
'วิชา'ยันพิจารณาจำนำข้าวรอบคอบ
02 พ.ค. 2557
'วิชา' ยันพิจารณาปมจำนำข้าวรอบคอบถี่ถ้วน ลั่น!ไม่กังวลเพราะไม่ได้ตัดสินเพื่อทางการเมือง ส่งหนังสือถึงสภาทนายความสอบมารยาท 'ทีมทนายยิ่งลักษณ์'
2 พ.ค.57 เมื่อเวลา 09.00 น. นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนกรณีถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เพิกเฉยละเลยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวว่า ขณะนี้คณะทำงานกำลังดำเนินการ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่จะต้องทำให้ละเอียดรอบคอบและสมบูรณ์แบบ จะทำแบบขอไปทีไม่ได้ ต้องยึดตามข้อเท็จจริงเป็นหลัก และเมื่อคณะทำงานดำเนินการจัดทำข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้วคงจะนำมาเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ให้พิจารณาได้ ซึ่งคณะกรรมการป.ป.ช.ต้องรอให้คณะทำงานสรุปภาพรวมมาให้ชัดเจนก่อน จากนั้นจะพิจารณาเอกสารหลักฐานโดยละเอียด
นอกจากนี้ คณะกรรมการป.ป.ช.ยังได้พิจารณาคดีอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ได้ทำเฉพาะคดีนี้คดีเดียว ดังนั้น การกำหนดวันที่จะชี้มูลความผิดน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในคดีรับจำนำข้าวนั้นคงกำหนดล่วงหน้าไม่ได้ เพราะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างละเอียดถี่ถ้วน
"เป็นการทำงานโดยไม่ฝืนธรรมชาติ หากหลักฐานใดที่ยังไม่เรียบร้อย ยังไม่ชัดเจนต้องทำให้ชัดเจนและเรียบร้อยเสียก่อน เพื่อให้เป็นไปตามธรรมชาติ แม้แต่ในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์คณะทำงานยังต้องทำงานต่อเนื่อง เราไม่ได้หยุด" นายวิชา กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าคณะกรรมการป.ป.ช.เร่งรัดคดี นายวิชา กล่าวว่า ใช่ และนั่นเป็นสิ่งที่คณะกรรมการป.ป.ช.ต้องทำงานอย่างระมัดระวัง และทำอย่างให้รอบคอบที่สุด สำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ยังเป็นกังวลอยู่ว่าเป็นคดีอาญาด้วยหรือไม่ ตนขอเรียนว่าคณะทำงานพิจารณาแยกกันระหว่างเรื่องถอดถอนกับคดีอาญา ทุกอย่างพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ เราต้องทำงานให้ครบถ้วน และดูว่าพยานหลักฐานในส่วนใดยังไม่ครบถ้วนก็ต้องทำให้เรียบร้อยสมบูรณ์ก่อน ขออย่าได้ตั้งข้อสังเกตใด ๆ กันเลย หากจะมีการชี้มูลความผิดเราต้องแถลงให้ทราบอยู่แล้ว ตอนนี้คณะทำงาน ทำงานกันอย่างไม่มีวันหยุด ขอให้เห็นใจบ้าง ยืนยันว่าการทำงานของป.ป.ช.ไม่มีข้อกังวลใด ๆ ต่อปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เพราะมัวไปกังวลมากงานก็ทำไม่ได้ เราทำงานโดยไม่กังวล เพราะไม่ได้ทำเพื่อตัดสินทางการเมือง และเราไม่มีความรู้สึกว่าเราจะต้องไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับการเมือง
เมื่อถามว่า หากมีกลุ่มผู้ชุมนุมมาปิดล้อมสำนักงานป.ป.ช.ในวันชี้มูล น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะสามารถดำเนินการชี้มูลได้หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า “เราไม่ได้จินตนาการ เพราะนั่นเป็นเรื่องของการจินตนาการ”
เมื่อถามว่า จะสามารถชี้มูลคดีรับจำนำข้าวได้ในวันที่ 15 พ.ค.นี้หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า อย่าเพิ่งไประบุ เพราะนั่นเป็นกรอบที่เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช.จะกำหนดกรอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่การชี้มูลความผิดขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่คณะทำงานจะสรุปให้คณะกรรมการป.ป.ช.
ป.ป.ช.ส่งหนังสือถึงสภาทนายความ สอบมารยาท 'ทีมทนายยิ่งลักษณ์' ปมจำนำข้าว
นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติส่งหนังสือถึงสภาทนายความให้ดำเนินคดีมารยาทกับทีมทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในคดีรับจำนำข้าว ว่า ถือเป็นการปรามไว้ก่อน เพราะการทำหน้าที่ทนายความนั้นมีจริยธรรมของวิชาชีพอยู่ เช่น อาชีพแพทย์ หากไปโฆษณากล่าวอ้างสรรพคุณตัวเองถือว่าผิดจริยธรรม และอาจถูกถอดถอนออกจากวิชาชีพได้
ดังนั้น เรื่องเกียรติศักดิ์ ศักดิ์ศรี ศีลธรรม และจรรยา ของทุกวิชาชีพต้องระมัดระวัง ทั้งนี้ เมื่อป.ป.ช.ส่งเรื่องไปแล้วสภาทนายความจะเป็นผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หน้าที่ของป.ป.ช.แล้ว
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. กล่าวว่า จากการที่ทีมทนายความน.ส.ยิ่งลักษณ์ เตรียมรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับคณะกรรมการป.ป.ช.ตามมาตรา 157 จากกรณีที่ป.ป.ช.มีมติตัดพยานและไม่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบสต๊อกข้าวตามที่ร้องขอนั้น ในที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ได้หารือถึงเรื่องดังกล่าวและมีมติว่าในการดำเนินการไต่สวนของป.ป.ช.จะเป็นเรื่องระหว่างคณะกรรมการป.ป.ช.กับผู้ถูกกล่าวหา แต่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ตัวความย่อมไม่สามารถเข้าร่วมในกระบวนการไต่สวนได้ ดังนั้น หากคณะไต่สวนไม่อนุญาตให้เข้าร่วมดำเนินการไต่สวนบุคคลนั้นก็ไม่สามารถเข้าร่วมรับฟังการไต่สวนได้อยู่แล้ว ที่ผ่านมาคณะกรรมการป.ป.ช.ได้อนุญาตให้ทีมทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์เข้ามาตรวจสอบพยานเอกสารหลักฐานแทน แต่เมื่อออกมาระบุในเรื่องข้างต้นถือว่ามีลักษณะข่มขู่คณะกรรมการป.ป.ช. อีกทั้งผลการไต่สวนยังไม่แล้วเสร็จ
ดังนั้น การออกมาระบุดังกล่าวถือว่าผิดมารยาททนายความ เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของทนายความ ทางคณะกรรมการป.ป.ช.จึงให้สำนักงานป.ป.ช.ทำหนังสือไปถึงสภาทนายความเพื่อตรวจสอบและดำเนินคดีมารยาทกับทนายความ อย่างไรก็ตาม เมื่อสภาทนายความดำเนินการตามขั้นตอนการสอบสวนแล้ว ในอดีตเคยมีผลออกมาร้ายแรงถึงขั้นพักใบอนุญาต เพราะโดยปกติมีโทษตั้งแต่เบาไปถึงหนักสุด แล้วแต่ข้อเท็จจริงในแต่ละเรื่องที่สอบสวน แต่ในรายละเอียดคงต้องแล้วแต่สภาทนายความ
ป.ป.ช.ถกยุทธศาสตร์ชาติปราบทุจริต เล็งบรรจุเป็นวาระแห่งชาติ
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) จัดโครงการสัมมนาคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 โดยมีคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 2 (2557-2560) เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 120 คน ทั้งนี้มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานเปิดงาน
โดยนายภักดี โพธิศิริ กรรมการป.ป.ช. กล่าวบรรยายเรื่อง บทบาทภาคีทุกภาคส่วนในการร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติไปสู่สัมฤทธิผลตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ ว่า ยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา จึงยังไม่ได้หารือกับรัฐบาลเพื่อบรรจุเรื่องยุทธศาสตร์ชาติเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งถ้ามีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาเราจะทำเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกๆ โดยเราเห็นยุทธศาสตร์ชาติเป็นจุดที่จะทำให้ทุกภาคส่วนช่วยกันป้องกันการทุจริตได้ ทั้งนี้ที่ประเทศไทยคะแนนความโปร่งใสตามดัชนีซีพีไอตกลงมาอยู่ที 102 จาก 80 กว่า บ่งบอกถึงประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ดีเท่าทีควร
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในระยะที่ 2 จะเน้นการบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งภาพรวม เพื่อนำไปสู่เป้าหมายในเรื่องที่จะทำให้ค่าซีพีไอของประเทศไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การดำเนินการที่สำคัญที่สุดคือการขับเคลื่อน โดยจะดูเรื่องที่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวมาในระยะที่ 1 และนำมาปรับใช้ในระยะที่ 2
“บทบาทและการปฏิบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นจะต้องแสดงออกอย่างชัดเจนถึงการต่อต้านการทุจริตคอรร์รัปชั่น ซึ่งน่าจะเป็นเงื่อนไขของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในการกำหนดถึงลักษณะของผู้ที่จะลงรับสมัครเลือกตั้งด้วยซ้ำไป ส่วนการปฏิบัติก็ต้องแสดงออกถึงความจริงใจ เช่น การสนับสนุนงบประมาณในการต่อต้านการคอร์รัปชั่นและกำกับดูแลอย่างจริงจังเพื่อประเมินถึงค่าตอบแทนของหน่วยงานที่จะได้รับ” นายภักดี กล่าว



