
เภสัชกรชี้เป็นหอบกินยาลดอ้วนมีโอกาสเสียชีวิต
สาวโรงงานเสียชีวิตปริศนาอยู่ในห้องพัก เพื่อนสนิทมั่นใจใช้ยาลดความอ้วนเกินขนาด สองอาทิตย์ลดเกือบ 10 ก.ก. ประกอบกับร่างกายไม่แข็งแรง
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 มิ.ย.2552 พ.ต.ท.ยุทธศักดิ์ วรรณคีรี สว.เวรสภ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตอยู่ภายในห้องพักหมายเลข เอส 202 ชั้น 2 หอพักมานิต เลขที่ 399/7 ม. 2 ต.สามเรือน อ.บางปะอิน หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยสมาคมอยุธยารวมใจ เดินทางไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ
พบว่าสถานที่เกิดเหตุเป็นหอพัก 5 ชั้นอยู่ภายในหมู่บ้านสินทิวา โซน 4 โดยพบว่าประตูห้องที่เปิดอ้าอยู่ เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบภายในห้องถึงกับตะลึง เมื่อพบศพของน.ส.สมจิตร ตรีชิด อายุ 30 ปีบ้านเดิมอยู่ 29/1 ม. 8 ต.ห้วยทราย อ.หนองแค จ.สระบุรี สภาพศพสวมเสื้อยืดลายการ์ตูนโดราเอม่อน สีฟ้า กางเกงขาสั้นสีขาว นอนหงายอยู่บนที่นอน ไม่พบบาดแผลตามร่างกาย สภาพศพเริ่มมีกลิ่นเหม็น คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 วัน และจากการตรวจสอบภายในห้องพักไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือรื้อค้นแต่อย่างใด พบเพียงยาลดความอ้วนอยู่ในซองพลาสติกวางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง 1 เม็ด
จากการสอบสวนน.ส.ศศิธร ขาวสะอาดวิไล อายุ 34 ปี เพื่อนสนิทของผู้ตาย ทราบว่า ผู้ตายทำงานเป็นพนักงานบริษัทอาซาฮี ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ปกติจะโทรศัพท์คุยกันเกือบทุกวัน แต่เพิ่งมาขาดการติดต่อกันเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. และพยายามติดต่อหลายครั้งแล้ว แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งต้องเดินทางมาหา ก็พบว่าประตูห้องไม่ได้ล็อค เมื่อเปิดเข้าไปดูก็พบว่า น.ส.สมจิตร เสียชีวิตแล้ว
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ น.ส.สมจิตร ได้บ่นให้ฟังว่า เครียดเรื่องที่มีทอมมาชอบพอ ทำให้ต้องเลิกกับทอมที่คบอยู่เดิม ขณะเดียวกันน.ส.สมจิตร ก็รับประทานยาลดความอ้วนอยู่ โดยมาคุยให้ฟังว่า ได้รับประทานยาลดความอ้วนภายในเวลาเกือบ 2 อาทิตย์ ทำให้น้ำหนักลดลงไปมาก จาก 60 ก.ก.เหลือ 49 ก.ก. ประกอบกับน.ส.สมจิตร เป็นโรคหอบ ระยะหลังไม่ค่อยสบาย เชื่อว่าน่าจะเกิดจากความเครียด และรับประทานยาเกิดขนาดในขณะที่ร่างกายก็ไม่แข็งแรง อาจจะทำให้เสียชีวิตลง อย่างไรก็ตาม จนท.ยังไม่สามารถบอกสาเหตุที่ชัดเจนได้ จึงได้ส่งศพไปตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป
เภสัชกรชี้เป็นหอบกินยาลดอ้วนมีโอกาสเสียชีวิต
นายสุชาติ ถนอมวรากรณ์ เภสัชกรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ยาลดความอ้วนมีด้วยกัน 2 กลุ่ม คือประเภทแรกออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทหรือมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ยาพวกนี้ได้แก่ยาบ้า ยาเสพติด แอมเฟตามีน เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะไม่รู้สึกอยากที่จะรับประทานอาหาร ทำให้ร่างกายซูบผอม ยาเหล่านี้จึงถือเป็นยาอันตรายที่ไม่มีจำหน่ายในร้านขายยาทั่วไป ถือเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 จะมีเฉพาะคลีนิกหรือโรงพยาบาลและสั่งจ่ายตามความเห็นของแพทย์เท่านั้น เนื่องจากจะมีผลทำให้บางคนมีอาการคลุ้มคลั่งได้ หรืออาจจะช๊อค นอกจากนี้ยังมีผลทำให้เกิดเสพติด ง่วงซึม นอนไม่หลับ
ส่วนอีกกลุ่มเป็นยาที่ไม่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทโดยตรง แต่จะไปมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ปกติยากลุ่มนี้จะใช้ในการรักษาโรค แต่ก็มีการนำมาดัดแปลงเอาไปปนกับยาชุดบางกลุ่ม มักจะพบในกลุ่มยาที่มีฮอร์โมนไทลอยด์ ซึ่งจะมีในยาถ่าย ยาระบาย ยานอนหลับ ส่วนใหญ่ตามร้านขายยามีจำหน่ายเป็นชุด ก็จะมียาประเภทนี้ปนมาด้วย ตรงนี้ก็ไปใช้ในการลดความอ้วน เนื่องจากเมื่อรับประทานยาที่มีฮอร์โมนไทลอยด์เข้าไป ก็จะมีผลต่อการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย ทำให้การเผาผลาญพลังงานเร็วขึ้น เมื่อรับประทานยาวนานจะมีผลในการไปกดการสร้างฮอร์โมน ทำให้ร่างกายขาดการสร้างฮอร์โมนจนกลายเป็นโรคไฮโปรไทลอยด์
สำหรับกรณีน.ส.สมจิตร นั้นยังไม่สามารถที่จะระบุชัดว่าตายเพราะยาลดความอ้วนหรือไม่ เพราะยังไม่ทราบว่าเป็นยากลุ่มไหน แต่กรณีถ้าหยุดยาลดความอ้วนสองสับดาห์จะเสียชีวิตนั้นเป็นไปได้ยาก แต่หากว่าเจตนารับประทานเข้าไปมากเกินขนาด ก็มีโอกาสช็อค หรือกรณีแพ้ยาอย่างรุนแรงก็มีโอกาสเช่นกัน ในส่วนของคนที่เป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคตับก็มีโอกาสที่จะเสียชีวิตจากการรับประทานยาประเภทนี้ได้ และการที่ลดน้ำหนักจาก 60 ก.ก. มาเป็น 49 ก.ก.อย่างรวดเร็วถือว่าอันตรายมาก จริงๆแล้วไม่ควรเกินอาทิตย์ละ 1 ก.ก.เท่านั้น
นายสุชาติ กล่าวด้วยว่า ตนเปิดร้านขายยาอยู่บริเวณแยกวัดพระญาติการาม ต.ไผ่ลิง อ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีกระแสข่าวว่า ซื้อยามาจากร้านที่อยู่บริเวณแยกวัดพระญาติการราม ซึ่งทำให้ตนไม่สบายใจ ซึ่งในส่วนของร้านตนนั้นระมัดระวังการจำหน่ายยาประเภทนี้อยู่แล้ว ส่วนที่เป็นโรคหอบนั้นก็มีโอกาสเสียชีวิตจากการรับประทานยาลดความอ้วนได้ เนื่องจากโรคนี้เกี่ยวกับภูมิแพ้และเราก็ไม่ทราบว่าผู้ตายเป็นภูมิแพ้ขัน้ใดและภูมิแพ้อะไร เพราะคนที่เป็นภูมิแพ้ก็จะแพ้ยาเร็วกว่าคนปกติอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามคงต้องรอดูผลพิสูจน์จากนิติวิทยาศาสตร์ว่าพบสารอะไรบ้าง เภสัชกรกล่าวในที่สุด



