ข่าว

ผนึกพลังปฏิรูปการเมือง

ผนึกพลังปฏิรูปการเมือง

05 พ.ค. 2557

ผนึกพลังปฏิรูปการเมือง : บรรณาธิการประจำวันที่ 5 พฤษภาคม 2557

               แผนที่ปฏิรูปประเทศ หรือโรดแม็พ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศไปเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ดูสอดรับกับแนวทางของมวลมหาประชาชนและภาคประชาชน รวมถึงแนวร่วมกลุ่มต่างๆ ที่จะให้ชะลอการตรา พ.ร.ฎ.เลือกตั้งออกไปครึ่งปี เปิดโอกาสให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกระเบียบกฎเกณฑ์เพื่อปฏิรูปการเลือกตั้ง ดำเนินการไปพร้อมๆ กับกระบวนการปฏิรูปประเทศ โดยให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลาออกจากรักษาการ และให้วุฒิสภาจัดตั้งรัฐบาลคนกลางขึ้นมาวางกรอบการปฏิรูป แล้วก็นำเสนอทำประชามติ ก่อนที่จัดให้มีการเลือกตั้งภายใต้กฎเกณฑ์ของ กกต.ใหม่ โดยมีรัฐบาลเฉพาะกิจขึ้นมาบริหารประเทศจะสามารถทำงานได้ตามอำนาจหน้าที่ และต่อยอดการปฏิรูปการเมืองให้แล้วเสร็จใน 1 ปี แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

               เงื่อนไขที่นายอภิสิทธิ์เสนอมานั้น เป็นสิ่งที่ทราบดีอยู่แล้วว่า รัฐบาลต้องปฏิเสธ โดยมองว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญปัจจุบันอย่างร้ายแรง เป็นการทำลายหลักประชาธิปไตย และไม่ใช่ข้อเสนอใหม่ โดยเฉพาะการตั้งนายกรัฐมนตรีคนนอก ยังคงดันทุรังที่จะเดินหน้าเลือกตั้งให้ได้โดยไม่สนใจปัญหาวิกฤติบ้านเมืองในขณะนี้ คาดหวังเพียงแค่ให้ตัวเองกลับมาอยู่ในศูนย์กลางอำนาจด้วยวิถีทางการเมือง ที่เรียกว่าประชาธิปไตยแบบเก่าๆ หวังใช้มวลชนที่สนับสนุนตัวเองมากดดันข่มขู่คุกคามศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่กำลังจะวินิจฉัยชี้ชะตาการสิ้นสภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีทุจริตจำนำข้าว

               อย่างไรก็ตาม เมื่อมีกระแสคัดค้านออกมาอย่างหนักหน่วง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกแถลงการณ์ในวันถัดมา เพื่อย้ำเตือนทุกฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปขึ้นก่อนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปตั้งแต่เมื่อปลายปีก่อน จนถึงช่วงสัปดาห์ก่อน นายอภิสิทธิ์ตั้งคำถามว่า ถ้าหากแนวทางที่เขานำเสนอสอดคล้องกับที่ฝ่ายต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวก่อนหน้า ก็ชอบแล้วที่ทุกฝ่ายควรจะต้องร่วมกันแสดงพลังไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อผลักดันให้ข้อเรียกร้องเหล่านั้นสัมฤทธิผล ซึ่งนี่ก็เป็นการตอกย้ำว่า แท้จริงแล้ว เขาได้ทำตามกระแสจากภาคประชาชนโดยแท้จริง หาได้คิดค้นขึ้นเพื่อพรรคหรือพวกพ้องว่า พยายามฉีกรัฐธรรมนูญอย่างที่ถูกกล่าวหา

               ในอีกด้านหนึ่งนั้น รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยก็แสดงออกในอันที่จะผลักดันการเลือกตั้งในวันที่ 20 กรกฎาคม ทั้งที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเปล่าของงบประมาณจำนวน 3,880 ล้านบาท ราคาเดียวกับเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ต้องเป็นโมฆะ ประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์อะไร ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองพูดแต่ว่า ต้องเลือกตั้ง แต่ไม่รับฟังเสียงประชาชนที่เรียกร้องปฏิรูป การเลือกตั้งที่ก่อให้เกิดความไม่สงบจะทำให้คนต้องเสียสละมากมาย กรณีนายอภิสิทธิ์ประกาศไม่ลงเลือกตั้ง ส่งสัญญาณไปยังพรรคประชาธิปัตย์ก็คงจะไม่ลงเลือกตั้งด้วย ทำให้สภาได้ฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ เกิดอนาธิปไตย นอมินีนักเลือกตั้งจะพรึ่บเต็มสภา แล้วจะมีประโยชน์อะไร ที่จะมีก็แต่พวกนักเลือกตั้งกลุ่มเดิมๆ กลับเข้ามายึดครองประเทศอย่างชอบธรรมกับการยึดโยงประชาธิปไตยจอมปลอมกระนั้นหรือ