ข่าว

ศก.ไทยติดหล่ม'การเมือง'ครึ่งปีแรกส่อไม่โต

ศก.ไทยติดหล่ม'การเมือง'ครึ่งปีแรกส่อไม่โต

30 เม.ย. 2557

ศก.ไทยติดหล่ม'การเมือง' ครึ่งปีแรกส่อไม่โต-ลุ้นครึ่งหลังฟื้นพ้นถดถอย

               ผ่านพ้น 4 เดือนแรกของปี 2557 ท่ามกลางปัญหาการเมืองที่ยังไร้ทางออก ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงเกินความคาดหมาย เนื่องจากเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนแต่ละตัว ไม่ว่าจะเป็น การใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมไปถึงการท่องเที่ยว ล้วนแผ่วลง ทำให้หน่วยงานที่คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) หลายสำนักทยอยปรับลดคาดการณ์ลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดธนาคารไทยพาณิชย์ได้ปรับลดจีดีพีลงอย่างฮวบฮาบ ขณะที่กระทรวงการคลังเองก็ยอมรับว่าเศรษฐกิจครึ่งปีแรกแทบไม่มีการขยายตัวเลขด้วยซ้ำ โดยคาดหวังว่าจะกระเตื้องขึ้นในช่วงปลายปี

               น.ส.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า ธนาคารได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปีนี้ลง จาก 2.4% เหลือเพียง 1.6% ซึ่งทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจลดลงถึง 0.8% หรือคิดเป็นเม็ดเงินที่สูญไป 8 แสนล้านบาท มีสาเหตุหลักมาจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ โดยเดิมคาดว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจในการบริหารประเทศภายในไตรมาส 3 ปีนี้ แต่จากสถานการณ์ขณะนี้คงต้องเลื่อนออกไปเป็นปลายปี ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า กระทบการลงทุนภาครัฐหดตัว 6.6% และมีผลกระทบต่อไปยังการบริโภคภาคครัวเรือน เห็นได้จากปริมาณการซื้อรถยนต์ไตรมาสแรกของปีนี้ มีเพียง 70,000 คัน จากเดิมคาดว่าจะมีการซื้อรถยนต์ใหม่ 90,000-100,000 คัน ส่วนการลงทุนภาคเอกชนหดตัว 2.8%

               ทั้งนี้ มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยง 3 ด้าน นอกจากการเมืองที่ยืดเยื้อส่งผลต่อการลงทุนภาครัฐและความเชื่อมั่นภาคเอกชนแล้ว ยังมีประเด็นทางกฎหมายที่เป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปหรือในปีหน้าด้วย โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 ที่อาจล่าช้าไปถึงไตรมาส 2 ของปีหน้า ทำให้งบลงทุนภาครัฐแทบไม่มี รวมไปถึงกรณีที่ไทยอาจถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีจีเอสพีจากสหภาพยุโรป ในวันที่ 1 มกราคม 2558 หากรัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจในการเจรจา ซึ่งจะกระทบสินค้าในกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็ง  เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น รวมถึงเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะมีการปรับอัตราขึ้นเดือนตุลาคมนี้หรือไม่ ก็ยังไม่มีความชัดเจน เป็นต้น

               นอกจากนี้ การส่งออกที่เคยคาดหวังจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในปีนี้ ก็ไม่ขยายตัวตามคาด แม้เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรลดลง เช่น ยางพารา สินค้าเกษตรแปรรูป และ อาหารแช่แข็ง รวมไปถึงรถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งบางตัวมีปัญหาจากความต้องการที่ลดลงบางตัวมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่แข่งขันไม่ได้ แต่มองว่ายังมีปัจจัยบวกจากการส่งออกรถยนต์ในตลาดรอง เช่น ซาอุดีอาระเบีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ที่มีคำสั่งเข้ามามากขึ้น ทำให้การส่งออกปีนี้น่าจะโตได้ 4% แต่ก็ปรับลดคาดการณ์ลงจากเดิมที่มองว่าจะขยายตัว 5%

               "แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวแต่ยังไม่ถึงขั้นถดถอย เพราะเชื่อว่าไตรมาส 1 จีดีพีอาจหดตัวเล็กน้อยที่ 0.3% ซึ่งยังต้องจับตาดูความเสี่ยงด้านความผันผวนของเงินทุน หรือการไหลออกของเงินทุนอีกรอบในช่วงที่เหลือของปีนี้ เพราะความไม่แน่นอนจากการเมืองในประเทศ ขณะที่จีดีพีไตรมาส 2 อาจจะไม่ขยายตัวหรืออยู่ในระดับ 0% เทียบกับปีก่อน ทำให้ครึ่งแรกของปีนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะอึมครึม อาจติดลบเล็กน้อยและไปฟื้นตัวได้ในครึ่งหลัง การลงทุนการบริโภคจะกลับมา หากความเชื่อมั่นภาคเอกชนกลับมา ซึ่งขณะนี้เอกชนเริ่มมีเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น” น.ส.สุทธาภากล่าว

               ด้าน น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยังมีสัญญาณของการชะลอตัวชัดเจน จากปัจจัยทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ทำให้การใช้จ่ายภาคเอกชนทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนชะลอตัวลงมาก อีกทั้งถือเป็นเดือนแรกที่เริ่มเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างชัดเจนในรอบหลายปี โดยตัวเลขติดลบถึง 9.4%

               "เศรษฐกิจไตรมาสแรกของปีนี้ น่าจะอกมาไม่ดีนัก มองว่าน่าจะติดลบไม่เกิน 0.5% หรือลบ 0.2% เนื่องจากเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจทุกตัวมีสัญญาณชะลอตัวลงทั้งหมด รวมทั้งการส่งออกที่เคยมองว่าจะกลับมาขยายตัวได้ดี แต่เดือนมีนาคมก็ยังติดลบ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวไตรมาสแรกหดตัวถึง 5.85% โดยเฉพาะตลาดเอเชีย อย่างจีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง และมาเลเซีย ลดลงมาก จากปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อ" น.ส.กุลยา กล่าว

               อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังมองว่า เศรษฐกิจไตรมาสแรกน่าจะเป็นจุดต่ำสุดของการหดตัวทางเศรษฐกิจ เพราะตัวเลขเครื่องชี้วัดต่างๆ ของไตรมาส 2 เริ่มทรงตัวไม่ติดลบลงไปเรื่อยๆ อย่างที่กังวล ทำให้มองว่าจีดีพีไตรมาส 2 น่าจะกลับมาเป็นบวกเล็กน้อย แต่หากมองภาพรวม 6 เดือน หรือครึ่งแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยอาจแทบไม่ขยายตัว จากนั้นน่าจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวแบบก้าวกระโดดได้ในไตรมาส 3 และ 4 ส่งผลให้ทั้งปีจีดีพียังขยายตัวได้ 2.6% แต่ต้องอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าการเมืองเริ่มคลี่คลายทางที่ดีขึ้นในไตรมาส 3 ปีนี้ หรือมีการจัดตั้งรัฐบาลได้ และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเริ่มกลับมาในไตรมาส 4 ด้วย โดยมีการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ซึ่งมองว่าตลาดต่างประเทศเริ่มฟื้นตัว น่าจะทำให้การส่งออกขยายตัวได้ 5-5.5%

               ทั้งนี้ หากไม่เป็นไปตามสมมุติฐานดังกล่าว คงต้องมาทบทวนจีดีพีปีนี้ใหม่อีกครั้งในช่วงกลางปีนี้ เพราะตัวเลขที่ตั้งไว้นั้นค่อนข้างไปในทางคาดการณ์ด้านสูง ซึ่งอาจจะค่อนข้างเหนื่อยและท้าทายพอสมควรทีเดียว อีกทั้งมองว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะลากยาวไปถึงปี 2558 ด้วย ทั้งด้านการเบิกจ่ายเงินงบประมาณที่สะดุด การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชนที่ชะงักงัน ดังนั้น การเมืองจึงถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสุดของเศรษฐกิจไทยเวลานี้


ปีนี้"การเมือง"ไม่จบส่งออกส่อสูญ5แสนล้าน


               นายอัทธ์ พิศาลวาณิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิเคราะห์การส่งออกไทยในปีนี้ ว่าหากปัญหาการเมืองยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี โดยที่ยังไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจในการบริหารจัดการ จะกระทบต่อการเติบโตของการส่งออกไทย ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีอัตราเติบโตเพียง 0.25% สูญเสียรายได้ไปประมาณ 16,216 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 536,263 ล้านบาท จากที่ในปีที่ผ่านมา ไทยมีมูลค่าการส่งออก 228,530 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

               ทั้งนี้ เนื่องจากความไม่สงบทางการเมืองได้ส่งผลกระทบ ทำให้ศักยภาพในการแข่งขันของของผู้ส่งออกไทยลดลง โดยเห็นได้ว่า ความสามารถในการรักษาส่วนแบ่งตลาดโลก (market share) ลดลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งนับจากปี 2553 ไทยมีส่วนแบ่ง 1.43% และลดลงมาเหลือ 1.38% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ ประเทศเวียดนาม พม่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น ดังนั้น หากปัญหาการเมืองลากยาว ยิ่งจะบั่นทอนศักยภาพของผู้ส่งออกไทย
 
               รวมทั้ง ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อในต่างประเทศต่อสินค้าไทย เนื่องจากภาพปัญหาการเมืองที่ออกไปต่างประเทศ ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการส่งสินค้าแม้ว่าจะไม่ได้มีการปิดท่าเรือ หรือสนามบินก็ตาม และยังมีผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ ในการจัดอีเวนท์ หรือโรดโชว์ เพื่อส่งเสริมการตลาดทั้งในประเทศและทั่วโลกที่ทำได้ไม่เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์

               อย่างไรก็ตาม หากปัญหาการเมืองสามารถจบลงได้ในช่วงไตรมาส 2 ก็จะทำให้การส่งออกปรับตัวดีขึ้น และคาดว่าจะสามารถทำให้การส่งออกทั้งปีเติบโตได้ 2.47%  หรือรายได้จากการส่งออกหายไป 8,990 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 300,000 กว่าล้านบาท และหากไทยสามารถปรับตัวได้ดีด้านการแข่งขัน ก็มีโอกาสที่การส่งออกไทยจะสามารถโตได้ 4.7% ภายใต้สมมุติฐานที่เศรษฐกิจโลกโต 3.6% ที่ช่วยพยุงการส่งออกไทย และเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องทั้งปี คาดว่าค่าเงินบาทจะอยู่ในช่วง 32.76 -33.52 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ
 
               นายอัทธ์ กล่าวต่อว่า การส่งออกของไทยไตรมาสแรกที่ติดลบไป 1% มีสินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบไปแล้ว คือ สินค้าในกลุ่มเกษตรและอาหาร เช่น ข้าวมูลค่าลดลงไป 22.9% โดยราคาส่งออกเฉลี่ยลดลงเหลือ 439 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จาก 564 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันจากปีก่อน  เนื่องจากการระบายข้าวสารของรัฐบาลต่อเนื่อง และคำสั่งซื้อจากจีนลดลง จากการที่จีนใช้นโยบายเศรษฐกิจไม่ให้ร้อนแรงเกินไป
 
               "หากไทยยังมีปัญหาการเมืองไปจนถึงสิ้นปี คาดว่าส่วนแบ่งไทยในตลาดโลกจะปรับลดลงไปอีก เพราะจะโดนสินค้าจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียนมาแย่งตลาดไป เนื่องค่าเงินของประเทศเหล่านั้นก็อ่อนค่าลงไปเช่นกัน  เช่น ยางพาราจะโดนมาเลเซียแย่งไป เพราะมีอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำดีกว่าไทย และการส่งออกเสื้อผ้า เวียดนามจะแย่งตลาดไป โดยในปีที่ผ่านมาเวียดนามส่งออกเสื้อผ้าได้ 8 แสนล้านบาท และในปี 2015 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1 ล้านล้านบาท" นายอัทธ์กล่าว

...........

(หมายเหตุ : ศก.ไทยติดหล่ม'การเมือง' ครึ่งปีแรกส่อไม่โต-ลุ้นครึ่งหลังฟื้นพ้นถดถอย)