ข่าว

ผมไปอิหร่านมาครับ

ผมไปอิหร่านมาครับ

30 เม.ย. 2557

ผมไปอิหร่านมาครับ : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

              ผมเพิ่งกลับจากอิหร่านมาครับ หากเปรียบเทียบบรรยากาศในกรุงเตหะรานวันนี้กับเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านวัตถุ เช่นการสร้างถนนหนทาง อาคารขนาดใหญ่ที่ทันสมัย และด้านจิตใจของผู้คนที่ผ่อนคลายลง ไม่เคร่งเครียดเช่นแต่ก่อน แม้จะมีเสียงบ่นเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นอยู่บ้าง ทั้งนี้ เป็นเพราะนโยบายเดินสายกลางของประธานาธิบดีฮัสซัน โรว์ฮานี ที่มุ่งฟื้นฟูความสัมพันธ์ของอิหร่านกับประเทศตะวันตก พร้อมกับหาทางเจรจาให้ชาติตะวันตกยุติการคว่ำบาตรอิหร่าน ทำให้สถานการณ์คลายความตึงเครียดลง  

              ฮัสซัน โรว์ฮานี นักวิชาการศาสนาอิสลาม ที่มีแนวคิดเชิงปฏิรูป และเดินสายกลาง วัย 65 ปี มีชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอิหร่านเมื่อปลายเดือนเมษายน 2556 โดยได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้น ทั้งจากคนรุ่นใหม่และกลุ่มอนุรักษนิยม-โรว์ฮานี ประกาศที่จะปฏิรูปประเทศ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ชาติตะวันตกเคารพ และยอมรับสิทธิของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านด้วย

              แนวคิดและนโยบายของโรว์ฮานี แตกต่างไปจากอดีตประธานาธิบดีมะห์มูด อาห์มาดิเนจัด ที่มีแนวคิดเชิงอนุรักษนิยม ซึ่งครองตำแหน่งมายาวนานเป็นเวลา 8 ปี และนโยบายบางอย่างของเขาก็ไม่ได้รับการเห็นด้วยจากประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มปัญญาชน

              นโยบาย “ญาติดี” กับตะวันตก ทำให้อิหร่านผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจาก 2 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็น 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติ จาก 100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เป็น 400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ส่งผลให้อิหร่านมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสูงเป็นประวัติการณ์ ถึง 41.6 พันล้านดอลลาร์ และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

              ตลอดระยะเวลา 35 ปี ที่อิหร่านถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากสหรัฐและตะวันตก หลังเหตุการณ์นักศึกษาอิหร่านบุกเข้ายึดสถานทูตสหรัฐในกรุงเตะหะราน  เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2522 และควบคุมชาวอเมริกัน 52 คน ไว้เป็นตัวประกัน รวมถึงการปกครองประเทศตามแนวอนุรักษนิยม และจารีตนิยม ไม่สามารถทำให้อิหร่านล้าหลังโลกมากมายนัก หากไม่นับความเจริญทางวัตถุ ปัจจัยสำคัญประการแรกเป็นเพราะคนอิหร่านมีความทระนง และภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเปอร์เซีย จึงไม่ยี่หระต่อตะวันตก ประการที่สองเป็นเพราะชาวอิหร่าน ยึดมั่นในศาสนาอิสลาม และจารีต ประการสุดท้าย ก็คือคนอิหร่านโดยทั่วไปเป็นนักอ่านและใส่ใจต่อการเรียนรู้ ซึ่งรัฐบาลอิหร่านก็ให้การสนับสนุนในเรื่องนี้เป็นอย่างดี หนังสือในอิหร่านมีราคาถูกมาก และเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาสาระ ทั้งหนังสือวิชาการ หนังสือภาษาต่างประเทศ วรรณกรรมระดับโลก บทกวี หนังสือฮาว-ทู ชีวประวัติบุคคลสำคัญ และวรรณกรรมร่วมสมัยของต่างประเทศ ฯลฯ โดยที่รัฐบาลให้การสนับสนุนด้านการพิมพ์ ดังนั้น จึงสามารถตรวจสอบเนื้อหาและคุณภาพของงานที่เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน มิใช่ให้การพิมพ์หนังสือเป็นแค่ธุรกิจที่แสวงผลกำไร

              และ 35 ปีที่ผ่านมา ก็ทำให้คนอิหร่านดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาและสินค้าฟุ่มเฟือย ใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หรือศูนย์การค้าให้จับจ่ายมากนัก ไม่มีแหล่งบันเทิง แต่หาความสุขจากการใช้ชีวิตกับครอบครัว ไปเดินเล่นตามสวนสาธารณะ ไปเที่ยวต่างจังหวัด และรับประทานอาหารในภัตตาคาร

              และก็เพราะอาหารอิหร่านตามภัตตาคารนี่แหละครับ ที่ทำให้ผมไปอิหร่านครั้งนี้แม้จะแค่ 7 วัน แต่น้ำหนักขึ้นไป 2.5 กิโลกรัม