
'ปูน&ไปป์'ฝาแฝดไทยวิศวกรหุ่นยนต์-อวกาศระดับโลก
27 เม.ย. 2557
คุยนอกกรอบ : จักรวาลคือบ้านของเรา ปูน & ไปป์ ฝาแฝดไทย วิศวกรหุ่นยนต์และอวกาศระดับโลก : โดย...มนสิกุล โอวาทเภสัชช์
"เพราะโลกเป็นเสมือนระบบปิด เหมือนเราอยู่ในกล่องกล่องหนึ่ง ซึ่งมีทรัพยากรจำกัด ถ้าเราใช้ไปเรื่อยๆ อย่างที่ไม่คิดว่าจะมีผลกระทบต่อโลก สักพักทรัพยากรก็จะหมด โลกก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ที่เราควรจะเป็นห่วงจริงๆ คือ เราควรรักษาสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน ยิ่งเราใช้พลังงานจากโลกมากเท่าไหร่ก็คือการที่เราทำร้ายโลกมากเท่านั้น นั่นก็คือการทำลายตัวเรานั่นเอง"
'ไปป์' ธาวัน อุทัยเจริญพงษ์ วิศวกรอุณหภาพ (Thermal Engineer, Department of Physics) มหาวิทยาลัยเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บอกเล่าถึงเรื่องราวของโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของจักรวาลอันไร้ขอบแดนนี้ให้ฟังพร้อมกับคุณแม่ ปริญดา อุทัยเจริญพงษ์ อดีตผู้บริหารบริษัทในเครือ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ที่เกษียณก่อนเวลา แล้วพาตัวเองมาเป็นอาสาสมัคร จิตอาสาหน่วยงานองค์กรเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อม และสถานปฏิบัติธรรมอยู่หลายแห่ง
ปริญดา หรือ 'ปิ๋น' เล่าถึงลูกชายฝาแฝดคนเล็กเพิ่มเติมว่า ไปป์ เป็นวิศวกรอุณหภาพ หนึ่งในทีมงานที่นำยานอวกาศไปดาวอังคาร เขาเป็นผู้ควบคุมอุณหภูมิของกล้องถ่ายภาพที่ติดไปกับยานอวกาศ ซึ่งสำคัญมาก เนื่องจากยานอวกาศที่ไปสำรวจดาวอังคารนี้ ยังไม่สามารถที่จะให้มนุษย์ติดไปด้วยได้ เพราะในชั้นบรรยากาศของดาวอังคารจะทำให้กระดูกมนุษย์สลายหมด เทคโนโลยีการถ่ายภาพจึงสำคัญมากในการเก็บเรื่องราวแทนสายตาของมนุษย์ เมื่อยานเดินทางกลับมายังโลก
ส่วน 'ปูน' ธาวิต อุทัยเจริญพงษ์ แฝดคนพี่ที่เกิดก่อนไปป์สามนาที ปัจจุบันทำงานเป็นวิศวกรงานวิจัย(Research Engineer) อยู่ในบริษัท Singapore MIT Alliance in Research and Technology ประเทศสิงคโปร์ ล่าสุดกำลังวิจัยและพัฒนารถไร้คนขับอยู่
ก่อนที่จะมาทำงานชิ้นนี้ ปูนยังเป็นนักออกแบบหุ่นยนต์มือหนึ่งด้วย
ปูนเล่าว่า ปัจจุบันที่นักวิทยาศาสตร์ พยายามทำกันอยู่คือ ให้หุ่นยนต์ฉลาดขึ้น แต่เขายังไม่รู้ว่าจะทำให้ฉลาดอย่างมนุษย์ได้อย่างไร
"เพราะตอนนี้ต่อให้คอมพิวเตอร์ใช้ซูเปอร์ยูสเซอร์ใหญ่แค่ไหนก็ประมวลได้แค่สมองหนูเท่านั้น ไม่เหมือนสมองคนที่เก็บข้อมูลได้เยอะมาก และประมวลอะไรได้เร็วกว่าอะไรทั้งหมด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังเป็นปริศนาอยู่ว่า สมองคนทำได้อย่างไร ตรงนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีงานทำต่อไป เพราะเราไม่รู้ว่า เราไม่รู้อะไร"
ไม่เพียงแต่มีลูกแฝดเท่านั้น ปริญดายังมีลูกสาวคนโต ชื่อ พิชญา อุทัยเจริญพงษ์ เดินตามรอยคุณแม่นักนิเทศศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวางแผนสื่อโฆษณา บริษัท MEC Thailand
อะไรที่ทำให้ลูกๆ ของเธอประสบความสำเร็จทั้งหมด ปริญดาบอกว่า กับสามี พงษ์ศักดิ์ อุทัยเจริญพงษ์ เราคิดเห็นไปในทางเดียวกันคือ สิ่งสำคัญของการเลี้ยงลูกนั้น ต้องให้ภูมิคุ้มกันคือ ธรรมะแก่เขา แต่วิธีการให้ มิใช่การยัดเยียด หากเป็นให้จากยีน สู่ยีน
เป็นอย่างไร มาฟังจากปูน แฝดคนพี่กันดีกว่า
"10 ปี ที่ผมทำงานวิจัยเรื่องหุ่นยนต์ ผมพบว่า เราสามารถพัฒนาหุ่นยนต์ให้ใกล้เคียงความเป็นมนุษย์มากขึ้น ขณะเดียวกัน ผมก็เสียใจว่า มนุษย์ก็มีความเข้าใกล้ความเป็นหุ่นยนต์มากขึ้นเช่นกัน ผมก็เลยจะชักชวนเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน มาศึกษาในธรรมะบ้าง ก่อนหน้านี้ผมคิดว่า ธรรมะเป็นเรื่องของคนแก่ น่าเบื่อ แต่พอวันหนึ่งผมได้อ่านหนังสือของท่านพุทธทาสภิกขุ เรื่อง ตัวกูของกู ความคิดหลายอย่างก็เปลี่ยนไป
"ท่านอธิบายเลยว่า อะไรคือ ตัวกูของกู และคำสอนของท่าน ผมนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตจนทุกวันนี้ เช่นว่า เวลาคนอื่นมาทำไม่ดีกับเรา เราไม่เห็นต้องสนใจเขาเลย ตัวเขาก็ของเขา ตัวเราก็ของเรา เขาทำไม่ดีกับเราแสดงว่า เขาอาจจะมีเรื่องหงุดหงิดใจมาก่อนหน้านั้นก็ได้ เราไม่ต้องไปสนใจ ก็ทำให้เรามีความสุข ไม่ต้องไปเก็บมาคิดเรื่องคนอื่น ไม่ต้องไปปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด อ่านไปเถอะครับ หนังสือธรรมะ
"ที่สำคัญคือ ธรรมะ ทำให้คนเป็นมนุษย์มากขึ้น เพราะธรรมะ ทำให้เรารู้ว่า เราต้องการอะไร ธรรมะจะช่วยให้วัยรุ่นรู้จักตัวเอง เพราะผมเห็นวัยรุ่นชอบบ่นว่าตัวเองสับสน ไม่รู้ว่าแสวงหาอะไร ธรรมะนี่แหละจะทำให้คุณรู้ว่า คุณคือใคร และต้องการอะไรในชีวิต กลับมามองตัวเองให้ชัดเจน อย่าไปมองคนที่อยู่ในทีวี อย่าไปมองคนที่อยู่ในยูทูบมากเกินไป แต่เราต้องกลับมาดูที่ตัวเองว่ามีความสามารถอะไรบ้าง นี่แหละ คือสิ่งที่เพื่อนชื่อว่า 'หุ่นยนต์' ไม่มี"
แต่เอ เราเคยสงสัยกันไหมว่า เขาพัฒนาหุ่นยนต์ให้ฉลาดไปทำไมกัน
ปูน อธิบายว่า เพื่อที่เขาจะได้ไม่ทะเลาะกับเรา เพื่อมาตอบสนองความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ไง
"เราอยากได้ของที่ดีขึ้นในราคาที่ถูกลง ตอนนี้เราใช้แรงงานจนถึงขนาดที่ว่า เราลดต้นทุนลงต่ำกว่านี้ไม่ได้แล้ว ในที่สุดเราก็คิดว่า ค่าแรงของมนุษย์แพงเกินไป หุ่นยนต์จะสามารถให้ผลผลิตมากกว่า ข้อดีของหุ่นยนต์ ถ้าทำสำเร็จ เราจะมีความเป็นอยู่สะดวกสบายมากขึ้น ไฮเทคมากขึ้น แต่ข้อเสียคือ ถ้านำไปใช้ผิดๆ ก็แย่มาก เช่น ใช้หุ่นยนต์ในการสงคราม เพราะผู้ที่เสียชีวิตจริงๆ คือมนุษย์ ที่เราคิดว่า คือฝ่ายตรงข้าม ซึ่งความเป็นจริง เราไม่ได้เป็นศัตรูกับมนุษย์ด้วยกัน แต่เราเป็นศัตรูกับความไม่พอใจในตัวเราที่มีต่อเขามากกว่า ถ้าเราไม่พบตรงนี้ ถึงที่สุด มนุษย์ คือผู้ทำลายมนุษย์เอง "
-----------------------
อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ
จากฐานรากที่ปริญดา อุทัยเจริญพงษ์ ปูให้แก่ลูกๆ คือ ธรรมะ นัยหนึ่งที่สำคัญในการเรียนรู้ก็คือ การศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ดังที่ 'ไปป์' ธาวัน อุทัยเจริญพงษ์ วิศวกรอุณหภาพ แฝดคนน้องที่เกิดหลังพี่ชาย 3 นาที อธิบายให้ฟังว่า อย่างที่เคยเป็นข่าวว่าโลกจะแตก จะมีพายุสุริยะขนาดใหญ่ มาระเบิดโลก ทำให้โลกเผาไหม้เป็นจุณไหม หรือเรื่องเกี่ยวกับขั้วแม่เหล็กโลกพลิกจะทำให้โลกเปลี่ยนไปอย่างไร
"เรื่องเหล่านี้ผมก็ได้ยินมาก่อนปี 2012 และยืนยันตั้งนานแล้วว่า มันเป็นไปไม่ได้ ที่จะทำให้โลกแตกโดยสองสาเหตุนี้ เพราะว่า พายุสุริยะมีมานานแล้ว และมีตลอดเวลา อีกทั้งไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้พายุสุริยะมาทำร้ายโลกมาก เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติ ส่วนเรื่องขั้วแม่เหล็กโลกพลิกกลับก็เช่นกัน เพราะขั้วแม่เหล็กโลกมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไปดูที่ประเทศแคนาดา ซึ่งมีพื้นที่ติดกับขั้วโลกเหนือ เขามีการศึกษากันทุกปีว่า ตอนนี้ขั้วแม่เหล็กโลกมันเคลื่อนที่ไปที่ไหนบ้าง และถึงแม้ว่าขั้วแม่เหล็กโลกจะพลิกได้จริง มันจะทำให้โลกเสียสมดุลไหม จะทำให้โลกแตกไหม มันก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดี เพราะสิ่งที่ป้องกันโลกจากระบบสุริยะ และแหล่งพลังงานภายนอกจากอวกาศ ที่ไม่ให้ตกลงมาบนโลกได้คือชั้นบรรยากาศ ขั้วแม่เหล็กโลกไม่ได้มีส่วนสำคัญในการปกป้องโลกเลย
"สังเกตได้ว่าในขณะนี้ มีบางพื้นที่ ไม่มีสนามแม่เหล็กในการปกป้องตัวเองอยู่ เช่นทางภาคเหนือของประเทศแคนาดา ทางภาคเหนือของประเทศสวีเดน ฟินแลนด์ ประเทศทางแถบสแกนดิเนเวีย เขาไม่มีขั้วแม่เหล็กในการปกป้องตัวเองอยู่เลย ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนก็ไม่เป็นมะเร็ง สุขภาพดีด้วยซ้ำ ไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่า การไม่มีสนามแม่เหล็กจะฆ่าเขาได้ สิ่งที่ผมอยากฝากไว้คือ โลกจะแตกเพราะปัญหาสิ่งแวดล้อม"
นักวิทยาศาสตร์อวกาศรุ่นใหม่ ยังแนะอีกว่า เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นข่าวอะไร ทุกอย่างต้องตรวจสอบ ไม่ใช่เชื่อ แล้ว กลัว ทำให้ตื่นตระหนก
"ผมเองก็ตรวจสอบ ปรากฏว่าเรื่องดังกล่าวที่ผ่านมา ข้อมูลถูกแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่ง เป็นวิทยาศาสตร์เทียม สร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อให้น่าตกใจ น่าฟัง จริงๆ แล้วไม่มีอะไร เป็นข่าวเก่าที่ถูกบิดเบือนมาอีกที เราไม่ต้องกลัวว่าอุกกาบาตจะมาชนโลก หรือจะมีพายุสุริยะมาชนโลก แต่เราควรหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมให้มากกว่านี้มากกว่า มาช่วยกันลดการใช้ทรัพยากร แต่ก่อนเราสร้างโรงงานอุตสาหากรรม แล้วเราก็คิดว่า นอกโลกมันใหญ่มาก เราปล่อยสารพิษจากโรงงานขึ้นไปทิ้งนอกโลก แล้วมันจะกระจายออกไป เรามีน้ำเสียก็ทิ้งลงทะเล แล้วคิดว่า น้ำจะเจือจาง แต่มันไม่จริง เพราะแทนที่จะเป็นน้ำดีหมุนเวียนกลับไปให้ป่า ก็กลายเป็นน้ำเสียแทน ทำให้ต้นไม้ตาย พอต้นไม้ตายปุ๊บ อากาศก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ธรรมชาติ เมื่อกระทบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันกระเทือนไปหมด"
-----------------------
(คุยนอกกรอบ : จักรวาลคือบ้านของเรา ปูน & ไปป์ ฝาแฝดไทย วิศวกรหุ่นยนต์และอวกาศระดับโลก : โดย...มนสิกุล โอวาทเภสัชช์)



