
'ยงยุทธ'ขอเป็น'ภารโรงประจำจังหวัด'
'ยงยุทธ ติยะไพรัช' ประกาศขอเป็น'ภารโรงประจำจังหวัด'
‘ยงยุทธ ติยะไพรัช’ ชื่อนี้บุคคลทั่วไป ทั้งใน/นอกวงการการเมือง ต่างรู้จักถึงกิตติศัพท์ เพราะในขณะที่ทำหน้าที่ ส.ส. เขาได้แสดงความสามารถไต่เพดานบินจนได้รับการโปรดเกล้าฯให้นั่งในตำแหน่งฝ่ายบริหาร และประมุขนิติบัญญัติ ‘ประธานรัฐสภา’ ซึ่งแนวคิดที่ผลักดันจนเป็นนโยบายก่อนเกิดมาเป็นผลงานที่หลากหลายนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากมันสมองและความทุ่มเทของเขา
วันนี้ ‘ยงยุทธ’ มองย้อนกลับสู่จังหวัดบ้านเกิด ขอมุ่งมั่นทำงานเพื่อปากท้องของชาวบ้านและจังหวัดเชียงราย โดยประกาศขอเป็น ‘ภารโรงประจำจังหวัด’ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายใต้แนวคิดสร้างสรรค์ ในนามมูลนิธิรักเชียงราย ที่ขออาสานั่งในตำแหน่งประธานมูลนิธิด้วยตัวเอง
ถาม : ขอให้กล่าวถึงที่มาที่ไปของมูลนิธิรักเชียงราย
ตอบ: ประการแรก เราตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยสร้างคน หมายถึงว่า เด็กรุ่นต่อไปในอนาคต เขาจะมีชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง ประการที่สองคือการสร้างโอกาสของคนเชียงราย ดูว่า เชียงรายในขณะนี้ ควรพัฒนาไปในทิศทางใด สอดคล้องกับอะไรบ้าง มีอะไรที่ขาดที่เหลือ พูดง่ายๆก็คือ สร้างเชียงรายนั่นเอง
ถาม : ในช่วงที่เชียงรายกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน จากเมืองที่มีวัฒนธรรมดังเดิม แต่กำลังมีทุนทั้งจากในและต่างประเทศกำลังคืบเข้ามา มองว่า อีก 5 ปีข้างหน้า เชียงรายจะเป็นอย่างไร?
ตอบ : คงต้องเปลี่ยนไปอย่างมาก เนื่องจากเชียงราย เป็นจังหวัดเดียวที่ตั้งอยู่ติดกับทั้งลาวและพม่า อีกประการหนึ่ง เชียงรายอยู่ใกล้กับจีนมากที่สุด แค่ 230 กิโลเมตร ในวันนี้ สะพานที่ข้ามแม่น้ำโขง และ รถด่วน ไม่ต้องเป็นรถไฟที่ความเร็วสูงมาก เป็นเส้นทางที่เชื่อมจากจีนมายังหลวงพระบาง จากหลวงพระบาง สามารถตัดถนนมาบ่อแก้ว และมาถึงห้วยทรายของเชียงรายได้
เพราะฉะนั้น โครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้นมาในตอนนี้ เอื้อต่อการพัฒนาเป็นอย่างมาก เพราะเราลืมไม่ได้ว่า จีน มีประชากรเกือบพันสี่ร้อยล้าน การหลั่งไหลของประชากรมาแค่หนึ่งล้านกว่า ก็มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเชียงราย ในขณะที่ประชากรของเชียงรายมีแค่หนึ่งล้านสองแสนกว่าคน การไปมาหาสู่ การเคลื่อนไหวของประชากร จะทำให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้น ต้องเปลี่ยนแน่นอนครับ
ถาม: สะพานมิตรภาพที่เชียงของ และการพัฒนาถนนเส้น R3A เชียงรายได้ประโยชน์อะไรบ้าง
ตอบ : ทางด้านกายภาพในวันนี้ นักท่องเที่ยวจีนที่เคยมาเชียงรายทั้งปีเมื่อปีที่แล้วแค่หนึ่งหมื่นแปดพันคน แต่มาปีนี้ แค่สี่เดือน ทะลุเป้าแล้วครับ เพิ่มขึ้นสามสี่เท่าของปีที่แล้ว เพราะฉะนั้น เราคงไม่ต้องถามเลยว่า จะเกิดอะไรขึ้นในขณะนี้ ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุด คือเรื่องการท่องเที่ยว
ถาม : ทางมูลนิธิรักเชียงราย ได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง เพื่อสร้างคนและสร้างโอกาสให้ชาวเชียงราย
ตอบ: เริ่มแรก เรามองเรื่องเด็กและเยาวชนและเรื่องของความสามัคคี เพราะที่ไหนมีความขัดแย้ง พลังจะลดลงทันที มูลนิธิรักเชียงราย มีแนวคิดอยู่ 3 เรื่อง ที่จะทำให้คนรักสามัคคีกัน เรื่องแรกคือ กีฬา เรื่องที่สองคือ บันเทิง ส่วนเรื่องที่เป็นทางลบ คือ เรื่อง การพนัน เหมือนพวกนักเลงไก่ ก็ชอบที่จะคบหากัน โดยที่ไม่ได้เลือกสีเลือกข้าง คนที่ชอบเรื่องบันเทิงก็เหมือนกัน พูดถึงดารา ก็มีเรื่องคุยกัน ขอให้ชาวบ้านมีเรื่องคุยกัน
มูลนิธิเลยมองเห็นว่าเรื่องกีฬา จะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการสร้างความสามัคคี และเป็นการสร้างคน เรามองว่ากีฬาอะไรที่จะทำให้คนมีส่วนร่วมมากที่สุด ก็มองว่า เป็นเรื่องของฟุตบอล เลยมอบหมายให้คุณ มิตติ ติยะไพรัช ไปเป็นประธาน และตั้งทีมฟุตบอล เชียงราย ยูไนเต็ด วันนี้ ผลจากการที่เด็กเชียงรายนั้นมีเงินเดือน มีรายได้ที่ดี มีชื่อเสียง ทำให้พวกลูกหลาน มองพี่ๆที่ประสบความสำเร็จ อยากจะเป็นเหมือนเขา ก็เริ่มมีพวก สตรีท ซอคเกอร์ ต่างๆ เกิดขึ้นเยอะแยะไปหมด ต่อไปนี้ คนที่บ้าคลั่งกับเรื่องกีฬานั้น ทำให้เขาไม่มีเวลาที่จะไปคิดถึงเรื่องของยาเสพติด เรื่องของอบายมุขต่างๆ อันนี้ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จ ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างแรกที่ได้ทำลงไป แล้วจากนั้น เราก็มองในเรื่องของการหารายได้ ให้กับคนที่ขาดโอกาสทั้งหลายครับ
ถาม: จากการที่เชียงรายเป็นเมืองเกษตรกรรม มีคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือการท่องเที่ยวไม่มากนัก มูลนิธิได้เข้าไปช่วยเรื่องนี้อย่างไร
ตอบ : นี่เป็นสิ่งที่เรามองเห็น และพยายามจะผสมผสานกันให้ได้ วันนี้เราลืมคำว่า ท่องเที่ยวเชิงเกษตร Agro-Tourism เราลืมมองเรื่องของท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผมเคยยกตัวอย่างครับ ชาวนากำลังใช้ควายไถนาอยู่ ก็มีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูป หวังจะเห็นภาพชีวิต ฝรั่ง ญี่ปุ่น หรือใครมา เขาไม่อยากมามองตึกสูง หรือความเจริญ เพราะที่บ้านเขามีหมดแล้ว มันก็ยังเหลือแต่เรื่องของวัฒนธรรม วิถีชีวิต ของคนทั่วไป วันนี้ ชาวไร่ชาวนา ที่โชว์การแสดงด้วยการทำไร่ไถนา สุดท้ายนักท่องเที่ยวมาดูแล้วก็กลับ ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย คนที่ได้ประโยชน์คือบริษัททัวร์ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับทัวร์ทั้งหลาย ชาวนาก็เป็นแค่ผู้แสดงที่ไม่ได้ค่าตัว
วันนี้ถ้าเราปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เช่นถ้าชาวนา แทนที่จะไถนาอยู่ ก็มีควายมาเลี้ยง 4-5 ตัว นักท่องเที่ยวมาถึง เขาสามารถมานั่งควายและถ่ายรูปได้ เราก็เก็บคนละ6 เหรียญ 7 เหรียญ รถบัสคันหนึ่งนั่งได้ 40 คน ถ้ามีครึ่งหนึ่ง ยอมที่จะจ่ายเงินค่าถ่ายรูปเพื่อไปโชว์ที่บ้าน วันหนึ่งก็มีรายได้แล้ว 4-5 พันบาท ยังไม่ทันเก็บเกี่ยวเลย ก็มีรายได้แล้วเพราะฉะนั้น รายได้เสริมจากส่วนเหล่านี้ ถือว่ามีประโยชน์อย่างมาก
อันที่สองคือ เกษตรบนพื้นฐานของอุตสาหกรรมขนาดเบา เราจะเห็นใน จีน ในเกาหลี แม้กระทั่งในญี่ปุ่น ตามท้องไร่ท้องนา จะมี Mini Factory โรงงานเล็กๆที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม เราต้องส่งเสริม เช่น เอาเครื่องมือมาบ้างเล็กน้อย แล้วใช้แรงงานบ้าง เช่นรับเหมาทำแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบเล็กๆน้อยๆ เพราะในช่วงฤดูกาลที่เรารอการเก็บเกี่ยว ก็จะว่างงาน คนส่วนใหญ่ก็จะหนีจากบ้านเกิดเมืองนอนไปหางาน ทิ้งลูกทิ้งหลานไว้ตามบ้านวันนี้ถ้ามีโรงงานเล็กๆที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปตั้งอยู่ โดยทุนของอาจจะเป็นท้องถิ่นบ้าง รัฐบาลบ้าง คุณภาพชีวิตของคน ประชาชนก็สามารถจะอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวได้ แล้วเขาก็จะมีความสุขจากการหารายได้เสริม จากการประกอบอาชีพทางการเกษตรด้วย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มูลนิธิกำลังมอง เพื่อที่จะเชื่อมโยงดังกล่าว
ถาม : ก่อนหน้านี้ มีข่าวมูลนิธิเป็นตัวตั้งตัวตีในการเสนอโครงการ City Line รายละเอียดเป็นอย่างไร?
ตอบ : ซิตี้ ไลน์ เป็นนวัตกรรมใหม่ เป็นการผสมผสานระหว่างการแก้ปัญหา 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ ปัญหาคอขวดจากการจราจร ที่ติดขัดในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว แต่ไม่ได้ติดขัดทุกวันเหมือนในกรุงเทพ ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ผู้คนมากมายจะมาเชียงรายกันเต็มไปหมด สร้างปัญหาให้กับคนในภูมิลำเนาดังกล่าวในการเดินเหินไปมา เกิดปัญหาจราจร อันที่สองคือการแก้ปัญหาเมืองเก่ากับเมืองใหม่ จากการพัฒนาเมืองเก่า จะเกิดปัญหา คนจะอพยพไปสู่เมืองใหม่ ละทิ้งเมืองเก่า ถ้าเมืองเก่า มีโบราณสถานต่างๆเยอะ เหมือนเมืองในยุโรป จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็จะไม่เกิดปัญหากระทบต่อรายได้ของประชาชน แต่ถ้าเมืองเก่าที่ไม่ได้เก่า ประชาชนยังทำมาหากินเหมือนเมืองอื่นๆ
แต่วันนี้การอพยพของคน การหนีไปหาถิ่นที่อยู่อาศัยใหม่ เพื่อการทำมาหากิน ละทิ้งถิ่นเก่า จะทำให้เมืองเก่านั้นกลายเป็นซาก ซีตี้ ไลน์ จะแก้ปัญหา ด้วยการเป็นสะพานเชื่อม ระหว่างเมืองเก่ากับเมืองใหม่ อันที่สาม ซิตี้ ไลน์ ก็จะกลายเป็น Market Place ให้เกิดที่ทำมาค้าขายให้กับประชาชน ที่ต้องการทำมาหากิน แต่ไม่มีทุน ไม่มีสถานที่ค้าขาย ซิตี้ ไลน์ ก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้
ถาม : รูปแบบของ ซิตี้ ไลน์ เป็นอย่างไร?
ตอบ : รูปแบบคือ อันที่หนึ่ง ต้องไปดูที่ฮ่องกง ในห้างสรรพสินค้าทุกห้าง จะมีรถไฟฟ้าใต้ดินผ่านตลอด เพื่อขนย้ายประชาชนมา ซิตี้ ไลน์ ของเชียงราย จะมีห้างสรรพสินค้าอยู่ 4 ห้าง ใหญ่ไม่น้อยกว่า บิ๊กซี หรือ โฮมโปร แต่จะเป็นห้างสรรพสินค้าที่ตั้งขึ้นเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อนักลงทุน โดยจะตั้งชื่อตาม Station โดย Stationแรก ชื่อว่า Flower Station ติดกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง Station ที่สอง ชื่อ Fruit Station ส่วน OTOP Station จะตั้งอยู่ที่สนามบินแม่ฟ้าหลวง Station ที่สี่จะชื่อ Art Station ตั้งอยู่ที่สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งจะรวบรวมงานศิลปะต่างๆมาไว้ที่นี่
โดยทุกสถานี ทุกห้างสรรพสินค้า จะมีการจัดรูปแบบเหมือนกับห้างสรรพสินค้าใหญ่ทั่วไป มีเครื่องทำความเย็น ส่วนหลังคาจะเป็น โซล่า เซล และระหว่างสถานี ซึ่งจะห่างกันประมาณสถานีละ 3.5 กิโลเมตร บนเส้นทางจะมีรถ ลักษณะเหมือนรถไฟฟ้า เหมือน BTS แต่เป็นหัวกระสุน แล้วใช้ NGV ขับเคลื่อน ให้บริการในลักษณะของ On Demand คือถ้าประชาชนเกิน 10 คน รออยู่ที่สถานี เราจะมี CCTV คอยดูอยู่ รถก็จะวิ่งไปรับ เพราะต้นทุนของการวิ่งต่ำมาก กิโลเมตรละ 1.50 บาท ขบวนหนึ่งสามารถรับผู้โดยสารได้ 240 คน เส้นทางสายนี้จะยาวประมาณ 14 กิโลเมตร แต่สิ่งที่ไม่เหมือนที่อื่นคือ คนเชียงราย นั่งฟรีทุกคน ตั้งแต่เกิด จนถึงใกล้ตาย
ถาม : อันนี้ทำอย่างไรครับ?
ตอบ : เนื่องจากต้นทุนต่ำ เพราะเราไม่ใช้ระบบราง ใช้ระบบล้อยางหลายล้อ และใช้ NGV เป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อน ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะ Sponsor ต่างๆ เหมือนกับสโมสรฟุตบอล เราจะมีป้าย มีโฆษณา มีการบริหารจัดการร่วมกับห้างสรรพสินค้า รายได้ดังกล่าว จะนำมาเป็นค่าเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายในการบริหาร ดังนั้น จึงจะไม่เป็นภาระของคนเชียงรายเลย
ถาม : ดูเหมือนจะเป็นโครงการที่ใหญ่มาก ทั้งระบบขนส่งที่เชื่อมโยงจุดต่างๆ รวมทั้งห้างสรรพสินค้า จะเอางบประมาณมาจากไหน?
ตอบ : เงินจะมีมาจาก 3 ส่วน ส่วนแรกคือเงินจากประชาชนที่ร่วมกัน แม้กระทั่งที่ดิน วันนี้ เราแทบไม่ต้องจ่ายเงินค่าเวนคืนที่ดิน เพราะประชาชน บริจาคทั้งสาย ส่วนไหนที่เป็นที่ดินของส่วนราชการ เราก็จะ Merge ร่วมกัน เช่น ที่ดินของทางหลวงชนบท เราก็ขอแบ่งเส้นทางใช้เชื่อมกัน ที่ดินของสนามบิน เราก็ขอใช้จากการท่าอากาศยานฯ เพราะฉะนั้นเรื่องของงบประมาณในการจัดหาที่ดินก็ไม่ต้องแล้ว
ส่วนที่สอง ในการทำเส้นทางดังกล่าว พี่น้องประชาชนก็มาร่วมกัน ในวันแรกเกือบสองหมื่นคน ทั้งการแผ้วถางและบดอัด ใครที่เป็นเจ้าของรถขนดิน รถเกรดเดอร์ หรือเครื่องจักรหนักทั้งหลาย ก็เอามาช่วยกันหมด บางรายก็ไม่ต้องให้เราเติมน้ำมัน เพราะฉะนั้น การก่อสร้างถนนที่เคยแพง จากเดิมถ้าใช้เงิน 100 บาท ของเราจะไม่เกิน 18 บาท เรื่องภาษี เรื่อง กำไร บนโต๊ะ ใต้โต๊ะ ไม่ต้องพูดถึงแล้ว มีแต่เรื่องของการเสียสละ
ถาม : โครงการนี้เริ่มดำเนินการเมื่อไหร่?
ตอบ : โครงการได้เริ่มต้นมาประมาณ 4 เดือนแล้ว และเราคาดการณ์ว่าจะสามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้น โดยไม่รอสถานีรถ ประมาณ ปลายปี 57นี้ ขณะนี้ รถดังกล่าว กำลังประกอบ โดยใช้อุปกรณ์จากเยอรมัน และคนไทยเป็นผู้ประกอบ แล้วเสร็จประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว
ถาม : โครงการจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่?
ตอบ : ห้างสรรพสินค้าอาจต้องใช้เวลา การเดินรถจะสามารถดำเนินการได้ในเดือนเมษายน ปี 2558 ส่วนสถานีนั้น จะต้องดูรายละเอียดจากประชาชนที่มาใช้ เพราะจะต้องออกแบบให้สอดคล้อง สอดรับ เราจะมีโครงสร้างใหญ่คลุมไว้ เป็นร่ม ข้างในจะมีการปรับแต่งให้เหมาะสมสวยงาม ไม่รกรุงรัง จะเป็น Concept เดียวกันหมด คล้ายกับ Bazaar ในต่างประเทศที่มีทั้งสินค้าสากลและสินค้าท้องถิ่นจำหน่าย
ถาม : ถ้าโครงการนี้สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเชียงรายอย่างไร?
ตอบ : หนึ่ง จะสร้างโอกาส สอง จะทำให้ Life Style และวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป จากที่เคยหยุดอยู่ห้างใดห้างหนึ่ง และทุนทั้งหลาย โดยเฉพาะทุนนอกท้องถิ่นที่เข้ามา ก็จะต้องเริ่มทบทวนกระบวนทัศน์ ว่าทุนท้องถิ่นเริ่มมีการสนับสนุนกันเองมากขึ้น เรื่องที่สอง คือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมกันระหว่างห้างต่างๆนั้น เป็น Mono Type เป็นประเภทเดียวที่ไม่ต้องไปหาเส้นทางเดินเหินติดขัดตรงไหน อยากได้อะไร ก็มาบนเส้นทางเส้นนี้ และเส้นทางนี้ ก็ยังมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางสังคม เช่นฤดูหนาวอาจมีการวิ่งเพื่อสุขภาพ แข่งขัน มีรางวัลให้ ก็จะกลายเป็นเส้นทางแห่งชีวิตของคนเชียงราย
ถึงเข้าพรรษาก็จะมีพระมาเทศน์ คนมานั่งฟังกัน อาจจะปิดในช่วงเช้า แล้วแต่คณะกรรมการจะใช้เส้นทางนี้เพื่ออะไรบ้าง ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงไม่เป็นเพียงเรื่องของเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของการผสมผสาน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและวิถีชีวิตทั้งหมด เป็นถนนของประชาชน เพราะฉะนั้น ความคิดสมัยใหม่ ที่จะมีที่ขายที่เรียกว่า Market Place ของประชาชนจะเปลี่ยนไปจากเดิม จากเดิมที่ต้องไปเช่าที่จากนายทุนต่างถิ่น ประชาชนก็สามารถบริหารจัดการกันเอง ที่สำคัญคือ พึ่งรัฐบาลกลาง ศูนย์เปอร์เซ็นต์
ถาม : ปัจจัยอะไรบ้าง ที่จะทำให้โครงการประสบความสำเร็จ?
ตอบ : หัวใจหลักสุดคือการมีส่วนร่วมของประชาชน วันนี้หากมูลนิธิรักเชียงราย คิดเองทำเอง ก็คงไปไม่รอด หากไม่มีประชาชนมาร่วมคิด เรายังมีการประกวด ให้เด็กและเยาวชนออกแบบว่า ถ้าเป็นวิศวกรตัวน้อย อยากออกแบบให้เป็นแบบไหน เพื่อให้เด็กๆมีส่วนร่วม ถึงแม้เราไม่นำไปใช้ แต่เราจะได้รู้ว่า ถ้าเป็นไอเดียของเด็กรุ่นนี้ จะออกมาเป็นแบบไหน คือสร้างการมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น
ถาม : คิดว่า โมเดลนี้ จะสามารถนำไปปรับใช้ในชุมชนอื่นๆได้อย่างไร?
ตอบ : ตราบใดที่ประเทศไทยมีสองชนชั้น คือ ชนชั้นรากหญ้ากับชนชั้นนำ ตัวนี้จะเป็นสะพานเชื่อมช่องว่างระหว่างรายได้และฐานะของประชาชนได้เป็นอย่างดี เพราะถ้าประชาชนอยากมีที่ขายเป็นของตัวเอง แต่ไม่มีทุน เขาก็จะมี ประชาชนอยากมีห้างสรรพสินค้าเป็นของตัวเอง อยากมีระบบขนส่งสาธารณะ เขาจะทำเอง ไม่ต้องรอรัฐบาลกลาง ซึ่งบางครั้งตายไปสองชาติก็ยังไม่มี ตรงนี้จะแก้ปัญหาให้เขาได้ เพราะฉะนั้น โอกาสของประชาชนในจังหวัดต่างๆ ก็อาจจะใช้รูปแบบคล้ายๆกันนี้ จากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในพื้นที่
...........
(หมายเหตุ : 'ยงยุทธ ติยะไพรัช' ประกาศขอเป็น'ภารโรงประจำจังหวัด' : ที่มา http://www.konkao.net/read.php?id=3524)



