
เร่งผลักดัน'ยุทธศาสตร์ข้าว'ก่อนรั้งท้ายตลาดโลก
เร่งผลักดัน'ยุทธศาสตร์ข้าว' ก่อนไทยร่วงรั้งท้ายในตลาดโลก : สัมภาษณ์พิเศษ โดยอนัญชนา สาระคู
ขณะที่ข้าวไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้นจากภาวะราคาข้าวที่ปรับลดลงเป็นหลัก แต่ปัญหาภายในประเทศเองยังแก้ไขได้ไม่ลุล่วง รัฐบาลยังคงดิ้นหาแหล่งเงินทุนเพื่อนำมาทยอยจ่ายให้แก่ชาวนาผู้เป็นเจ้าหนี้ในโครงการรับจำนำ ขณะเดียวกันเริ่มมีกระแสเรียกร้องถึงการจัดทำ "ยุทธศาสตร์ข้าวไทย" อย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะข้อเสนอจาก "สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย" ผ่านมุมมองของนายกสมาคมคนใหม่ "เจริญ เหล่าธรรมทัศน์"
เร่งผลักดันยุทธศาสตร์ข้าวไทย
นายเจริญ ให้สัมภาษณ์ "คม ชัด ลึก" ถึงแนวคิดในการผลักดันยุทธศาสตร์ข้าวไทย ว่า ข้าวไทยควรจะต้องเป็นยุทธศาสตร์ที่จัดทำโดยภาคเอกชนเอง โดยเชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับอุตสาหกรรมข้าวตลอดกระบวนการเข้ามาร่วมเป็นกรรมการที่จะมีทั้ง ชาวนา โรงสี และผู้ส่งออก จากนั้นจึงจะผลักดันไปสู่ภาครัฐเพื่อให้จัดทำเป็นนโยบาย ที่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนเข้ามาบริหารประเทศก็จะต้องเดินหน้าตามนโยบายที่ว่านี้
"เราอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มานานหลายสิบปีแล้ว และเราก็จะยังอยู่ต่อไป ดังนั้นเราต้องมานั่งคุยกันว่าอุตสาหกรรมข้าวของไทยควรจะไปในทิศทางไหน และไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาก็จะต้องฟังเรา เพราะเราเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริง ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะมาเป็นผู้ตั้งนโยบายเสียเองแล้วทำอะไรก็ไม่รู้ เพราะรัฐบาลไม่ได้อยู่ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้แม้จะยังไม่มีรัฐบาลใหม่เข้ามา แต่สมาคมผู้ส่งออกข้าวก็ได้หารือกับสมาคมโรงสีข้าวไทย และกลุ่มตัวแทนชาวนาไปในระดับหนึ่งแล้ว" นายเจริญ กล่าว
นายเจริญเล่าว่า เมื่อเร็วๆ นี้สมาคมได้หารือร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โดยได้เสนอความคิดเห็นถึงแนวทางพัฒนาพันธุ์ข้าว บอกสิ่งที่ต้องการว่า จะมีอะไรบ้าง ถือเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่จะต้องจัดทำว่า ต่อไปนี้ประเทศไทยจะผลิตข้าวอะไรบ้าง ปริมาณเท่าไร ท้องที่ไหนควรจะผลิตข้าวชนิดใดบ้าง เพื่อให้มีต้นทุนในการผลิตถูกที่สุด มีพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุด สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ แต่ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมข้าวไทยเราพึ่งแต่เทวดา พึ่งมาหลายสิบปีแล้ว การจะให้พึ่งพาเทวดาต่อไปอีกคงทำไม่ได้แล้ว เพราะประเทศอื่นเขาค่อนข้างก้าวหน้าและพัฒนาไปในทางที่คิดว่า ประเทศไทยจะต้องทำอะไรสักอย่างบ้าง
ทั้งนี้ หลักๆ แล้วไทยผลิตข้าวเมล็ดยาว ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ที่สมาคมเสนอคือ การทำข้าวเมล็ดยาวให้ดีขึ้น และพยายามลดความแตกต่างของพันธุ์ข้าวที่มีความหลากหลายมากเกินไปด้วย เพื่อจะสามารถทำตลาดได้ดียิ่งขึ้น จากปัจจุบันไทยส่งออกข้าวอยู่ 3 ชนิดหลักๆ คือ ข้าวหอมมะลิ ปีละ 2.5 ล้านตัน ข้าวนึ่ง ปีละ 2 ล้านตัน ที่เหลือเป็นข้าวขาวประมาณ 3-4 ล้านตัน ส่วนตลาดข้าวเหนียวมีไม่มากนัก
"ที่ผ่านมาเราลืมไปว่า ยังมีตลาดอีกมากที่จะสามารถค้นคว้าพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดนั้นๆ ได้อีก เช่น ข้าวบาสมาติ ของอินเดีย มีตลาดต่อปีอยู่ที่ 2-3 ล้านตัน แต่ไทยเราไม่มีข้าวชนิดนี้ หรือเวียดนามมีข้าวหอมเมล็ดสั้นกว่า ไม่ไวแสง ปลูกได้ตลอดทั้งปี มีผลผลิตต่อไร่สูง ทำให้เขามีต้นทุนถูกกว่าข้าวหอมมะลิไทยมาก กลายเป็นว่า ข้าวชนิดนี้ของเวียดนามเข้ามาแย่งตลาดร้านอาหารและตลาดข้าวกล่องที่เขาเน้นเรื่องราคามาก แต่เราไม่มีสินค้าอย่างนี้เลย โดยผู้ส่งออกไทยเพียงแต่ขายข้าวทุกอย่างที่ชาวนาปลูก กรมการข้าวที่ผ่านมาก็ไปให้ความสำคัญกับการที่ว่า จะทำอย่างไรให้ข้าวสามารถต้านทานโรค ต้านทานแมลงได้ แต่ไม่ได้ให้ความสนใจด้านการตลาดนัก" นายเจริญกล่าว
นายเจริญกล่าวต่อว่า ปัจจุบันคู่แข่งสำคัญของไทยคือ เวียดนาม การพัฒนาพันธุ์ข้าวของเวียดนามมีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด สังเกตได้ว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา เวียดนามมีพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ออกมาค่อนข้างมาก มีผลผลิตต่อไรสูง เช่น ข้าวหอมเวียดนาม พันธุ์จัสมิน 85 ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 5 ปี เวียดนามสามารถส่งออกข้าวหอมได้เกือบ 1 ล้านตัน แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไทยเองเปิดโอกาสให้เวียดนามสามารถขายได้มากขึ้นด้วย เนื่องจากโครงการจำนำข้าวที่ผลักดันราคาข้าวหอมมะลิของไทยให้สูงขึ้นกว่าข้าวของเวียดนามเป็นเท่าตัว ทำให้ลูกค้าตลาดข้าวหอมมะลิที่ไม่มีกำลังซื้อนัก หรือเป็นตลาดที่เน้นเรื่องราคา เช่น ร้านอาหาร เมื่อเห็นว่าข้าวหอมมะลิไทยสูงกว่ามาก จากที่ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนไปใช้ข้าวเวียดนาม จึงลองเปลี่ยน และเมื่อหันมาซื้อข้าวเวียดนามแล้วและมีความคุ้นเคย การจะกลับไปใช้ข้าวไทยอีกก็เป็นไปได้ยาก
เช่นเดียวกับกัมพูชา แม้ในแง่คุณภาพข้าวอาจจะไม่เท่ากับข้าวหอมมะลิไทย แต่ในเมื่อกัมพูชาขายถูกกว่าไทย 200-300 ดอลลาร์ต่อตัน ก็ทำให้เขาสามารถชิงตลาดส่วนนี้ไปได้เช่นกัน
ดังนั้น ไทยเราจึงต้องกลับมาดูว่า จะทำอย่างไรที่จะทำให้ผลผลิตข้าวสูงขึ้น เช่น ผลผลิตข้าวหอมมะลิปัจจุบันอยู่ที่ประมาณกว่า 300 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่าต่ำมาก แต่ถ้าทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 600 กิโลกรัมต่อไร่ได้ ก็จะสามารถขายข้าวในราคาที่ถูกลงได้หรือประมาณ 700-800 ดอลลาร์ต่อตัน แทนที่จะขาย 1,200 ดอลลาร์ต่อตัน
จึงถึงเวลาที่ว่า เราจะรีบส่งเสริมชาวนาอย่างไรในเรื่องปัจจัยการผลิต พันธุ์ข้าว ปุ๋ย ให้การทำนาสามารถใช้เครื่องจักรได้ ตลอดจนเรื่องการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งมีความสำคัญเช่นกัน เพราะในภาคอีสานที่ดินจะเป็นแปลงขนาดเล็ก จะทำอย่างไรให้สามารถรวมกันได้ และนำระบบที่ทันสมัยเข้ามาเกรดดินให้ได้ระดับ ให้การชลประทานสะดวก ไม่เสียน้ำมาก การลงปุ๋ย การเกี่ยวทำได้ง่ายขึ้น ต้นทุนในการผลิตก็จะสามารถลดลงไปได้อีก ซึ่งเมื่อต้นทุนลดลงก็สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ดีขึ้น
กำหนดราคาข้าวโลกทำไม่ได้
ส่วนความพยายามของรัฐบาลไทยในการเป็นผู้กำหนดราคาข้าวของโลกผ่านนโยบายรับจำนำข้าวนั้น นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ซึ่งสมาคมแห่งนี้ก่อตั้งมายาวนานถึง 95 ปี กล่าวว่า ราคาข้าวกำหนดได้ด้วยตลาดโลกเท่านั้น ขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานของตลาดโลก ที่ผ่านมา แม้จะเคยมีความพยายามกำหนดราคาข้าวเช่นกัน แต่ก็ทำไม่ได้ ผู้ที่จะสามารถสั่นสะเทือนตลาดโลกได้จริงคือ ประเทศจีน ซึ่งผลิตข้าวได้ 140 ล้านตัน และบริโภคมากกว่า 140 ล้านตัน ถ้าเขาขาดมาก ราคาตลาดโลกจะขยับสูงขึ้นแน่นอน นี่คือตลาดที่มีขนาดใหญ่จริง ยังมีประเทศอินเดีย ที่เป็นตลาดใหญ่อีกตลาด
"ตลาดที่มีฟรีโฟลท อินฟอร์เมชั่น ไม่มีใครสามารถกำหนดราคาได้ ส่วนไทยเองมีโรงสี 5,000 โรง แข่งขันกันซื้อข้าวเปลือก มีผู้ส่งออกมากกว่า 200 ราย ที่แข่งขันกันขาย ถือเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพมาก แต่ไม่มีใครสามารถกำหนดราคาได้ นอกจากนี้เราไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ที่จะสามารถควบคุมปริมาณสินค้าทั้งหมดในโลกได้ เพียงแต่เราเป็นผู้ค้ารายใหญ่ของโลกเท่านั้น เพราะไทยเราค่อนข้างโชคดีที่พื้นที่เพาะปลูกมีมาก สามารถควบคุมจำนวนประชากรได้ดี 62-65 ล้านคน ทำให้ผลผลิตที่สามารถผลิตได้เหลือเพื่อส่งออก ถ้าไม่ส่งออกก็จะมีของตกค้างอยู่ในประเทศ และที่ผ่านมาผู้ส่งออกก็เป็นคนทำหน้าที่นี้" นายเจริญกล่าว
นายเจริญกล่าวต่อว่า แต่โครงการจำนำข้าวทำให้ปัญหาเป็นวัวพันหลัก ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร การที่บอกว่าจะสามารถกำหนดราคาได้นั้น ถ้าทำได้จริงคงจะไม่มีปัญหาอย่างทุกวันนี้ จนเกิดการสูญเสียงบประมาณไปมากกว่า 4 แสนล้านบาท ที่สามารถนำไปทำระบบชลประทานทั่วประเทศได้สบายมาก และยังมีเหลือด้วยซ้ำ แต่เงินก้อนนี้กลับสูญไป
"นอกจากจะเสียเงินแล้ว ตลาดก็ยังเสียหาย คุณภาพข้าวเสียหาย และความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมก็เสียหาย" นายเจริญ กล่าว
แนะรัฐหยุดขายข้าวดันราคาขึ้น
สำหรับราคาข้าวในประเทศที่ลดต่ำลงในปัจจุบัน เป็นเพราะสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังมีปริมาณมาก รัฐบาลประกาศขายทุกเดือน ทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการ ถือเป็นจิตวิทยาในการค้าขายที่ว่า หากทุกเดือนมีของออกมา และบอกว่าจะขายทุกเดือน ก็ทำให้ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องสต็อกสินค้าส่วนเกินไว้ จึงกลายเป็นปัญหาทำให้ข้าวราคาตก การที่ราคาข้าวลดลงยอมรับว่าดีต่อการส่งออกที่จะทำให้สามารถแข่งขันกับเวียดนามได้ แต่ถ้าถามว่าเกิดความเสียหายหรือไม่นั้น แน่นอนว่าเกิดความเสียหาย แต่เป็นเรื่องที่ต้องแยกแยะออกจากกัน
"ตอนนี้ถ้ารัฐบาลไม่ขายข้าวออกมาก็จะไม่มีเงินมาใช้คืนชาวนา แต่เมื่อขายออกมาแล้วคนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือชาวนาเอง เพราะราคาข้าวเปลือกที่ลดต่ำลงและข้าวนาปรังก็กำลังเก็บเกี่ยว ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องซื้อข้าวจากชาวนาหรือโรงสี เพราะมีข้าวในคลังออกมาทุกเดือน แต่จะให้ทำอย่างไรได้ เพราะรัฐก็ไม่สามารถหยุดขายข้าวได้ เนื่องจากต้องนำเงินไปคืนใบประทวน ทั้งหมดนั่นเป็นสาเหตุมาจากปัญหาของการจำนำข้าวที่ทำให้วงจรของตลาดผิดไปหมด" นายเจริญ กล่าว
เขากล่าวด้วยว่า ถ้าตนเป็นรัฐบาลตอนนี้ เมื่อถามว่าจะแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกที่ลดต่ำลงนี้อย่างไร ทางเลือกของตนคือ จะหยุดขายข้าวในระยะหนึ่งก่อนเพื่อดึงราคาให้สูงขึ้น จากนั้นจะหาทางลดพื้นที่เพาะปลูกเพื่อให้ผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดลดลง โดยจ่ายเงินชดเชยให้แก่ชาวนา ซึ่งเชื่อว่าถ้ารัฐบาลประกาศออกมาตั้งแต่วันนี้ พรุ่งนี้ราคาข้าวก็น่าจะปรับขึ้นได้
นอกจากนี้ นายเจริญมองว่า จากนี้ไปแนวทางการช่วยเหลือชาวนานั้น ขอให้ช่วยเหลือชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ โดยขึ้นทะเบียนชาวนา ดูว่ามีรายรับเท่าไหร่ และช่วยอย่างไร ซึ่งเห็นว่าส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือและภาคอีสาน ซึ่งเป็นที่นาน้ำฝน ไม่ใช่ภาคกลาง แต่นโยบายจำนำข้าว ชาวนาที่ได้ประโยชน์มากสุดคือกลุ่มชาวนาภาคกลาง ซึ่งมองว่าไม่ถูกต้อง แต่จะต้องดูว่าควรจะช่วยเหลือใคร นอกจากนี้ การจะช่วยเหลือไม่ใช่ดูเรื่องราคาอย่างเดียว ต้องช่วยในด้านปัจจัยการผลิต ที่จะต้องสอดคล้องกัน
อย่างไรก็ตาม นายเจริญกล่าวว่า ในปีนี้ภาคเอกชนยังคงต้องทำงานหนักต่อไปเพื่อรักษาตลาดข้าวไว้ให้ได้ หลังจากสูญเสียตลาดข้าวให้แก่คู่แข่งไปหลายตลาด และในบางตลาดก็ส่งออกข้าวได้น้อยลงกว่าที่เคยดำเนินการมา โดยขณะนี้เริ่มมีหลายตลาดเช่นกันที่กลับคืนมาได้แล้ว เช่น มาเลเซีย ฮ่องกง ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะเห็นว่าราคาข้าวไทยเริ่มปรับลดลงตามตลาดโลก เพราะมีข้าวออกมาปริมาณมากทำให้เริ่มแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้บ้าง
ประกอบกับการที่รัฐบาลระบายข้าวออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้คาดว่าปีนี้ไทยจะสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้นจากที่เคยประมาณการไว้ โดยเดิมคาดว่าปีนี้จะส่งออกข้าวได้ 7.5 ล้านตัน มูลค่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่น่าจะส่งออกได้เพิ่มมากขึ้นเป็น 8.5-9 ล้านตัน
อคส.ปรับตัวเลิกพึ่งจำนำข้าวเดินหน้าฟื้นแบรนด์“จินไท่อวี้”
ในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา องค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้ดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายของรัฐบาล แต่หลังจากโครงการดังกล่าวยุติลง แนวทางการดำเนินงานของ อคส.ในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น “ชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล” ผู้อำนวยการ อคส. เปิดเผยว่า อคส.จะเร่งดำเนินการในเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างผลประกอบการให้มีกำไรมากขึ้น หลังจากปีที่ผ่านมามีผลกำไรจากการดำเนินโครงการจำนำข้าวเปลือกแล้ว แต่ไม่มากนัก โดยมีเป้าหมายว่า อคส.จะต้องสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง แม้ในอนาคตจะมีโครงการรับจำนำอีกหรือไม่ก็ตาม
ทั้งนี้ อคส.มีแผนจะสร้างโมเดลไซโลขนาด 50,000 ตัน เพื่อเก็บข้าวหรือสินค้าเกษตรในพื้นที่ของ อคส.เอง ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณราว 500 ล้านบาท ในการลงทุนก่อสร้าง คาดว่าจะสามารถประกาศทีโออาร์ได้ภายใน 2 เดือนนับจากนี้ และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จ รวมถึงการเปิดใช้งานได้ในต้นปี 2558 เพื่อรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
นอกจากนี้ จะเร่งปรับปรุงระบบไอที ในการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการลงทุนในเฟสที่ 1 แล้ว หลังจากนี้จะเป็นการลงทุนในเฟสที่ 2 โดยจะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลสินค้าเกษตร เช่น ข้าวและอื่นๆ ตั้งแต่รับเข้ามา ตลอดจนกระบวนการออกจากคลัง ช่วยลดขั้นตอนในการใช้เอกสาร และปิดช่องโหวต่างๆ
ตามที่มีการตั้งข้อสังเกตในเรื่องการทุจริตต่างๆ ส่วนการเชื่อมโยงข้อมูลนั้นจะเป็นการเชื่อโยงทั้งในแนวกว้างและแนวลึก ในแนวกว้างจะเชื่อมโยงในระดับกระทรวง ตามกรมต่างๆ ตลอดจนการเชื่อมโยงไปกับกระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์แ ละกระทรวงการคลัง ส่วนแนวลึกจะเป็นการเชื่อมโยงภายใน อคส.เอง ตลอดกระบวนการ และเป็นการรายงานแบบเรียลไทม์ คาดว่าจะปรับปรุงระบบแล้วเสร็จและเริ่มใช้งานได้ในอีก 6-8 เดือนข้างหน้า
ชนุตร์ปกรณ์ กล่าวอีกว่า ในเดือนหน้าจะเริ่มมีข้าวบรรจุถุงขนาด 5 กิโลกรัม แบรนด์ “จิน ไท่ อวี้” ซึ่งเป็นแบรนด์ของ อคส.เองที่ไปจดทะเบียนในประเทศจีน โดยจะเริ่มส่งออกไปทำตลาดที่จีนเน้นตลาดเซี่ยงไฮ้ มีเป้าหมายเริ่มทดลองตลาดอยู่ที่หลัก 1-2 หมื่นตัน โดยเป็นข้าวหอมมะลิแท้เท่านั้น และจะยังมีการส่งออกขนาด 15 กิโลกรัม และขนาด 50 กิโลกรัมด้วย
“เราจดทะเบียนแบรนด์จิน ไท่ อวี้ ที่ประเทศจีนมานานแล้วกว่า 5 ปี แต่ที่ผ่านมาไม่แอ็กทีฟนัก เมื่อไม่นานมานี้จึงได้คุยกับตัวแทนจำหน่ายของเรา ซึ่งจดทะเบียนชื่อเดียวกันกับแบรนด์ว่าต้องการจะปลุกแบรนด์นี้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม อคส.จะเป็นคนผู้ดำเนินการจัดการ ส่วนบริษัทในจีนจะเป็นผู้จัดการด้านตลาด รวมทั้งโปรโมทและจัดโปรโมชั่นต่างๆ ซึ่งอาจจะเชิญตัวแทนจาก อคส.ไปร่วมโปรโมทในประเทศจีนด้วยเช่นกัน” นายชนุตร์ปกรณ์ กล่าว
ส่วนความคืบหน้าเรื่องการจัดทำข้าวถุงเพื่อจำหน่ายในประเทศนั้น ที่ผ่านมา นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมว.พาณิชย์ ไฟเขียวในการจัดทำข้าวถุงแล้ว ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างการจัดเตรียมความพร้อม หากมีความพร้อมเมื่อไรก็สามารถดำเนินการได้ทันที แต่คาดว่าน่าจะดำเนินการผลิตและจำหน่ายในตลาดได้ไม่เกิน 2 เดือนจากนี้เช่นกัน โดยมีวัตถุประสงค์ใน 2 ด้าน คือ 1.การระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล และ 2.การรักษาระดับราคาข้าวถุงในตลาด เพื่อช่วยเหลือประชาชน
ผอ.อคส. กล่าวด้วยว่า เพื่อปิดช่องโหวของปัญหาที่เคยเกิดขึ้น การผลิตข้าวถุงครั้งนี้จะเป็นลักษณะดังนี้คือ อคส.จะซื้อข้าวจากสต็อกรัฐมาบริหารจัดการเอง ซึ่งจะเป็นสิทธิของ อคส. ที่จะดำเนินการต่อไป โดยจะเปิดให้เอกชนที่มีความสนใจเข้ามาประมูลผลิตเป็นข้าวถุงภายใต้แบรนด์ของเอกชนนั้นๆ เอง แต่จะมีเงื่อนไขในเรื่องของราคาข้าว ที่จะต้องจำหน่ายในราคาไม่เกินที่กำหนด รวมทั้งมีเงื่อนไขในการผลิตแบรนด์ อคส.ด้วยส่วนหนึ่งเพื่อไม่ให้แบรนด์นี้หายไปจากตลาด
“ราคาข้าวถุงจะเป็นเท่าไรนั้นคงขึ้นอยู่กับตลาด แต่เราก็มองว่าไม่ควรเกินถุงละ 100 บาท โดยเราจะมีเงื่อนไขอีกด้วยว่า เอกชนที่ประมูลข้าวเพื่อนำไปผลิตเป็นข้าวถุง จะต้องรายงานเข้ามาใน อคส.ทุกสัปดาห์ เพื่อสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนอีกด้วย” ผู้อำนวยการคลังสินค้ากล่าว
...................................
(หมายเหตุ : เร่งผลักดัน'ยุทธศาสตร์ข้าว' ก่อนไทยร่วงรั้งท้ายในตลาดโลก : สัมภาษณ์พิเศษ โดยอนัญชนา สาระคู)



