ข่าว

ใช้พลังงานให้คุ้ม ดีกว่าสร้างแหล่งใหม่

ใช้พลังงานให้คุ้ม ดีกว่าสร้างแหล่งใหม่

29 เม.ย. 2557

ใช้พลังงานให้คุ้ม ดีกว่าสร้างแหล่งใหม่

 
                         ในอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทยต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นและต้องผลิตไฟฟ้ามากขึ้น จากประสบการณ์ในสหรัฐอเมริกา การผลิตไฟฟ้าต้องใช้ปริมาณการใช้น้ำสูงขึ้นมากกว่าการใช้น้ำในภาคเกษตรกรรม เนื่องจากเมื่อประเทศพัฒนาขึ้น ต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น น้ำไม่ได้ใช้ในการผลิตไฟฟ้า แต่ใช้น้ำในการระบายความร้อนในกระบวนการผลิตไฟฟ้า เพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
 
                         นายวิศิษฐ์ เยาวพงศ์ศิริ ประธาน บริษัท เรดิคอน จำกัด กล่าวถึงปัญหาเรื่องพลังงานในปัจจุบัน และแนวทางในการหาทางออกที่รูปแบบของตัวเองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องการหาแหล่งพลังานใหม่ แต่เป็นการหาวิธีการลดความร้อนจากการผลิตไฟฟ้าและการใช้ความร้อนที่เกิดขึ้นจากการผลิตที่สูญเสียไปมากในการผลิตให้กลับมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ นั่นเป็นแนวทางของการใช้พลังงานให้คุ้มค่า ซึ่งปัจจุบันยังถูกละเลยและทิ้งอย่างเปล่าประโยชน์ ทั้งๆ ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการผลิตที่มีแนวโน้มที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ กระบวนการระบายความร้อนในกลุ่มรถยนต์คือการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ด้วยน้ำ ระบายความร้อนของน้ำมันจำพวกเกียร์ น้ำมันเครื่อง และระบายความร้อนของลม คือ รถยนต์สมัยใหม่มีเทอร์โบชาร์จ อัดลมช่วยการเผาไหม้ เพื่อให้ลมมีออกซิเจนเข้มข้น ต้องทำให้ลมเย็นลง เพื่อควบคุมปริมาณความร้อนในรถยนต์
 
                         ในระยะประมาณ 4-5 ปี ที่ผ่านมา บริษัทนำความรู้ที่มีอยู่มาทำเกี่ยวกับเพาเวอร์ เจน พัฒนาจากระบบการระบายความร้อนและควบคุมความร้อนในรถยนต์มาพัฒนาผลิตระบบคูลลิ่งแบบปิดเพื่อนำความร้อนไปใช้ประโยชน์ คล้ายระบบระบายความร้อนในรถยนต์ เพื่อนำความร้อนหรือพลังงานที่เกิดขึ้นกลับไปใช้ประโยชน์ให้ได้ผลสูงสุดและสามารถประหยัดพลังงานรายจ่ายด้านพลังงานได้ให้นำพลังงานไปใช้ให้ได้ผลสูงสุด
 
                         "ผมคิดว่า อนาคตอาจไม่มีพลังงานฟอสซิลหรือน้ำมันและแก๊สหมดลง ถ้าหามีระบบลดการใช้พลังงานลง หรือใช้พลังงานให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นก็จะไม่เป็นภาระ ต้องหาแหล่งพลังงานใหม่เพิ่ม เท่ากับเป็นการลดการใช้เชื้อเพลิงน้อยลง"
 
                         การหาพลังงานใหม่นั่นเป็นสิ่งที่ต้องลงทุนสูงมาก และใช้เวลา ถ้ารัฐบาลมีเงินพอที่จะควักกระเป๋าจ่ายชดเชยเพิ่มขึ้น ปัจจุบันการใช้ไฟฟ้คิดจากการไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ปัจจุบันจ่าย 4 บาท หากรัฐบาลยอมจ่าย 2-3 เท่า ทำให้ประชาชนสามารถนำพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมมาใช้ทดแทนได้ ทุกประเทศพยายามหาพลังงานใหม่ ที่เรียกว่า Renewable energy เนื่องจากพลังงานฟอสซิลลดน้อยลงไปเรื่อยๆ หลายคนกังวลว่าอนาคตจะไม่มีพลังงานฟอสซิลใช้ แต่พลังงานแสงแดด ลม มีต้นทุนสูงมากในการกำเนิดไฟฟ้าขึ้นมาใช้ ราคาที่ต้องจ่ายไปแพงกว่าราคาซื้อไฟฟ้าใช้ในขณะนี้ การจะเกิดขึ้นได้รัฐบาลต้องสนับสนุน หรือผู้ใช้ไฟต้องซื้อไฟในราคาที่สูงมาก
 
                         หลายปีก่อนเคยศึกษาเรื่องโซลาร์ หรือลม พบว่าต้นทุนสูงมากเมื่อเทียบกับค่าไฟที่จะเป็นไปได้ กระบวนการเจาะน้ำมันมีราคาสูง เนื่องจากต้องเจาะลงไปใต้ทะเลหลายกิโลเมตร ต้องใช้เทคโนโลยีสูง บางบริษัทบอกว่าน้ำมันไม่ได้หมด แต่เจาะยากขึ้น ต้องเจาะลงไปใต้ทะเลลึกมาก จึงจะพบหรือขุดขึ้นมาใช้ได้ นั่นหมายถึงการลงทุนจะสูงหรือราคาเชื้อเพลิงพลังงานจะแพงมากขึ้น แม้แสงแดดเป็นแหล่งกำเนิดทุกอย่าง จะฟรี แต่การนำพลังงานมาใช้งานไม่ใช่เรื่องง่ายหรือเพียงแต่เก็บมาเป็นพลังงานความร้อนก็ใช้เวลาหลายปี แผงโซลาร์เซลล์มีราคาแพง ปัจจุบันจีนมีการผลิตจำนวนมาก ทำให้ราคาลดลงมาเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ของราคาเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว จึงเริ่มคุ้มค่าที่จะใช้ แต่เมื่อเทียบต้นทุนแล้วก็ยังมีราคาสูงกว่าการกำเนิดไฟฟ้าด้วยฟอสซิล น้ำมันหรือแก๊ส หรือเชื้อเพลงที่มีราคาถูก คือ ถ่านหิน ก็มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม หลายคนต่อต้าน เมื่อหันมาใช้แก๊สธรรมชาติ แม้ไม่มีปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ลดน้อยลง หายากขึ้นเรื่อยๆ
 
                         ดังนั้น พลังานเชื้อเพลิงจะมีต้นทุนที่แพง เนื่องจากความคุ้มค่าในการทางการค้า หากไม่ได้เงินสนับสนุนก็ไม่คุ้ม ถึงแม้โซลาร์เซลล์ลดราคาลงมาก็ไม่คุ้ม หรือ การคงทนต่อสภาพแวดล้อมได้นานแค่ไหน โดยเฉพาะสภาพอากาศที่ควบคุมไม่ได้
 
                         เมื่อพบว่าการกำเนิดพลังงานแสงอาทิตย์และลมเป็นการลงทุนที่สูงเกินไป จึงคิดว่า ในทางวิศวกรรมควรหันมามองเรื่องการประหยัดพลังงาน เพราะบริษัทมีความชำนาญในการนำความร้อนจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง จึงนำความรู้มาใช้ในเรื่องการประหยัดพลังงาน ผลคือลงทุนไม่สูง แต่ได้ผลตอบแทนที่ดี โดยการลดการใช้พลังงาน ลดการใช้น้ำ คือ MAC (multi advance cooling cell) บริษัทผลิตให้สามารถมีประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนความร้อนด้วยอะลูมิเนียม แต่อะลูมินั่มมีความยากในการผลิต โดยเฉพาะขนาดใหญ่ จึงใช้วิธีนำหลายตัวมาต่อเชื่อมกัน ซึ่งบริษัทออกแบบเฉพาะ เป็นยูนิตที่ให้ความร้อนสูงมาก ทดแทนคูลลิ่งทาวเวอร์ได้ และคุ้มทุนในระยะเวลา 2-3 ปี
 
                         ระบบคูลลิ่งทาวเวอร์จะนำน้ำหล่อเย็นจากคูลลิ่งทาวเวอร์ไปหล่อเย็นอุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ ในโรงงาน หรือการกำเนิดไฟฟ้า เช่น เทอร์บาย ส่วนขับเคลื่อนของเทอร์บายต้องมีระบบหล่อเย็นทั้งสิ้น ปัจจุบันยังมีการใช้คูลลิ่งทาวเวอร์ในระบบเปิดในอาคารสำนักงาน ในอาคารสูงและโรงงานต่างๆ แต่นวัตกรรมใหม่ของบริษัทแตกต่างโดยสิ้นเชิง สามารถเปลี่ยนเป็นระบบปิด คือ การนำหล่อเย็นในระบบ แล้ววิ่งกลับมาที่ MAC ทำให้น้ำเย็นลงโดยอาศัยลมจากธรรมชาติ หลังจากเย็นแล้วจะกลับไปหล่อเย็นในอุปกรณ์เครื่องจักรอีกครั้งหนึ่ง หมุนเวียนในระบบ ตัดปัญหาเรื่องการเติมน้ำ การสิ้นเปลืองปริมาณน้ำ โดยเฉพาะน้ำที่ระเหยไป ไม่ต้องเติมสารเคมีในน้ำ ส่วนใหญ่ที่ใช้กันอยู่นั้น น้ำที่เข้ามาในคูลลิ่งทาวเวอร์จะมีเกลือแร่ละลายอยู่ในน้ำ ทำให้อุปกรณ์มีปัญหาทำงานได้น้อยลง จึงต้องใส่สารเคมีเข้าไปในระบบ แต่ในระบบปิดนั้น ไม่ต้องใส่สารเคมี เพราะสารเคมีเหล่านี้จะถูกทิ้งลงไปในแหล่งน้ำอีกที ซึ่งไม่ดีต่อสภาพแวดล้อม
 
                         ข้อเสียอีกข้อของคูลลิ่งทาวเวอร์ระบบเปิด คือ สิ่งสกปรกที่ปลิวในอากาศ จะเข้าไปในคูลลิ่งทาวเวอร์และเข้าไปในระบบการทำงาน ทำให้เกิดการอุดตันในระบบของอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้คุณภาพของการระบายความร้อนเสื่อมลง สร้างปัญหาให้อุปกรณ์หรือเครื่องจักร 
 
                         คูลลิ่งทาวเวอร์ระบบปิดจะไม่มีฝุ่นเข้ามาปะปนในระบบเลย หากเป็นระบบขนาดใหญ่ เดินเครื่องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เปรียบเทียบค่าไฟ ค่าสารเคมี ประมาณ 1 ปีคุ้มทุน ส่วนขนาดเล็ก ประมาณ 2 ปีครึ่งคุ้มทุน แต่จะช่วยประหยัดพลังงาน ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมสุขภาพของบุคลากรที่ทำงานอยู่ในอาคารสำนักงานต่างๆ จากการสะสมของปฏิกูลต่างๆ ในระบบระบายความร้อนที่เปียกชื้นบนยอดอาคาร ที่ถูกละเลยตลอดมา