
ป.ป.ช.ไม่อนุญาตสอบพยานปมจำนำข้าวเพิ่ม
ป.ป.ช.มีมติไม่อนุญาตสอบพยานปมจำนำข้าวเพิ่มเติม สั่งเจ้าหน้าที่สรุปข้อมูล ลุ้นชี้มูลสัปดาห์หน้า ป.ป.ช.ลงมติถอดถอน36ส.ว.ปมแก้รธน.ที่มาส.ว.
29เม.ย.2557 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี วันที่ 29 เม.ย.57 เมื่อเวลา 16.45 น. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. ถึงกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ขอให้คณะกรรมการป.ป.ช.สอบพยานบุคคลเพิ่มเติมในคดีรับจำนำข้าวจำนวน 7 ปากว่า คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติว่า พยานบุคคลที่ขอให้มีการสอบเพิ่มเติมเป็นพยานบุคคลที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ขอมาแล้ว และคณะกรรมการป.ป.ช.ได้มีการพิจารณาเรื่องนี้ไปแล้ว ซึ่งครั้งนี้ยังเห็นเช่นเดียวกันว่า พยานดังกล่าวไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ถูกกล่าวหา จึงมีมติไม่อนุญาตให้พยานบุคคลดังกล่าวมาให้ถ้อยคำเพิ่มเติม
ส่วนเรื่องที่นายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ ขอให้คณะกรรมการป.ป.ช.ลงพื้นที่ตรวจสอบข้าวในสต็อกจำนวน 2.977 ล้านตันนั้น คณะกรรมการป.ป.ช.ได้มีการตรวจสอบพยานเอกสาร และพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว อีกทั้งการจะออกไปตรวจสอบจำนวนข้าวดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นของผู้กล่าวหา และไม่ได้เอาตรงนั้นมาเป็นประเด็นเอาผิดน.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงไม่เห็นควรให้ออกไปตรวจสอบตามที่ผู้ถูกล่าวหาร้องขอ
นายสรรเสริญ กล่าวอีกว่า หลังจากคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติในวันนี้ เห็นว่า มีข้อมูลเพียงพอ จึงไม่จำเป็นต้องไต่สวนเพิ่มเติม โดยได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปสรุปสำนวนข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวน จากคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหา และจากการสอบพยานบุคคลเพิ่มเติมเพื่อเสนอให้องค์คณะไต่สวนพิจารณาในวันอังคารที่ 6 พ.ค.นี้ หากองค์คณะไต่สวนเห็นว่า พยานหลักฐานเพียงพอแล้ว สามารถเสนอให้คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาลงมติชี้มูลได้ในการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่วันพฤหัสบดีที่ 8 พ.ค. หรือการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่วันพฤหัสบดีที่ 15 พ.ค. เนื่องจากวันอังคารที่ 13 พ.ค.ตรงกับวันวิสาขบูชา
ลงมติถอดถอน36ส.ว.ปมแก้รธน.ที่มาส.ว.
นายสรรเสริญ ยังได้แถลงถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับ ผลการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีร้องขอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 270 เนื่องจากมีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในประเด็นเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา และพิจารณาและลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ในวาระที่ 1 วาระที่ 2 และวาระที่ 3 ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 50 ราย (ผู้ถูกกล่าวหาที่ 261 - 310 (รายชื่อแนบ)) ในประเด็นต่างๆ สรุปได้ดังนี้
ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติถอดถอน ส.ว. 36 ราย และยำคำร้อง 14 ราย โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มแรก 3 ราย คือผู้ร่วมลงลายมือชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมใรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. แต่ไม่ได้ลงมติในวาระที่ 1 ,2 และ 3 โดย ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์ขัดกับรัฐธรรมนูญ จึงให้ข้อหาตกไป ส่วนกลุ่มที่ 2 จำนวน 2 ราย ได้ร่วมลงลายมือชื่อเสนอญัตติ และไม่ได้พิจารณาลงมติในวาระที่ 1 และ 2 แต่ลงมติเห็นชอบในวาระที่ 3 กลุ่มนี้มีมติเสียงข้างมากข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่มีพฤติการณ์ขัดกับรัฐธรรมนูญ จึงให้ข้อหาตกไป
กลุ่มที่ 3 จำนวน 22 รายที่ได้ร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไข และลงมติในทั้งสามวาระ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ ว่าการกระทำดังกล่าวถือว่ามีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 291 (1) วรรคหนึ่ง
กลุ่มที่ 4 จำนวน 13 ราย ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมากเห็นว่าการกระทำขอผู้ถูกกล่าวหาที่ได้ลงชื่อเสนอญัตติ และ ได้พิจารณาลงมติในวาระที่ 1 และ วาระที่ 3 โดยไม่ได้เห็นชอบในวาระที่ 2 ถือว่าการกระทำดังกล่าวถือว่าส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 291 (1) วรรคหนึ่ง
กลุ่มที่ 5 จำนวน 9 ราย ป.ป.ช. มีมติ เสียงข้างมากเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งได้่ร่วมลงชื่อเสนอญัตติ และได้พิจารณาเฉพาะวาระที่ 1 และไม่ได้ลงในวาระที่ 2 และ 3 ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่มีพฤติการณ์ขัดกับรัฐธรรมนูญ จึงให้ข้อหาตกไป
และกลุ่มที่ 6 จำนวน 1 ราย ซึ่งได้ลงชื่อเสนอญัตติ และได้ลงมติในวาระที่ 2 แต่ไม่ได้ลงมติเห็นชอบ ในวาระที่ 3 การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 291 (1) วรรคหนึ่ง แล้ว โดยมีมติเอกฉันท์



