ข่าว

แต่งเนื้อแต่งตัว

แต่งเนื้อแต่งตัว

25 เม.ย. 2557

แต่งเนื้อแต่งตัว : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

            ย้อนหลังไปในสมัยก่อน คนในสังคมมีการแต่งกายที่เป็นรูปแบบซึ่งแสดงถึงวัฒนธรรม สถานะทางสังคม และกาลเทศะ ของแต่ละชาติแต่ละท้องถิ่น ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงสภาพของตัวบุคคล ฤดูกาล และพิธีการ ได้เป็นอย่างดี ในยุโรปสมัยนั้น ชนชั้นสูง พ่อค้า พนักงาน หรือคนงาน ก็แต่งกายต่างกัน จนเกิดคำว่า “ไวท์ คอลลาร์” หรือ “พวกปกเสื้อขาว” สำหรับคนที่ทำงานนั่งโต๊ะ ตั้งแต่เสมียนพนักงานไปจนถึงผู้บริหาร กับ “บลู คอลลาร์ หรือ “พวกปกเสื้อน้ำเงิน” ที่ทำงานในโรงงาน ซึ่งต้องเปรอะเปื้อนน้ำมันเครื่องหรือคราบสกปรกเป็นประจำ จึงสวมเสื้อสีน้ำเงินหรือสีเข้ม

            ในยุโรปหรือทวีปอเมริกาที่แต่ละปีมีการเปลี่ยนแปลงทางฤดูกาล คือฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว และฤดูใบไม้ผลิ ทำให้ผู้คนต้องแต่งกายให้เหมาะสมกับฤดูต่างๆ มีการใช้วัตถุดิบในการตัดเย็บ และลักษณะของแบบเสื้อที่แตกต่างกัน จนเกิดเป็นรูปแบบที่ใช้กันโดยทั่วไป หรือแยกย่อยลงไปอีกว่า ในตอนเช้าควรจะแต่งกายอย่างไร ในตอนกลางวัน ตอนเย็น ตอนค่ำ ควรแต่งอย่างไร ไปงานพิธี งานลำลอง ไปดูกีฬา ไปเที่ยว ไปปิกนิก ต้องแต่งตัวอย่างไร เป็นต้น

            ของไทยเราเองนั้น โดยที่เป็นเมืองร้อนจึงไม่มีการแต่งกายตามฤดูกาล แต่เดิมคนที่มีฐานะกับชาวบ้านก็มีการแต่งกายที่ต่างกัน ซึ่งชาวบ้านก็จะแต่งกายพอสมฐานะของตนตามคำพูดว่า “นุ่งเจียม ห่มเจียม” และก่อนที่จะมีเครื่องแบบนั้นข้าราชการกับคนทั่วไป ก็มีการแต่งกายที่ต่างกัน ถ้านึกไม่ออกก็ลองนึกถึงภาพของขุนช้างกับบ่าวไพร่ดูเถิดครับ ส่วนข้าราชการหรือขุนนางนั้นแต่เดิมก็นุ่งผ้าสมปักสวมเสื้อไม่มีปก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงมีการแต่งแบบอินเดีย คือนุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อนอกคอตั้งกระดุม 5 เม็ด ที่เรียกว่าเสื้อราชแพทเทิร์น (Royal Pattern) ที่เพี้ยนเป็น “ราชปะแตน” ในภายหลัง

            ในเวลาต่อมาผ้าม่วงเสื่อมความนิยมลง ผู้ชายหันมานุ่งโสร่ง กางเกงแพรแบบจีน และบ้างก็แต่งกายแบบฝรั่งจนในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงถึงยุคของรัฐนิยม กำหนดเครื่องแต่งกายของชายและหญิงตามแบบตะวันตก เช่น ผู้ชายต้องสวมกางเกงขายาว เสื้อเชิ้ตผูกเนกไท สวมเสื้อนอก สวมหมวก ผู้หญิงต้องสวมเสื้อ สวมกระโปรงยาว สวมรองเท้าหุ้มส้น และสวมหมวก เป็นต้น รวมถึงการห้ามกินหมาก เพื่อแสดงความเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมทัดเทียมนานาอารยประเทศ

            ครับ คนไทยก็เริ่มแต่งตัวอย่างฝรั่งมาตั้งแต่บัดนั้น ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันประเทศต่างๆ ที่ตกเป็นอาณานิคมตะวันตก มีแนวคิดด้านชาตินิยม และดำเนินการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราช ทั้งในทางการเมืองและวัฒนธรรม อาทิ การแต่งชุดประจำชาติ เป็นต้น

            อย่างไรก็ตามในทุกวันนี้ คนในโลกมีการแต่งกายที่คล้ายๆ กัน ไม่สามารถจะบอกชาติ อาชีพ หรือสถานะทางสังคม แม้แต่ฤดูกาล หรือพิธีการ ได้ชัดเจน เช่นในสมัยก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามสนามบินต่างๆ ในเวลานี้ จากภาพเก่าๆ ที่คนแต่งกายสวยงามเต็มที่ในการเดินทาง มีญาติมิตรแห่กันไปส่ง กลายเป็นภาพของคนที่นุ่งกางเกงขาสั้น สวมเสื้อยืดหรือเสื้อกล้าม สวมรองท้าแตะ เหมือนขึ้นรถตุ๊กตุ๊ก หรือรถสองแถว ขึ้นเครื่อง และน้อยรายที่จะมีใครไปส่ง - การเดินทางทางเครื่องบินที่สะดวกสบายขึ้น และมีราคาถูกลง ทำให้ธรรมเนียมการแต่งกายในการเดินทางและไปส่งผู้เดินทางเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ต้องยินยอมรับโดยปริยาย

            และก็คงเป็นเช่นเดียวกับการแต่งกายในเทศกาลสงกรานต์ในเมืองไทย ที่ปัจจุบันแปรเปลี่ยนจากการนุ่งห่มแบบไทยที่สวยงาม มาเป็นการนุ่งน้อยห่มน้อย หรือไม่ห่มเลยด้วยซ้ำไป นั่นแหละครับ