
'อภิสิทธิ์'ปิดเกมโรดแมป-ปชป.เดินหน้าหนุนกปปส.
'อภิสิทธิ์'ปิดเกมหาทางออกประเทศ ประชาธิปัตย์เดินหน้าหนุน กปปส. : สำนักข่าวเนชั่น โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน
การเดินสายพบปะหาทางออกประเทศไทย ของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" กลายเป็นประเด็นให้สังคมติดตามอยู่พักใหญ่ เพราะนอกจากคำว่า "ทางออกประเทศ" กำลังเป็นที่โหยหาจากภาวะตีบตันทางการเมือง ตัวของเขาเองนั้นยังมีความน่าสนใจยิ่งนัก
ความน่าสนใจที่ว่า เพราะเขาเป็น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ เป็นพรรคการเมืองที่บอยคอตการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จนถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุให้การเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ ต้องเป็นโมฆะ
เขายังเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เป็นผู้ที่เคยเป็นทั้งความหวัง และถูกอีกฟากฝั่งการเมืองกล่าวหาว่าเป็น "ฆาตกรมือเปื้อนเลือด" นอกจากนี้เขาก็เป็นอีกหนึ่งในตัวละครของคู่ขัดแย้งทางการเมือง
ที่สำคัญคือ เขาเป็นเหมือนภาพอีกมุมหนึ่งในกระจกของ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เลขาธิการ กปปส. สองคนนี้ถูกมองว่าแยกบทบาทกันเดิน "สุเทพ" นั้นถูกมองว่า เลือกเดินเกมใต้ดิน เดินเกมมวลชน ขณะที่ "อภิสิทธิ์" เดินเกมในภาคเทพ ผู้แสนบริสุทธิ์ หล่อเหลา แต่ท้ายสุดทั้งสองคือหนึ่งเดียวกัน
หลายคนแอบตั้งความหวังว่า ทางออกของ "อภิสิทธิ์" จะเป็นทางลงของ "สุเทพ" ทั้งยังหวังว่า ประชาธิปัตย์จะลงเลือกตั้งเพื่อจบปัญหาความขัดแย้งอันยาวนานเสียที
แต่ข้อเสนอที่ออกมานั้น กลับสร้างความผิดหวังให้ใครต่อใครหลายคน เพราะสุดท้ายก็มองได้ว่า ข้อเสนอนี้สอดรับกับเงื่อนไขของ กปปส. หากแต่ลดเวลาลงเท่านั้น หากมาดูจริงๆ ข้อเสนอทั้ง 10 จะประกอบด้วย 1.ชะลอการตรา พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง 2.กกต.ออกระเบียบกฎเกณฑ์เพื่อปฏิรูปการเลือกตั้ง 3.เครือข่ายปฏิรูป-กปปส. กำหนดกรอบปฏิรูป ใน 30 วัน
4.นำข้อเสนอเรื่องปฏิรูปไปทำประชามติ ภายใน 90 วัน 5.ช่วงทำประชามติ สร้างบรรยากาศการเลือกตั้งที่เรียบร้อย 6.มีรัฐบาลคนกลาง โดยนายกฯ-ครม.ลาออก วุฒิสภาดำเนินการให้มีรัฐบาลคนกลาง 7.รัฐบาลคนกลาง ทำเฉพาะเรื่องปฏิรูป และแก้ปัญหาเร่งด่วน
8.ปฏิรูปเสร็จ เลือกตั้งใน 45-60 วัน รัฐบาลหลังเลือกตั้งต้องทำเรื่องปฏิรูป หากไม่ทำมีโทษถึงยุบพรรคและตัดสิทธิเลือกตั้ง 9.รัฐบาลใหม่ ทำปฏิรูปการเมืองให้เสร็จใน 1 ปี แล้วยุบสภา เลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ และ 10.หลังเลือกตั้ง ปฏิรูปประเด็นอื่น
แต่หากจับประเด็นง่ายเป็น 3 ประเด็น คือ 1.เลื่อนเลือกตั้ง 2.นายกฯ และคณะรัฐมนตรีลาออก 2.ตั้งรัฐบาลคนกลางทำหน้าที่ปฏิรูป ซึ่งนี่คือข้อเสนอของ กปปส.มาแต่ไหนแต่ไร เพราะแม้แต่ "พุทธะอิสระ" ยังออกปากบอกเอง
ไม่แปลกที่ข้อเสนอนี้จะถูกปฏิเสธจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะฟากฝั่งรัฐบาล เพราะข้อเสนอเลื่อนเลือกตั้งนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะยอมรับ เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลมองว่าเวลาของ "นายกฯ" ใกล้จะหมดลงจากการตัดสินขององค์กรอิสระ ดังนั้นจึงต้องการวันเลือกตั้งไว้การันตีการกลับเข้ามาอยู่ในอำนาจของตัวเองภายใต้หมวกประชาธิปไตย
คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นจึงทำให้ข้อเสนอของ "อภิสิทธิ์" แผ่วเบาขนาดนี้ และดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวจะจบลงในเวลาไม่ถึง 10 วัน
คำตอบง่ายๆ คือ เงื่อนไขการกำหนดวันเลือกตั้งของ "กกต." และ "รัฐบาล" ที่ตกลงกันได้เร็วกว่าที่คาด ทำให้การเดินสายของเขาต้องจบลง ทั้งที่ตัวละครสำคัญยังไม่ได้เข้าร่วมกระบวนการนี้
หากจำได้ แผนของ "อภิสิทธิ์" นั้น จะต้องพบกับฝ่ายต่างๆ โดยเริ่มไล่ลำดับจากจากง่ายไปหายาก เปิดหัวด้วยการพบกับ "กิตติพงษ์ กิตยารักษ์" ปลัดกระทรวงยุติธรรม และองค์กรปฏิรูป ตามมาด้วยฝ่ายความมั่นคงอย่างทหาร ต่อด้วย กกต. และพรรคร่วมรัฐบาล โดยทั้งหมดเขาอุบข้อเสนอเอาไว้และบอกให้ทุกฝ่ายที่เจอขอให้เก็บเป็นความลับ
แต่เมื่อรัฐบาลและ กกต.กำหนดวันเลือกตั้งได้ ตัวละครสำคัญสองตัวสุดท้ายที่อยู่ในแผนจึงต้องพับเก็บ ตัวละครสองตัวที่ว่า คือ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" และ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ซึ่งถือเป็นคู่ขัดแย้งหลัก
"อภิสิทธิ์" เคยให้สัมภาษณ์สื่อในเครือเนชั่น ยอมรับว่า หากกำหนดวันเลือกตั้งได้แผนของเขาก็เป็นอันจบลง ซึ่งก็เป็นเช่นว่าจริงๆ แต่ดูเหมือนว่าเขายังจะไม่ยอมแพ้และดิ้นเฮือกสุดท้าย เพื่อไม่ให้ตกกระแส ด้วยการขายโปรโมชั่น "เว้นวรรคการเมือง" ก่อนที่จะบอกข้อเสนอด้วยซ้ำ
ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว การนำเสนอเงื่อนไขทางออกประเทศของเขานั้น นับว่าช้ามาก และการขายของแถมก่อนขายของจริง ยิ่งทำให้สินค้าที่ขายนั้นยิ่งดูด้อยค่าลงไปอีก ว่ากันว่า การมัวแต่เก็บงำข้อเสนอจนเวลาล่วงเลยไม่ได้ทำให้ข้อเสนอน่าสนใจขึ้นแม้แต่น้อย ไม่แปลกที่มีคนบอกว่า ข้อเสนอของเขานั้น เป็นเพียงข้อเสนอแก้เกี้ยวเรียกคะแนนจากพรรคพวก กปปส.คืน หลังจากเสียรังวัดจากการเดินหน้าเจรจา
แน่นอนว่า ณ วันนี้ข้อเสนอของเขาเป็นอันต้องตกไป เพราะเสียงที่ออกมาตอบรับจากภาคส่วนต่างๆ นั้นเป็นไปในทางไม่ยอมรับเสียมากกว่า
คำถามประการต่อมาคือ จะทำอย่างไรเพื่อต่อยอดข้อเสนอที่ไม่สำเร็จนี้ ?
เวลานี้มีความเป็นไปได้สูงว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเดินตามหัวหน้าพรรคหลังจากที่รัฐบาลไม่รับข้อเสนอ คือ บอยคอตการเลือกตั้งอีกครั้ง โดยอ้างเรื่องความไม่พร้อมของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง
และจากนั้นบรรดานักการเมือง อดีต ส.ส.ของพรรคก็จะเดินหน้าเคลื่อนไหวในนาม กปปส. ทั้งการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ และมีความเป็นไปได้ว่า หากยังไม่สามารถเผด็จศึกได้ก็จะเดินหน้าขัดขวางการเลือกตั้งต่อไป
ข้อเสนอที่ล่มลงในเวลาอันรวดเร็ว จึงดูเหมือนว่าเป็นงานง่ายของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะหากสำเร็จแล้วพวกเขาจะต้องลงเลือกตั้ง ก็ต้องไปคุยกับ "สุเทพ" และจะต้องไปอธิบายกับมวลชนของตัวเองว่า ทำไมจึงต้องลงเลือกตั้งทั้งๆ ที่แคมเปญปฏิรูปที่ชูมาตั้งแต่ต้นยังไม่ประสบความสำเร็จ
อย่างไรก็ตามมีข้อมูลอีกชุดหนึ่งระบุว่า การกระทำเช่นนี้เป็นหมากที่ถูกวางไว้ตั้งแต่ต้น เพราะไม่มีทางที่คนอย่าง "อภิสิทธิ์" จะไม่คุยกับ "สุเทพ" เพราะทั้งคู่นั้นผูกพันกันมากและยอมเล่นคนละบทบาทเพื่อการเคลื่อนไหวที่ทรงประสิทธิภาพมาตั้งแต่ต้น
เกมนี้จึงเปรียบเหมือนการเล่นสองหน้า เพราะหากกระบวนการสำเร็จตั้งแต่ต้น ข้อเสนออาจจะไม่เป็นเช่นนี้ และปูทางให้พรรคประชาธิปัตย์กลับสู่สนามเลือกตั้งอย่างสวยงาม แต่หากไม่สำเร็จการเดินหน้าเคลื่อนไหวในฐานะ กปปส. ก็จะกลับมาทำได้อย่างเต็มที่
แต่ต้องยอมรับว่า การเปิดเกมเช่นนี้ทำให้เส้นทางการเมืองของ "อภิสิทธิ์" ตีบตันลงไปอีก เพราะการเร่งประกาศเว้นวรรคการเมืองเหมือนเป็นการระเบิดพลีชีพ ทำให้โอกาสกลับสู่สนามการเมืองของเขาเป็นไปได้ยากยิ่ง เพราะหากเขาอยากลงเลือกตั้งอีกก็จะถูกตั้งคำถามถึงความจริงใจ เว้นแต่เขาจะเพิกเฉยและเดินหน้าในแบบที่ตัวเองอยากทำเท่านั้น
ที่แน่ๆ คือ หนทางในการประนีประนอม หาทางออกโดยสันติวิธีของสองฝ่ายยิ่งห่างไกลออกไป เพราะทั้งสองฝ่ายต่างพร้อมที่จะเข้าห้ำหั่นกันเต็มทนแล้ว เห็นได้จากการนัดม็อบในวันใกล้กัน
ทำให้ถึงตอนนี้ย้อนนึกถึงคำพูดของ "อภิสิทธิ์" วันที่เปิดโรดแม็พปฏิรูปว่า "นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาถกเถียงหรือจะมาโทษว่าเป็นความผิดของใคร เพราะทุกคนล้วนมีส่วนทำให้ประเทศมาอยู่ตรงนี้ รวมทั้งผมและพรรคประชาธิปัตย์ด้วย"
................................
(หมายเหตุ : 'อภิสิทธิ์'ปิดเกมหาทางออกประเทศ ประชาธิปัตย์เดินหน้าหนุน กปปส. : สำนักข่าวเนชั่น โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน)



