
จาก'ไอ้บ้า'สู่แข้งยอดเยี่ยม
03 พ.ค. 2557
สปอร์ต คม วีกเอนด์ : จากไอ้บ้าสู่แข้งยอดเยี่ยม
วันนี้เมื่อปีที่แล้ว หลุยส์ ซัวเรซ หัวหอกหัวดื้อของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เปรียบเสมือนเป็นผู้ร้ายของวงการลูกหนังอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องการเหยียดผิว การพุ่งล้มเอาจุดโทษจนถูกตราหน้าว่าขี้โกง และถึงที่สุดคือการเป็นไอ้บ้ากัดแขน บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ของเชลซี จนโดนแบนไป 10 นัด กลายเป็นเหมือนนักเตะที่หมดอนาคต แต่หลังจากเวลาผ่านไป 12 เดือน หลุยส์ ซัวเรซ กลายเป็นนักเตะยอดเยี่ยมอังกฤษของสมาคมนักเตะไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อมองย้อนไป 12 เดือนที่แล้ว ลิเวอร์พูล คงเป็นสโมสรที่หนักใจอย่างมากกับพฤติกรรมของซัวเรซ และการที่ไปกัด อิวาโนวิช ในเกมที่เสมอ 2-2 ที่แอนฟิลด์ และถูกแบนไป 10 นัด น่าจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายระหว่างหัวหอกทีมชาติอุรุกวัย กับผู้คนในแอนฟิลด์ แต่ ลิเวอร์พูล ยังคงเชื่อมั่นในฝีเท้าของกองหน้ารายนี้ และประกาศให้การหนุนหลังนักเตะของตัวเองต่อไป และซัวเรซ ก็ตอบแทนให้ด้วยผลงาน และประตูที่ยิงอย่างเป็นกอบเป็นกำในฤดูกาลนี้
ที่แฟนบอลหงส์แดงต้องขอบคุณ จอห์น เฮนรี เจ้าของทีมที่ใจแข็งปฏิเสธข้อเสนอ 40,000,001 ล้านปอนด์ของ "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล และความมั่นใจของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่เชื่อมั่นในฝีเท้าของซัวเรซเสมอมา และไม่สนใจเกี่ยวกับชื่อเสียงแย่ๆ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะมองในแง่ไหน หลุยส์ ซัวเรซ ก็มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของพีเอฟเอไปครอง แม้ว่าก่อนรับรางวัลต้องเจอกับเกมที่น่าผิดหวังด้วยการแพ้ เชลซี คารัง แอนฟิลด์ ของตัวเอง 0-2 และอาจจะชวดแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ผลงานโดยส่วนตัวของซัวเรซนั้นถูกยกให้เป็นสุดยอดนักเตะของโลกเทียบเคียงกับ ลิโอเนล เมสซี ของบาร์เซโลนา และ คริสเตียโน โรนัลโด ของ รีล มาดริด ไปเรียบร้อยแล้ว
ที่ผ่านมา ซัวเรซ ได้ให้หลายสิ่งหลายอย่างกับลิเวอร์พูล นับตั้งแต่ที่ย้ายมาจากอาแจ๊กซ์ และเป็นความหวังของทีมมาตลอด ไม่เหมือนกับ แอนดี คาร์โรลล์ ที่ย้ายทีมมาด้วยค่าตัวถึง 35 ล้านปอนด์ ฤดูกาลนี้นอกจากฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นแล้ว เรื่องการรักษาเนื้อรักษาตัวก็ได้ดี ไม่ต้องเจอกับอาการเจ็บหนักๆ โดยเฉพาะในเกมกับนอริช ที่เหมือนว่าจะเจ็บหนัก แต่สุดท้ายก็สามารถลุกขึ้นมาเล่นต่อหน้าตาเฉย บางที่การเล่นเทนนิสด้วยหัวกับ มาร์ติน สเคอร์เทล ยามว่างอาจจะมีส่วนช่วยได้
ขณะที่เรื่องของภาพลักษณ์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน มีความมั่นใจในการเล่นมากขึ้น และการขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ในอังกฤษก็ล้วนแต่เป็นเรื่องดีๆ ไม่เหมือนเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ฤดูกาลนี้คือฤดูกาลของ ซัวเรซ อย่างแท้จริง อีกทั้งยังทำตัวเหมาะสมกับการสวมเสื้อหมายเลข 7 เช่นเดียวกับตำนานในแอนฟิลด์อย่าง เคนนี ดัลกลิช
ฤดูกาลนี้ ซัวเรซ อันตรายในทุกๆ จังหวะที่บอลอยู่กับเท้า ก่อนพรีเมียร์ลีกสัปดาห์นี้ยิงไปแล้วถึง 30 ประตู ทั้งๆ ที่ช่วงต้นฤดูกาลยังติดโทษแบนอยู่ 6 นัด ในโลกนี้คงมีนักเตะไม่กี่คนที่สร้างความหวั่นเกรงให้กองหลังคู่ต่อสู้ได้ขนาดนี้
การที่ ซัวเรซ สร้างปัญหาให้กองหลังคู่แข่ง เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เพื่อนร่วมทีมผลงานดีขึ้นไปตามๆ กันไม่ว่าจะเป็น ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ คู่ขาในแดนหน้า หรือว่า ราฮีม สเตอร์ลิง ดาวรุ่งของทีมที่ต้องบอกว่าฟอร์มการเล่นในฤดูกาลนี้ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา และทั้ง 3 คนยังมีความสม่ำเสมอในการเล่นเป็นอย่างมาก หลังจากที่ทีมแพ้ แมนฯ ซิตี และเชลซี ในช่วงคริสต์มาส ลิเวอร์พูล ก็โกยแต้มได้เป็นกอบเป็นกำมาตลอดก่อนจะมาพลาดให้ เชลซี ในเกมล่าสุด
แต่หากว่า ลิเวอร์พูล พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ ซัวเรซ คือคนเปลี่ยนแปลง ลิเวอร์พูล สู่ยุคแห่งความสำเร็จอย่างแท้จริง และอาจจะทำให้นึกย้อนไปถึงวันเวลาที่ เอริก คันโตนา มาเป็นจุดเปลี่ยนของแมนฯ ยูไนเต็ด ในยุค 90
สิ่งที่แน่นอนคือ สถานการณ์เมื่อจบฤดูกาลนี้ คงเปลี่ยนแปลงจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วเป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องของสื่ออังกฤษที่กลับมาให้ความชื่นชมอีกครั้ง รวมทั้งจะกลายเป็นกองหน้าเนื้อหอมของทีมอื่นๆ อีกครั้ง ซึ่งเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว รีล มาดริด ไม่กล้าลงทุนเอาตัวไปร่วมทีม มีเพียง อาร์เซนอล ทีมเดียวที่ยอมทุ่มทุน แต่หากเมื่อฤดูกาลที่แล้วคนยื่นข้อเสนอเป็น รีล มาดริด ก็ไม่แน่เหมือนกันว่า ซัวเรซ จะได้อยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ต่อไปหรือไม่
มาฤดูกาลนี้เรื่องราวเปลี่ยนไป ค่าตัวของ ซัวเรซ พุ่งขึ้นเป็น 70 ล้านปอนด์ และหากว่า รีล มาดริด จะมาเอาจริงๆ ลิเวอร์พูล ก็น่าจะโก่งราคาได้อีก
ย้อนมองถึงการกลับมาในฤดูกาลนี้ นับตั้งแต่ที่เริ่มต้นได้แบบติดๆ ขัดๆ ในเกมลีก คัพ ที่แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-3 ก็กลับสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้งในเกมกับซันเดอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 29 กันยายน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อ ซัวเรซ จับคู่กับ สเตอร์ริดจ์ ก็เหมือนกันว่าจะไม่มีใครหยุดยั้งได้ ทำสถิติเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ที่ ลิเวอร์พูล มีกองหน้า 2 คนยิงได้เกิน 20 ประตูในฤดูกาลเดียวกัน หลังจากที่ โรเจอร์ ฮันท์ และ เอียน เซนต์จอห์น นักเตะรุ่นพ่อทำเอาไว้ก่อนหน้านี้
ตอนนี้ในพรีเมียร์ลีก หลุยส์ ซัวเรซ คือนักเตะที่ดีที่สุดของโลกไปแล้ว และในฤดูกาลหน้า หากว่า ลิเวอร์พูล ยังรั้งตัวไว้ในถิ่นแอนฟิลด์ต่อไปได้แล้ว ซัวเรซ ก็มีโอกาสก้าวไปอีกขั้นด้วยการสร้างสรรค์ผลงานในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ทุกสิ่งทุกอย่างเจ้าของทีมกับร็อดเจอร์ส ถือว่ามีส่วน แต่คนที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือตัวของ ซัวเรซ เอง
ฤดูกาลนี้ หลุยส์ ซัวเรซ ไม่เล่นสกปรกเอาแต่พุ่งล้มเหมือนเดิม แต่มีไม้ตายใหม่คือการกระดกบอลใส่แขนคู่ต่อสู้เพื่อลุ้นจุดโทษ แต่ยังไงซะความยอดเยี่ยมในเรื่องฝีเท้าได้รับการยอมรับจากนักเตะเพื่อนร่วมอาชีพไปเรียบร้อยแล้ว
ในฤดูกาลหน้า ต้องลุ้นกันว่า ซัวเรซ จะอยู่ต่อหรือไม่ ถ้าอยู่ต่อจะมีไม้ตายอะไรเพิ่ม และจะยังเป็นนักเตะยอดเยี่ยมหรือกลับไปเป็นนักเตะบ้าบออีกครั้ง



