ข่าว

โบโก ฮาราม..หอกข้างแคร่ไนจีเรีย

โบโก ฮาราม..หอกข้างแคร่ไนจีเรีย

04 พ.ค. 2557

เปิดโลกวันอาทิตย์ : โบโก ฮาราม..หอกข้างแคร่ไนจีเรีย

 
                             ไนจีเรียกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม  ในสัปดาห์หน้า แต่แทนที่เจ้าภาพจะได้ใช้โอกาสนี้ฉลองความสำเร็จของการผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแห่งกาฬทวีป แซงหน้าแอฟริกาใต้ กลับเป็นเหตุร้ายที่กลายเป็นข่าวพาดหัวทั่วโลก และทำให้ความสนใจเบนไปยังสถานการณ์ความปลอดภัยที่เสื่อมทรามลงแทน 
 
                             เหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่ป้ายรถประจำทางชานกรุงอาบูจา เมืองหลวงไนจีเรีย ช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเมื่อวันที่ 14 เมษายน ทำให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 75 คน ตามด้วยเหตุลักพาตัวเด็กนักเรียนมัธยมหญิงกว่า 200 คน ที่กำลังสอบปลายภาค กวาดต้อนขึ้นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งต่อมา มีรายงานว่าพวกเธอถูกพาข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้านชาด และแคเมอรูน เพื่อบังคับให้แต่งงานกับบรรดาสมาชิกสุดโต่ง และล่าสุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุระเบิดรถยนต์ซ้ำอีกครั้งที่ชานเมืองหลวง ห่างจุดที่เกิดเหตุระเบิดก่อนหน้าเพียง 200 เมตร มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 บาดเจ็บอีกกว่า 60 คน  
 
                             ทั้งหมดนี้เชื่อว่าเป็นฝีมือของโบโก ฮาราม กลุ่มสุดโต่ง มีฐานอยู่ทางภาคเหนือของไนจีเรีย ที่เดินหน้าตอกย้ำการใช้ยุทธวิธีอุกอาจและอำมหิตตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แต่ขณะเดียวกันก็ฉายความไร้ประสิทธิภาพของกองทัพและรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีโจนาธัน กูดลัก 
 
                             ข้อมูลจากอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป ระบุว่า โบโก ฮาราม ที่ชื่อในภาษาฮัวซา ชนเผ่าหนึ่งในไนจีเรีย แปลว่า "การศึกษาตะวันตกเป็นสิ่งต้องห้าม" มีเป้าหมายตั้งรัฐอิสลาม และใช้กฎหมายชารีอะห์เต็มรูปแบบในรัฐทางเหนือ โดยใช้วิธีรุนแรงสู่เป้าหมายนี้ต่อต้านความเป็นผู้นำและสถาบันภายนอกทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล กองกำลังความมั่นคง เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ โรงเรียน โบสถ์ กระทั่งมัสยิดที่สั่งสอนแนวทางอิสลามต่างออกไปจากที่พวกเขายึดถือ และกิจกรรมทุกอย่างที่เข้าข่ายเป็นสังคมตะวันตก รวมถึงการศึกษา 
 
                             อย่างไรก็ดี ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์สุดโต่งที่ทำให้โบโก ฮาราม แข็งแกร่งในรัฐทางเหนือ แต่เป็นเพราะความยากจน รัฐบาลในกรุงอาบูจาไม่สามารถจัดหาบริการด้านความปลอดภัย ถนนหนทางที่ดี น้ำประปา สาธารณสุข พลังงาน และการศึกษาให้แก่ประชาชนได้ ยิ่งไกลขึ้นไปทางเหนือ สถานการณ์ยิ่งแย่ลง ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องช่วยตัวเองด้วยการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนทางศาสนา ชาติพันธุ์ และหลายกลุ่มเป็นปฏิปักษ์กับรัฐ 
 
                             แม้ไนจีเรียมีอุตสาหกรรมน้ำมันเฟื่องฟูและเศรษฐกิจที่โตวันโตคืน แต่ไนจีเรียติดอันดับประเทศยากจนและเหลื่อมล้ำที่สุดในโลก ประชากรราว 70% มีรายได้ไม่ถึงวันละ 1.25 ดอลลาร์ สภาพเศรษฐกิจทางเหนือกับใต้ที่มีน้ำมัน แตกต่างกันลิบลับ ขณะที่ประชากร 72% ทางเหนือฐานะยากจน แต่ทางใต้ มีเพียง 27% เท่านั้นที่อยู่ในเส้นยากจน 
 
                             ต้นกำเนิดของโบโก ฮาราม มีที่มาจากโมฮัมเหม็ด ยูซุฟ นักเทศน์ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ในรัฐบอร์โน ทางเหนือของประเทศ  
 
                             โมฮัมเหม็ด ยูซุฟ เป็นผู้นำกลุ่มสุดโต่งที่ต้องการก่อตั้งรัฐอิสลามทางภาคเหนือของไนจีเรียแบบสันติวิธี  เมื่อโบโก ฮาราม ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ชาวบ้านยากจนในรัฐบอร์โน และรัฐเพื่อนบ้าน ทางการก็เริ่มตามล่าตัวผู้นำ 
 
                             ความขัดแย้งลุกลามเป็นการลุกฮือต่อต้านด้วยกำลังอาวุธในปี 2552 ในที่สุด นายยูซุฟถูกจับกุมและเสียชีวิตในเวลาต่อมา 
 
                             เบื้องแรก ผู้สนับสนุนนายยูซุฟจำกัดการโจมตีล้างแค้นเฉพาะสัญลักษณ์ของรัฐ แต่ต่อมา ยกระดับจนเป็นการก่อการร้ายเต็มรูปแบบ 
 
                             ปัจจุบัน โบโก ฮาราม อยู่ใต้การนำของนายอาบูบาเคอร์ เชเคา บุคคลที่สำนักข่าวบีบีซี ให้ข้อมูลว่า ลี้ลับและปริศนา มีความขัดแย้งในตัวเอง ซับซ้อน กล้าบ้าบิ่น ด้านหนึ่งเป็นปัญญาชน อีกด้านเป็นนักเลง แต่ไม่ชัดเจนว่าในทางปฏิบัติแล้ว เชเคาคุมสมาชิกได้ทั้งหมดหรือไม่ นักวิเคราะห์บางคนชื่อว่า โบโก ฮาราม แตกออกเป็นก๊กเป็นเหล่าหลังสูญเสียนายยูซุฟ และดูเหมือนผู้นำใหม่อย่างนายเชเคาไม่ได้ควบคุมทั้งหมด 
 
                             โดยมาก โบโก ฮาราม ถูกจัดเป็นองค์กรก่อการร้ายภายในประเทศ แต่เชื่อว่าบางกลุ่ม มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มสุดโต่งอื่นๆ ในแอฟริกาเหนือด้วย 
 
                             สหรัฐเพิ่งจัดโบโก ฮาราม และกลุ่มที่แยกตัวออกไปชื่อ "อันซารู" เป็นกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติเมื่อปี 2556 เพราะเชื่อว่า มีสายสัมพันธ์โยงใยกับกลุ่มเอคิวไอเอ็ม  อัลไกดาในคาบสมุทรอาหรับ ที่มีฐานในเยเมน และอัลชาบับ ในโซมาเลีย แต่บีบีซีระบุว่าหลักฐานที่ใช้โยงว่าโบโก ฮารามเกี่ยวข้องกับกลุ่มอื่นในภูมิภาคอย่างไรนั้น ยังมีน้อยมาก 
 
                             นับจากปี 2552 เป็นต้นมา เหตุรุนแรงจากฝีมือของโบโก ฮาราม คร่าชีวิตเหยื่อ 1,500 คน ไร้ที่อยู่อีกราวครึ่งล้าน อาคารโรงเรียนและรัฐบาลหลายร้อยแห่งถูกทำลาย เช่นเดียวกับเศรษฐกิจทางตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย 
 
                             โบโก ฮาราม ปฏิบัติการช็อกโลกหลายครั้ง รวมถึงการบุกสังหารหมู่เด็กนักเรียนชายขณะนอนหลับอย่างอำมหิตผิดมนุษย์ และลักพาตัวเด็กนักเรียนหญิงในเขตชิบ็อก รัฐบอร์โน ก็เป็นความโหดร้ายอย่างที่สุดเช่นกันแม้ไม่มีการสูญเสียเลือดหน้าแต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าทั้งเป็นหากรายงานที่ว่า เด็กหญิงเหล่านั้นถูกพาข้ามไปยังเพื่อนบ้าน และขายเป็นเจ้าสาวให้กับสมาชิกฝ่ายต่อต้านแค่ 2,000 ไนรา (ประมาณ 360 บาท) เป็นความจริง โดยความผิดเดียวของเยาวชนเหล่านั้น คือ เพราะพวกเขาเรียนหนังสือ 
 
                             รัฐบาลไนจีเรียเริ่มใช้ปฏิบัติการทหารเชิงรุกเมื่อเดือนมิถุนายน 2554 และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในสามรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อปีที่แล้ว แต่แทบไม่ส่งผลใดๆ เพราะเมื่อกองทัพสามารถผลักดันกลุ่มติดอาวุธออกไปจากหลายเมืองได้ แต่ก็ไม่มีกองกำลังและทรัพยากรที่จะควบคุมพื้นที่ทั้งหมดได้หลังจากนั้น  โบโก ฮาราม จึงกลับมาล้างแค้นด้วยการถล่มโจมตีโรงเรียน มัสยิด โบสถ์ และรัฐบาลอย่างหนักกว่าเดิม        
 
                             คริส โวโด นักวิเคราะห์ไนจีเรีย กล่าวว่า ปฏิบัติการทางทหารอย่างเดียว มีแต่จะล้มเหลว เนื่องจากไม่ได้แก้ปัญหาที่รากเหง้า นั่นคือความเดือดร้อนของประชาชนทางเหนือ โบโก ฮาราม เป็นแค่ผลผลิต  มิใช่สาเหตุต้นเรื่องซึ่งสั่งสมมานานหลายสิบปีจากความล้มเหลวของรัฐบาลและชนชั้นนำ ก่อนสุกงอมเป็นความโกลาหล
 
                             เช่นเดียวกับในรายงานของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐเมื่อไม่นานมานี้  ที่เรียกร้องรัฐบาลไนจีเรียจัดการกับปัญหาของโบโก ฮาราม ด้วยยุทธศาสตร์ผสมผสานด้านความมั่นคง การพัฒนาและการเมือง ความพยายามแก้ไขปัญหาทุกข์ร้อนของประชากรทางเหนือ รวมถึงอัตราว่างงานสูง และขาดแคลนบริการพื้นฐาน แทบไม่มีความคืบหน้า และขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นในรัฐทางเหนือ พยายามแก้ปัญหาด้วยการส่งเสริมงการศึกษาและโอกาสทำงาน แต่แทบไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลางในอาบูจา
 
                             ซ้ำร้าย การลักพาตัวนักเรียนหญิงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ยิ่งทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธารัฐบาลมากขึ้นอีก เพราะถูกมองว่าแทบไม่ได้พยายามทำอะไรเพื่อติดตามช่วยเหลือ