ข่าว

'จีไอเอส'แผนที่ภาษีดาวเทียมอาวุธลับสรรพากร

'จีไอเอส'แผนที่ภาษีดาวเทียมอาวุธลับสรรพากร

05 พ.ค. 2557

'จีไอเอส'แผนที่ภาษีดาวเทียม อาวุธลับสรรพากรใช้'ล็อกเป้า-เพิ่มรายได้' : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดงรายงาน

                ผ่านพ้นมาครึ่งทางของปีงบประมาณ 2557 ความหวังในการพึ่งพาการเบิกจ่ายเงินของภาครัฐในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เดียวที่เหลืออยู่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นไปตามคาดมากนัก เพราะจากสถานการณ์การเมืองที่ยังอึมครึมยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชนทำให้การบริโภคและการลงทุนชะลอตัว การจัดเก็บรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีการนำเข้า ตลอดจนภาษีที่เก็บจากสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ของภาครัฐที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง กำลังวกกลับมาเป็นปัญหา จนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้งเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

                ทั้งนี้ พบว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ  3 กรมภาษี ประกอบด้วย กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร จัดเก็บรายได้พลาดเป้าหมายไปเกือบ 6 หมื่นล้านบาท แต่ยังโชคดีที่รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นเก็บภาษีได้เกินเป้าหมาย ทำให้รายได้รวมหายไปเพียงหมื่นล้านบาทเท่านั้น

                อย่างไรก็ตาม กรมหลักในการหารายได้อย่างกรมสรรพากร ไม่ได้นิ่งนอนใจกำลังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีเตรียมพร้อมสำหรับปีงบประมาณถัดไป "สุทธิชัย  สังขมณี" อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยถึงอาวุธลับที่จะนำมารีดภาษีให้ทั่วถึงและตรงเป้าหมายที่สุด นั่นคือ ระบบแผนที่ภาษีดาวเทียม (จีไอเอส) มาใช้ในการล็อกเป้าหมายและวิเคราะห์ข้อมูลการเสียภาษีทั้งในส่วนของรายบุคคลและรายบริษัทเลยทีเดียว

เร่งทำแผนภาษีพุ่งเป้าเจาะทุกกลุ่ม

                นายสุทธิชัย กล่าวว่า กรมกำลังพัฒนาระบบจีไอเอส หรือ แผนที่ภาษี โดยว่าจ้างเอกชนให้เข้ามาร่วมวางระบบ เพื่อนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีในอนาคต ซึ่งได้ประสานความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทย ในส่วนของเลขที่ตั้งของบ้านและอาคารพาณิชย์ รวมไปถึงข้อมูลการเสียค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง โดยเอาข้อมูลมาทับซ้อนกันกับข้อมูลฐานภาษีที่กรมมีอยู่ จะทำให้ทราบว่าใครยังไม่อยู่ในฐานภาษี โดยเฉพาะห้างร้าน สถานประกอบการต่างๆ ที่เชื่อว่ายังอยู่นอกระบบอีกมาก จึงต้องทำการสำรวจเพิ่ม โดยกำหนดจุดเป้าหมายเป็นพื้นที่สีเขียว หมายถึงมีข้อมูลบางส่วนแล้ว แต่ต้องสำรวจเพิ่มเพราะยังมีข้อสงสัยเรื่องการเสียภาษี กับพื้นที่สีแดงที่ยังไม่เคยมีข้อมูลการเสียภาษีมาก่อนลย ซึ่งเท่าที่นำข้อมูลมาทับซ้อนกันพบว่ามีถึง 30% ทีเดียวที่เป็นห้างร้าน สถานประกอบการที่ยังไม่เข้ามาอยู่ในฐานภาษีของกรม

                “ระบบแผนที่ภาษีทางดาวเทียมสามารถใช้ประเมินการเสียภาษีได้ด้วย เพราะระบบดังกล่าวได้ลิงค์ข้อมูลกับทางระเบียนราษฎรและการเสียค่าไฟฟ้า โดยดูถึงรายได้ของสมาชิกในครอบครัว ว่ามีรายได้จากแหล่งใด ทำงานที่ไหน รวมถึงข้อมูลทางการเงินของสมาชิกในการผ่อนชำระค่าสินค้ากับบริษัทต่างๆ และที่มาของรายได้ในบริษัทที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ อย่างบางธุรกิจใช้ไฟฟ้ามากแต่กลับเสียภาษีน้อยก็ต้องเข้าไปวิเคราะห์ข้อมูลและตรวจสอบว่าเสียภาษีครบถ้วนหรือไม่"

                นายสุทธิชัย กล่าวต่อว่า กรมสรรพากรได้ทดลองนำระบบจีไอเอสมาใช้ในพื้นที่เขตพญาไท กทม. ที่ อ.หัวหิน และเมืองพัทยา เพราะเป็นแหล่งธุรกิจที่สำคัญคาดว่าในช่วงไตรมาส 3 จะสามารถวางระบบได้ครบถ้วน จากนั้นจะขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ค้าขายสำคัญๆ เช่น สำเพ็ง ซึ่งเป็นย่านการขายสินค้าเบ็ดเตล็ด ย่านวรจักร ขายอะไหล่ยานต์ ย่านวัดตึก ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และคลองถม เนื่องจากการขายสินค้าในร้านค้าจดทะเบียนภาษีต้องออกใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีให้ลูกค้าทุกครั้ง จึงต้องทำการตรวจหากระบบดังกล่าวประสบความสำเร็จจะขยายการตรวจพื้นที่สรรพากรภาคทั้ง 117 แห่งทั่วประเทศ คาดว่าจะดึงเงินภาษีที่รั่วไหลกลับมาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

                นายยุทธนา ช่วงอรุณ  เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ระบบจีไอเอส กล่าวว่า ขณะนี้กรมดึงข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ในระดับหนึ่งแล้ว แผนที่ดังกล่าวจะบ่งบอกตำแหน่งที่อยู่จริงของผู้เสียภาษี ทำให้กรมทำงานง่ายขึ้นไม่ต้องเหวี่ยงแหสะเปะสะปะเหมือนเมื่อก่อน และขณะนี้อยู่ระหว่างส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบหาข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งในส่วนของพื้นที่สีเขียวที่กรมมีข้อมูลเบื้องต้นอยู่แล้ว และพื้นที่สีแดงที่เป็นเป้าหมายใหม่ โดยแต่ละเขตมีกำลังเจ้าหน้าที่ 4-5 คนที่เข้าไปสำรวจข้อมูล ซึ่งยอมรับว่าไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากเจ้าบ้านหรือเจ้าของธุรกิจมากนัก จึงสำรวจได้เพียง 5 รายต่อเจ้าหน้าที่ 1คนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม อธิบดีได้ให้นโยบายเร่งตรวจสอบข้อมูลให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ของปีนี้

ขยายฐานะภาษีสู่ธุรกิจนอกระบบ

                อย่างไรก็ตาม นอกจากเป้าหมายที่ต้องสำรวจข้อมูลในช่วงกลางวันแล้ว ยังมีบางธุรกิจที่เปิดขายหรือให้บริการช่วงกลางคืนพอเจ้าหน้าที่ไปตรวจจึงมักไม่เห็นอะไร ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงต้องปรับการทำงานใหม่และเข้าไปสำรวจข้อมูลในช่วงกลางคืนด้วย เช่น ธุรกิจร้านอาหารกลางคืน คาราโอเกะ ผับบาร์ ที่มักจะหลบเลี่ยงภาษีและไม่เข้ามาอยู่ในระบบฐานข้อมูลของกรม จึงถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะดึงเข้ามาอยู่ในฐานภาษีต่อไป

                อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวถึงแนวทางการทำงานว่า กรมยังมีแผนที่จะเข้าไปตรวจสอบระบบบัญชีของภาคธุรกิจที่ไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เนื่องจากพบว่าส่วนใหญ่มีการแต่งบัญชีเพื่อปกปิดรายได้ด้วยการผ่องถ่ายสินทรัพย์ ทั้งอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ เงินชีเงินฝากไปอยู่ในบัญชีเจ้าของที่เป็นกรรมการบริษัท ทำให้มีบริษัทจ่ายภาษีให้กรมสรรพากรไม่ตรงกับความจริง จึงต้องตรวจสอบรายได้ของกลุ่มบุคคลเจ้าของบริษัทควบคู่กับบัญชีขององค์กรด้วย เนื่องจากในฐานข้อมูลผู้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลขณะนี้มีเพียง 5 แสนรายเท่านั้น และในจำนวนนี้มีกลุ่มผู้เสียภาษีรายใหญ่ที่มีเม็ดเงินจำนวนมากเพียง 2,600 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ต้องเร่งขยายฐานภาษีให้มากขึ้น

                สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการที่กรมสรรพากรกำลังเพ่งเล็งเป็นพิเศษคือ การจัดเก็บภาษีจากการขายรถมือสอง แม้ขณะนี้เศรษฐกิจจะชะลอตัว ทำให้ยอดขายน้อยลงแต่ต้องศึกษาขั้นตอนรองรับไว้ในช่วงเศรษฐกิจดีขึ้นด้วย โดยจะหารือกับผู้ประกอบการเต็นท์รถมือสองรายใหญ่ เพื่อระดมความคิดเห็น เนื่องจากในต่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ ได้มีการจำหน่ายรถมือสองอย่างเป็นระบบและมีรูปแบบการจำหน่ายอย่างชัดเจนจากดีลเลอร์รายใหญ่ ทำให้สามารถเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

                ขณะที่ประเทศไทยเริ่มมีดีลเลอร์อย่างเป็นระบบแล้ว เช่น โตโยต้า ชัวร์ เพราะมีมาตรฐานการดูแลลูกค้า และระบบบัญชี จึงต้องการนำระบบจำหน่ายรถมือสองของอังกฤษบางอย่างมาปรับใช้ เพราะปัจจุบันยอมรับว่าการขายรถในตลาดรถมือสอง มีราคาแตกต่างกัน แม้จะมีเป็นรุ่นเดียวกัน ปีเดียวกัน สภาพต่างกัน ราคาจะไม่เหมือนกัน จึงต้องหาข้อกำหนดกลางขึ้นมาประเมินภาษี เนื่องจากตัวเลขของกรมขนส่งทางบกมีการโอนรถทุกประเภทในแต่ละปีสูงมากถึง 3 ล้านคัน แต่การเสียภาษียังไม่สูงมากนัก แต่คงต้องมาวางกติกาอีกครั้งว่าการเก็บภาษีจะเป็นหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบกหรือกรมสรรพากร
  
                อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2555 กรมสรรพากรได้กำหนดเป้าหมายที่จะขยายฐานภาษีธุรกิจนอกระบบ โดยเล็งไปที่กลุ่มธุรกิจซื้อ-ขายสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ “อี-คอมเมิร์ซ” ก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากเห็นว่าธุรกิจนี้มียอดขายสูงถึง 608,587 ล้านบาทต่อปี ทำให้ปัจจุบันเริ่มมีธุรกิจดังกล่าวเข้ามาเสียภาษีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะหากไม่เข้ามาเสียภาษีก็จะต้องใช้มาตรการทางกฎหมายต่อไป

เพิ่มความเข้มสกัดเลี่ยงภาษี

                นายสุทธิชัย กล่าวอีกว่า ช่วงที่ผ่านมาในประเทศไทยยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลงโทษการหลีกเลี่ยงภาษีเข้มงวดเหมือนในต่างประเทศ ซึ่งเป็นที่เกรงกลัวกันมาก เพราะหากถูกจับได้จะมีโทษสูงรวมทั้งการลงโทษทางอาญา โดยตามประมวลรัษฎากรของไทยก็มีการกำหนดโทษทางอาญา แต่ที่ผ่านมามักจะลงโทษทางแพ่ง เสียค่าปรับอย่างเดียวก็พ้นผิดได้ ในระยะต่อไปจึงขอให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเพิ่มความเข้มงวดการทำผิดกฎหมายอาญาต้องลงโทษถึงขั้นติดคุก เพื่อให้เกิดความเกรงกลัวกฎหมายมากขึ้น

                “จะมอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่ในการประชุมประจำปีของสรรพากรทั่วประเทศในต้นเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สรรพากรเข้มงวดต่อการหลีกเลี่ยงภาษี เนื่องจากที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าผู้เสียภาษีกับเจ้าหน้าที่จะมีความคุ้นเคยกันดี จึงอาจจะมีความเกรงใจกัน ต่อไปนี้ขอให้ยึดถือปฏิบัติตามข้อกฎหมายเป็นหลัก” นายสุทธิชัยกล่าวและว่า การทำหน้าที่จัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรในต่างประเทศ จะแยกทำหน้าที่เป็นอิสระปลอดจากการแทรกแซงจากฝ่ายต่างๆ เพราะถือว่าเป็นองค์กรในการจัดเก็บภาษีรายได้ของประเทศ ส่วนของไทยนั้นจะปรับโครงสร้างองค์กรอย่างไรคงต้องรอให้รัฐบาลชุดต่อไปเข้ามาพิจารณา

ศก.ชะลอ-การเมืองวุ่นฉุดรายได้พลาดเป้า

                นายสุทธิชัยยอมรับว่า ผลการจัดเก็บภาษีในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2557 สามารถจัดเก็บได้ 705,000  ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 729,000 ล้านบาท ประมาณ 23,000 ล้านบาท หรือ 3% สาเหตุหลักมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าที่ลดลงตามการนำเข้า เครื่องมือเครื่องจักรอุปกรณ์เพื่อการลงทุนลดลงถึง 18,000 ล้านบาท ส่วนแนวโน้มการจัดเก็บรายได้ทั้งปีงบประมาณนั้น สำนักแผนภาษีได้ประเมินเบื้องต้นว่าอาจจะต่ำกว่าเป้าหมาย 7.13% โดยคาดว่าจะจัดเก็บได้จริง 1.76 ล้านล้านบาท จากที่ตั้งไว้ตามเอกสารงบประมาณ 1.89 ล้านล้านบาท

                ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเดิมกระทรวงการคลังคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้จะขยายตัว 4% แต่มีการปรับลดลงมาเหลือเพียง 2.6% ทำให้การจัดภาษีมูลค่าเพิ่มจาการการนำเข้าลดลงค่อนข้างมาก ตามการชะลอตัวของการลงทุน ประกอบกับการปรับลดอัตราภาษีในหลายรายการทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา

                อีกทั้งกรมยังไม่สามารถปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มได้ แม้ว่าจะครบกำหนดการใช้อัตรา 7% ในวันที่ 30 กันยายนนี้ ซึ่งได้เสนอไปยังกระทรวงการคลังแล้วในการต่ออายุภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ออกไปอีก 1 ปีจนถึงเดือนกันยายน 2558 พร้อมทั้งขอต่ออายุการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 20% ต่อไปอีก 1 ปีด้วย โดยเหตุที่ต้องเสนอต่ออายุการปรับลดภาษีดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีการแก้ไขตัวประมวลรัษฎากร เป็นเพียงการออกร่างพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น การลดภาษีจึงยังไม่มีผลบังคับใช้เป็นการถาวร และหากมีการคงอัตราภาษี 2 ตัวต่อไปในปีหน้า กรมได้ประเมินศักยภาพการจัดเก็บรายได้เบื้องต้นแล้วว่าน่าจะอยู่ในระดับ 1.8 ล้านล้านบาทเท่านั้น ซึ่งแทบไม่เพิ่มขึ้นหากดูจากภาวะเศรษฐกิจที่เป็นฐานภาษีในปัจจุบัน