ข่าว

คอฟฟี่เบรค : วัฒนธรรมกับสันติวิธี

คอฟฟี่เบรค : วัฒนธรรมกับสันติวิธี

27 เม.ย. 2557

คอฟฟี่เบรค : วัฒนธรรมกับสันติวิธี : โดย...มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

 
                           "บุคคลที่ใช้สันติวิธี ต้องมีความพร้อมอย่างหนึ่ง คือ พร้อมที่จะแบ่งรับความเจ็บปวดเป็นของเราเอง ไม่ผลักความเจ็บปวดไปให้ผู้อื่น"
 
                           ประมวล เพ็งจันทร์ อาจารย์ผู้สอนชีวิตให้แก่ผู้คนบนโลก นอกมหาวิทยาลัย ด้วยการเดินเท้า บอกกับฉันในวันที่พบกันในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ว่า ไม่ว่าปัญหาอะไรที่เป็นอยู่ ทั้งภายนอก และภายในใจเรา แท้จริงแล้ว มันเป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าจะแก้ปัญหานั้น จะต้องกลับมาแก้ปัญหาในใจเราก่อน  
 
                           "เพราะเมื่อใจสงบ ใจไม่ต้องการอะไร ไม่ต้องการเอาชนะ มันจะมีพลังเพียงพอที่จะทำให้คู่ต่อสู้ที่มุ่งหวังชัยชนะ เกิดความสำนึกว่า ชัยชนะ หรือการมีชัยหรืออำนาจเหนือผู้อื่นไม่มีความสำคัญ"
 
                           นี่คือสิ่งที่เขาเกิดการเรียนรู้ตอนที่อยู่ในประเทศอินเดีย
 
                           "ผมเข้าใจว่า วัฒนธรรมอินเดียมีแนวความคิดเรื่องสันติเป็นฐานอยู่แล้ว มหาตมะ คานธี ใช้หลักอหิงสาในการต่อสู้กับอังกฤษ มิได้หมายความว่า มหาตมะ คานธี มีความมุ่งหวังที่จะได้รับชัยชนะเหนืออังกฤษ เพราะไม่มีทางที่จะชนะเขาได้อยู่แล้ว เนื่องจากเขามีอำนาจในฐานะผู้ปกครอง คานธีจึงใช้วิธีอหิงสา หรือสันติวิธี ลดทอนความรุนแรง ความโหดร้ายที่ผู้ปกครองมีต่อผู้ถูกปกครอง คือประชาชนชาวอินเดียในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ว่าชนะเขา แล้วเราจะมีอำนาจเหนือเขา"
 
                           "แต่คำถามคือว่า อำนาจที่เขามีต่อประชาชน หรือผู้ที่ด้อยกว่า เป็นอำนาจที่อ่อนโยน นุ่มนวลหรือไม่ ถ้าไม่ ผมเข้าใจว่า โดยฐานของคำว่า สันติวิธี อหิงสา อริยะขัดขืน มันมีมิติของความหมายที่จะบอกว่า เป็นวิธีการที่เข้าไปช่วยได้ และมันก็เป็นเป้าหมายอยู่ด้วยในตัว แต่ปัจจุบันเราดึงเอาสันติวิธีมาเป็นเพียงวิธีการเท่านั้นหรือไม่ และวิธีการก็อาจจะไม่สอดคล้องกับเป้าหมายหรือเปล่า ซึ่งอาจไม่ใช่สันติวิธีในความหมายที่แท้จริง ตรงนี้อาจเป็นปัญหา หรือการอ้างอิงในการที่จะบอกว่าใช้สันติวิธี"
 
                           เพราะโดยหัวใจของสันติวิธี ประมวลเห็นว่า จะต้องมีศรัทธา มีความเชื่อมั่นเป็นฐานในใจ ซึ่งเชื่อกันว่า เป้าหมายคือ ความสงบสุข และมันจะต้องมีความสงบสุขที่เป็นวิธีการเสียก่อน
 
                           "ความเชื่อมั่นนี้ ไม่ใช่ความเชื่อมั่นในตัวเราเอง แต่มันเชื่อมั่นในพลังสันติที่เกิดขึ้นในใจเรา แล้วมันจะมีพลังเกิดขึ้น ถ้าเราคิดว่าไฟคือความร้อน น้ำคือความเย็น และสันติวิธีคือน้ำ ถ้าเราเชื่อมั่นในพลังของน้ำว่าจะดับไฟได้ นั่นก็คือ ถ้าตราบใดที่มีเปลวไฟลุกโชนอยู่ เราเชื่อมั่นว่า ถ้ามีน้ำเพิ่มขึ้น มันจะสามารถลดไฟ หรือลดความลุกโชนได้ ถ้าเป็นไฟกองใหญ่ก็ต้องใข้ปริมาณน้ำมาก ต้องใช้พลังความเชื่อมั่นที่มากขึ้นว่าจะดับไฟได้ แม้เราจะยังดับไม่ได้ แต่เราก็จะเพิ่มปริมาณน้ำขึ้น แต่ถ้าเราขาดความเชื่อมั่นว่า น้ำหนึ่งถังก็ไม่สามารถดับไฟได้ มันก็ไม่สามารถทำได้  
 
                           "เมื่อเราใช้กระบวนการทางสันติวิธี เรามีความเชื่อมั่นกันมากน้อยขนาดไหน ถ้าเราสูญเสียความเชื่อมั่น พลังจะอ่อนลงทันที และมันจะกลายเป็นแต่เพียงเครื่องมือเท่านั้น เพราะสันติวิธีเป็นกระบวนการที่มีมิติทางวัฒนธรรมสูงมาก เมื่อเราไม่มีมิติทางวัฒนธรรมในเรื่องนี้ แล้วเราไปหยิบฉวยวัฒนธรรมของคนอื่นมาใช้ ก็เลยไม่แน่ใจว่า จะมีคุณภาพเหมือนเดิมหรือเปล่า มันอาจจะมีรูปแบบเหมือนเดิม แต่ประสิทธิภาพจะเหมือนเดิมหรือไม่ ไม่รู้ จะเป็นยาหมดอายุหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ"
 
 
 
-----------------------
 
(คอฟฟี่เบรค : วัฒนธรรมกับสันติวิธี : โดย...มนสิกุล โอวาทเภสัชช์)