอยู่แบบลุ่มๆ ดอนๆ แม้ตลอดช่วงที่ผ่านมาจะมีกำลังพลเจ้าหน้าที่อยู่กว่า 65,000 คน ซึ่งแยกเป็นกำลังทหารประมาณ 35,000 คน,ตำรวจ 10,000 นาย และฝ่ายปกครองหรือพลเรือนประมาณ 20,000 คน ปฏิบัติภารกิจทั้งเชิงรุกที่เน้นการบังคับใช้กฎหมาย การปิดล้อมตรวจค้นและติดตามจับกุมคนร้าย

                ขณะที่เชิงรับเน้นภารกิจสำคัญคือ การดูแลความปลอดภัยไม่ให้เกิดเหตุร้ายรายวัน ซึ่งมีพื้นที่จุดเสี่ยงสำคัญที่ต้องจัดกำลังดูแลความปลอดภัยวันละ 300 จุด จุดละไม่ต่ำกว่า 10 นาย (ขึ้นกับพื้นที่เสี่ยง) ยังไม่รวมกับแผน "รปภ.10 ประการ" ที่ถูกเน้นย้ำเป็นพิเศษ เช่น รปภ.ครู, โรงเรียน, รถไฟ, พระ, วัด, สถานที่ราชการ, ถนนเส้นทางต่างๆ รวมถึงสถานที่เชิงสัญลักษณ์ทุกแห่งที่ต้องใช้กำลังเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

                โดยเฉพาะในห้วงวันครบรอบวันสำคัญต่างๆ ที่ถูกมักเลือกเป็นวันก่อเหตุเพื่อแสดงสัญลักษณ์และตอบโต้ไปด้วยในตัว ทำให้ทุกๆ วันสำคัญมักจะคำสั่งให้เพิ่มกำลังให้เข้มงวดขึ้นเพื่อความปลอดภัย

                แต่วันนี้เริ่มมีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดูเหมือนจะดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ปี ที่พบว่าการก่อเหตุในวันสำคัญต่างๆ เริ่มลดระดับลงจริง

                ล่าสุดเหตุการณ์ครบรอบ 10 ปีเหตุการณ์ชุมนุมมัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นหนึ่งวันสำคัญที่หลายฝ่ายจับตามองว่าสุ่มเสี่ยงที่จะนำมาเป็นประเด็นการตอบโต้เพื่อสร้างกระแสวันสัญลักษณ์ แต่ท้ายที่สุดทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี โดยไร้เหตุรุนแรงใดๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่มัสยิดกรือเซะ หรือพื้นที่รอบนอก ทั้งใน จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จึงเกิดเป็นคำถามต่อท้ายว่า ทำไม?? อะไร?? คือปัจจัยสำคัญ 

                "การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนกำลังพลไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการยุติปัญหาความรุนแรง เพราะทุกครั้งที่มีเหตุความรุนแรงขึ้น การทำงานก็ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ เข้าทำนองเมื่อฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอีกฝ่ายก็ไม่ยอม ทำให้มีการตอบโต้กันไปมาตลอด 9 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการใช้วันสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นเสมือนการแสดงออกเพื่อตอบโต้" พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวสะท้อน

                แต่เพราะประสบการณ์ทำให้เข้าใจระบบการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่มากขึ้น ทำให้มีการปรับโครงสร้างการทำงานฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะแผนการลดกำลังพล “ทหารหลัก” ที่มาจากกองทัพภาคที่ 1, 2 และ 3 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเดิมมีจำนวนหลักแสนเหลือเพียงหลักหมื่นนาย เพื่อส่งมอบพื้นที่ให้ทหารพราน หรือนักรบชุดดำที่เป็น "กองกำลังประจำถิ่น" รับผิดชอบแทนมีบทบาทและความชัดเจนมากขึ้นในปี 2556-2557 

                น่าจะเป็นที่มาของความสำคัญที่เชื่อว่ามีผลต่อการลดอัตราเสี่ยงในการสกัดกั้นการก่อเหตุความรุนแรงในวันครบรอบต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อเดินหน้าเสริม "หน่วยปฏิบัติการพิเศษเคลื่อนที่เร็ว" หรือนปพ. ซึ่งเป็นชุดที่เกิดจากความร่วมมือของทุกองค์กรในพื้นที่ทั้งตำรวจ ทหาร พลเรือน ชุดนิติวิทยาศาสตร์ และพนักงานสอบสวน ภายใต้คอนเซ็ปต์ แบ่งพื้นที่ต้องชัดเจน การกำหนดคนต้องตรงกับงานลงพื้นที่ โดยรูปแบบและหน้าที่หลักจะแบ่งเป็น  3 ขั้นตอน

                คือ 1.ก่อนเหตุจะดูแลเข้มงวดโดยมี ตร., อส. และพลเรือนรับผิดชอบเป็นหลักโดยชุดนี้จะรายงานและขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะ ผอ.รมน.จังหวัดทำให้มีความผ่อนคลายในการปฏิบัติหน้าที่ แม้จะมีคำสั่งเพิ่มความเข้มงวดก็ตาม 2.ขณะเกิดเหตุจะใช้ทหารหลัก และทหารพรานซึ่งเป็นคนพื้นที่เข้ามาร่วมสนับสนุน โดยชุดนี้จะขึ้นตรงกับผบ.ฉก.จังหวัด เพื่อนำกำลังปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับชุดผู้ว่าราชการจังหวัด และ 3.หลังเกิดเหตุทุกหน่วยจะบูรณาการร่วมกันทุกฝ่ายอย่างชัดเจน

                "หน่วยปฏิบัติการพิเศษเคลื่อนที่เร็ว" (นปพ.) เกิดจากความร่วมมือในการปฏิบัติภารกิจดูแลความปลอดภัยร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจจังหวัดเข้ามาเสริมการทำงานให้แข็งแกร่ง ปัจจุบันชุดนี้มีบทบาทอย่างมาก โดยปัตตานีมี 1 ชุด, ยะลา 1 ชุด และนราฯ 2 ชุดเพราะเป็นพื้นที่ใหญ่ที่สุด”

                ผลงานดังกล่าวทำให้มิติการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันไม่ได้โฟกัสไปที่กำลังพลอย่างเดียว แต่มองไปถึงมิติทางวัฒนธรรมและสังคมมากขึ้น เป็นการพังทลายความรู้สึก และข้อกังขาตลอดจนความไม่สบายใจของชาวบ้านที่มักจะกังวลต่อความไม่มั่นใจว่าการมีทหารอยู่ใกล้จะปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยกันแน่ และที่สำคัญลดกระแสความท้าทายในมุมมองของกลุ่มผู้ก่อการที่มักมองว่า “การที่เจ้าหน้าที่รัฐถือปืนเดินเฝ้าประจำสถานที่สำคัญคือเป้าหมายหรือสายล่อฟ้าที่กระตุกความเกลียดชัง”

                ด้านแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้รายหนึ่งให้ข้อมูลที่ตรงกันว่า ปัจจุบันภาพเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธครบมือคอยคุมเชิงและเดินลาดตระเวนระแวดระวังภัยตามสถานที่สำคัญในวันครบรอบนั้นไม่ค่อยมีให้เห็น ส่วนหนึ่งเพราะต้องการลดและเลี่ยงความไม่เหมาะสมที่ค้านสายตาและความรู้สึกของชาวบ้าน เพราะในสายตาชาวบ้านการรักษาความปลอดภัยในบางมุมยิ่งทำให้สร้างความไม่ปลอดภัยมากขึ้น

                "ในห้วงวันสำคัญเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นกรณีพิเศษไม่ได้เจาะจงว่าต้องเพิ่มกองกำลังหรือจำนวนเจ้าหน้าที่ แต่เป็นการอาศัยคำสั่งให้เพิ่มความตื่นตัวในการปฏิบัติหน้าที่ให้เข้มงวดและรอบคอบขึ้นจากภาวะปกติเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อวันสำคัญดังกล่าวมีผลต่อความรู้สึกของชาวบ้านก็ต้องระวังตัว ทั้งการปฏิบัติหน้าที่และการแสดงออกความคิดเห็นยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งนั่นอาจทำให้เป็นปัจจัยที่ช่วยทำให้วันครบรอบปีนี้ผ่านไปได้ด้วยดี" แหล่งข่าว กล่าว

                เหตุผลทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาว่า จำนวนเหตุร้ายและเหตุรุนแรงที่มักจะเกิดขึ้นในวันครบรอบต่างๆ เพื่อตอบโต้หรือแสดงสัญลักษณจึงเริ่มลดระดับลงตามไปด้วย    

                                                     

ย้อนรอยวันครบรอบ

 

                ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อถึงกำหนดครบรอบวันสำคัญ คือวันที่มีความสุ่มเสี่ยงการก่อเหตุความไม่สงบ เพราะอดีตที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

                -มีนาคม เดือนแห่งสัญลักษณ์วันสำคัญอย่างน้อย 3 เหตุการณ์ วันที่13 มีนาคม วันสถาปนาขบวนการบีอาร์เอ็น, 22 มีนาคม วันก่อตั้งและสถาปนาธรรมนูญขององค์กรพูโลเก่า และวันที่ 31 มีนาคม วันครบรอบเหตุการณ์คาร์บอมบ์ที่โรงแรมลี การ์เด้น พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และในเขตเทศบาลนครยะลา ทำให้ทุกๆ ปีนับตั้งแต่ปี 2547 พบว่าสถิติการก่อเหตุเดือนมีนาคมเกิดขึ้นทุกรูปแบบ ทั้งยิง ระเบิด เผา เกิดเป็นสถิติที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบทุกๆ ปี

                -25 ตุลาคม ครบรอบเหตุการณ์ตากใบ โดยเมื่อปี 2555 เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดและยิง 8 จุดพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2555 ที่เชื่อว่าเป็นการแสดงสัญลักษณ์เพื่อตอบโต้เจ้าหน้าที่ก่อนวันครบรอบ 8 ปี เพราะหนึ่งในจุดเกิดเหตุคือสถานีตำรวจน้ำตากใบ ที่บ้านตาบา พบระเบิดขว้าง เอ็ม26 และ เอ็ม19 และปลอกกระสุนปืน เอ็ม16 อาก้า และอูซี่ รวมถึงปลอกกระสุนปืนพล 9 มม. กว่า 50 ปลอก

                -28 เมษายน ครบรอบเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ พบว่า ปี 2552 คนร้ายป่วนนราธิวาส 5 อำเภอ รวม 20 จุด ทั้งเผาโรงเรียน ระเบิดเสาสัญญาณมือถือ-หม้อแปลงไฟฟ้าทำไฟดับยกเมือง เพื่อแสดงสัญลักษณ์ครบรอบ 5 ปี

                -13 กุมภาพันธ์ ครบรอบเหตุการณ์วิสามัญฯ นายมะรอโซ จันทรวดี แกนนำระดับปฏิบัติการพร้อมลูกน้อง 16 คน ที่บุกโจมตีฐานปฏิบัติการบ้านยือลอของนาวิกโยธิน ที่ ต.บาเระเหนือ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส มีความชัดเจนเมื่อครบรอบ 1 ปี วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ผ่านมา คนร้ายกราดยิงชาวบ้านขณะตักบาตรในพื้นที่บ้านใหม่ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ทำให้มีพระมรณภาพ 1 รูป และชาวบ้านรวมทั้งเด็กเสียชีวิต 3 คน กลายเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงและสร้างความสลดใจอย่างมาก

................................

(หมายเหตุ : 'กองกำลังประจำถิ่น' บทพิสูจน์ดับกระแสป่วนครบรอบวันสำคัญใต้)