ข่าว

อาชีพนักการเมืองกับนักบริหารมืออาชีพ

อาชีพนักการเมืองกับนักบริหารมืออาชีพ

05 พ.ค. 2557

อาชีพนักการเมืองกับนักบริหารมืออาชีพ : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

               ภาพของนักการเมืองในอดีตถูกสร้างให้เห็นว่าเป็นผู้มีอุดมคติอันสูงส่ง เป็นผู้เสียสละอย่างสูงเพื่อชาติบ้านเมือง และเป็นผู้อุทิศตนเพื่อประชาชนผู้ทุกข์ยาก แต่ในความเป็นจริงของปัจจุบัน การเมืองได้กลายเป็นอาชีพ ซึ่งผูกพันกับผลประโยชน์มูลค่ามหาศาล เป็นแหล่งทำมาหากินของคนบางกลุ่ม เป็นปากเป็นเสียงเป็นมือเป็นเท้าเพื่อปกป้องนายทุนของตน  ขณะที่ประชาชนผู้ทุกข์ยากเป็นเพียงบันไดให้คนเหล่านี้เหยียบย่ำเพื่อก้าวขึ้นไปไขว้คว้าดวงดาว

               ถ้าเราเชื่อมั่นว่าประชาธิปไตยเป็นอำนาจของประชาชน และยอมรับสภาพอันแท้จริงของนักการเมืองในทุกวันนี้ เราก็อาจจะได้ภาพของการเมืองที่ถูกต้องและชัดเจนขึ้น มิใช่ตกอยู่ในภาพมายาและเล่ห์ลิ้นลมลวงที่กรอกหูกรอกตาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

               สมมุติว่าถ้าเรายอมรับว่าประเทศไทยเป็นเสมือนบริษัทแห่งหนึ่ง เป็นบริษัทมหาชน ซึ่งมีประชาชนทุกคนเป็นผู้ถือหุ้น และนักการเมืองที่มาบริหารประเทศเป็นคณะกรรมการบริหารบริษัท เราทุกคนก็มีสิทธิที่จะตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารว่าเป็นไปโดยถูกต้องหรือไม่ หรือสร้างความเสียหายแก่บริษัทหรือไม่ รวมถึงการเรียกร้องความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เราอาจมีสหภาพประชาชนเพื่อติดตามการทำงานของนักการเมืองและรักษาผลประโยชน์ของประชาชน และในกรณีที่มีการบริหารงานขาดตกบกพร่อง ไม่เป็นไปตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ก็มีมาตรการให้ผู้บริหารชุดนั้นต้องพ้นจากหน้าที่ และจ่ายค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บ้านเมือง

               สมมุติต่อไปว่าเมื่อประเทศไทยมีสภาพเสมือนบริษัทจำกัดแล้ว เราก็ต้องแสวงหามืออาชีพมาบริหารบริษัท ไม่ใช่ใครก็ได้ตามแต่พรรคการเมืองจะยัดเยียดมาให้ ซึ่งคนเหล่านั้นอาจไม่มีความรู้ ความสามารถ หรือประสบการณ์ในการทำงานเพียงพอ แต่ที่มีโอกาสมานั่งอยู่ในบอร์ด เพียงเพราะเป็นญาติสนิทมิตรสหายหรือลิ่วล้อของผู้มีอิทธิพลในพรรคการเมืองนั้น ซึ่งทำให้บริษัทของเรามีสภาพเหมือนร้านชำที่ใช้ลูกหลานหรือลูกจ้างหยิบโน่นหยิบนี่

               ประชาธิปไตยของไทยในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ถูกปล่อยให้เป็นเรื่องผูกขาดอยู่ในมือของนักการเมืองหน้าเก่าๆ ที่ใช้รัฐสภาเป็นเวทีของการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจ และการตีฝีปากใส่กัน มากกว่าจะคำนึงถึงประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ และการตั้งอกตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง เมื่อการเมืองเป็นเพียงอาชีพหนึ่ง ก็แน่นอนว่าผู้ประกอบอาชีพย่อมหาทางที่จะก้าวหน้าในอาชีพของตน มากกว่าจะห่วงใยคนอื่น การเมืองไทยจึงอยู่ในวัฏจักรเก่าๆ ตั้งแต่ระบบพรรคการเมือง กลยุทธ์ในการเลือกตั้ง ตัวแทนของพรรคที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง จนถึงการเลือกสรรคนที่จะมาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี และความคิดในการล้มล้างรัฐบาลของฝ่ายที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล สุดท้ายคือความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งมักจะจบลงด้วยวิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

               ถึงเวลาหรือยังครับ ที่บริษัทประเทศไทยจำกัด จะต้องมีนักบริหารมืออาชีพซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมือง และทีมงานที่มีคุณภาพมาบริหารประเทศอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เป็นคนที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชน และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนและคณะ เป็นคนที่โปร่งใสซึ่งสามารถรับการตรวจสอบได้ตลอดเวลา

               หมดเวลาแล้วละครับ สำหรับผู้ที่ยึดการเมืองเป็นอาชีพประทังชีวิต และผู้บริหารมือใหม่ประเภทผีจับยัดทั้งหลาย และก็ถึงเวลาของประชาชนที่จะทวงคืนอำนาจของตนกลับคืนมา ก่อนที่บริษัทประเทศไทยจำกัดจะถึงกาลล้มละลาย