ข่าว

บ้างาน ระวัง'ออฟฟิศซินโดรม'

บ้างาน ระวัง'ออฟฟิศซินโดรม'

30 เม.ย. 2557

ไลฟ์สไตล์ : บ้างาน ระวัง 'ออฟฟิศซินโดรม'

 
                       สังคมของคนทำงาน คงหนีไม่พ้น “พนักงานออฟฟิศ” ซึ่งถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพ ส่งผลให้เป็น "โรคติดงาน " หรือ "โรคออฟฟิศซินโดรม" ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า "โรคบ้างาน” มักเกิดกับผู้ที่มีบุคลิกเป็นคนสมบูรณ์แบบ เจ้าระเบียบ ทะเยอทะยาน เอาจริงเอาจัง มีความสุขจากการทำงาน และมีจิตใจคิดวนเวียนอยู่กับการทำงาน อาการสำหรับผู้ที่เป็นโรคออฟฟิศซินโดรมมัก ปวดหัว ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดท้ายทอย สายตาพร่ามัว ปวดกล้ามเนื้อตา จนกลายเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคกระเพาะ เบาหวาน และความดัน เป็นต้น ส่วนอาการในด้านอารมณ์ คือ กลายเป็นผู้ที่มองอะไรขวางหูขวางตาไปหมด
 
                       นพ.ปราโมทย์ อุดมเลิศวนสิน ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลปิยะเวท กล่าวว่า อวัยวะที่สำคัญมากและมักเป็นต้นเหตุของอาการปวด คือ คอ ซึ่งเป็นอวัยวะหนึ่งที่มีการใช้มากที่สุด ยิ่งการทำงานในยุคปัจจุบันคนต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ต้องก้มหน้าเงยหน้าอยู่ตลอดเวลา จึงเกิดอาการ ปวดคอ และปวดศีรษะ ซึ่งคอถือเป็นอวัยวะที่บอบบางเมื่อเทียบกับขนาดสมองและลำตัว สามารถเกิดความชอกช้ำหรือบาดเจ็บได้ง่าย นอกจากนั้นคอก็ยังเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่รับคำสั่งจากสมองไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย
 
                       "สัญญาณอาการอันตรายที่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ ได้แก่ ปวดต้นคอร้าวลงไหล่ถึงแขน หรือข้อมือ ปวดต้นคอร่วมกับชาที่นิ้วมือ ปวดต้นคอร่วมกับอาการมืออ่อนแรง ปวดต้นคอหรือปวดสะบักเรื้อรัง เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์ก็จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย จากนั้นก็จะพิจารณาว่าสมควรตรวจเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเอกซเรย์ทั่วไปที่คอ หรือตรวจด้วยแม่เหล็ก หรือตรวจการนำกระแสประสาท เมื่อได้การวินิจฉัยโรคเพียงพอต่อการรักษาแล้ว ก็จะพิจารณาให้การรักษาที่เหมาะสมต่อผู้ป่วยแต่ละราย
 
                       ซึ่งในรายที่เป็นไม่มากอาจจะแค่ใช้การรักษาโดยการทำกายภาพบำบัด หรืออาจใช้ยารับประทานประเภทแก้อักเสบ คลายกล้ามเนื้อ การใช้อุปกรณ์ประคอง (Soft Collar) ในรายที่เป็นมากปวดคอร่วมกับมีอาการชาแปล๊บๆ หรือปวดร้าวลงแขน โดยเฉพาะถ้าเคยรักษาโดยการรับประทานยา กายภาพบำบัด แล้วไม่ได้ผลก็อาจจะรักษาโดยวิธีอื่นเลย เช่น การฉีดยาไปที่เส้นประสาท (Nerve block) การจี้ด้วยคลื่นความร้อน (Nucleoplasty) ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลดีไม่ต้องผ่าตัด หรือรายที่เป็นมากมีอาการแขนและขาอ่อนแรง ก็จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่มากขึ้น ถึงกับต้องผ่าตัดก็ได้ วิธีการผ่าตัดก็มีหลายวิธี เช่น เอาหมอนรองกระดูกออก แล้วเชื่อมต่อให้ติดกันหรือใส่หมอนรองกระดูกเทียม" ผู้เชี่ยวชาญ กล่าว
 
                       คุณหมอแนะทิ้งท้ายด้วยว่า การดูแลตนเองให้ห่างจากโรคออฟฟิศซินโดรมง่ายๆ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานที่หนักเกินไป ให้สมดุลกับเวลาพักผ่อน และควรมีการผ่อนคลายระหว่างการทำงาน เช่น พักสายตา หายใจลึก ๆ สักพัก เพียงทำเท่านี้ก็เป็นดูแลตนเองเบื้องต้นแล้ว