
เมื่อ'เฌอปา'ลุกขึ้นสู้เพื่อความยุติธรรม
26 เม.ย. 2557
เวิลด์วาไรตี้ : เมื่อ 'เฌอปา' ลุกขึ้นสู้เพื่อความยุติธรรม
ความเย้ายวนของยอดเขาเอฟเวอเรสต์ บนเทือกเขาหิมาลัยที่ได้ชื่อว่ายอดเขาที่สูงที่สุดในโลก เป็นยากระตุ้นหัวใจของนักผจญภัยปีนเขาทั่วโลกที่ตั้งปณิธานว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตต้องพิชิตยอดเขานี้ให้จงได้ ทำให้ในแต่ละปีมีนักปีนเขาจากทุกมุมโลกเข้าแถวขออนุญาตรัฐบาลเนปาลปีนขึ้นไปยังยอดเอฟเวอเรสต์ ตามรอยนายเอดมันด์ ฮิลลารี นักผจญภัยชาวนิวซีแลนด์ และนายนอร์เกย์ เฌอปา ผู้นำทางชาวเฌอปาที่ร่วมกันพิชิตพื้นดินที่อยู่ในระดับสูงที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 2496
การพิชิตยอดเขาเอฟเวอเรสต์ กลายเป็นธุรกิจการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศเนปาลอย่างเป็นกอบเป็นกำ นักปีนเขาแต่ละรายต้องขอใบอนุญาตจากรัฐบาลเนปาลพร้อมกับจ่ายค่าธรรมเนียม 25,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน หรือราว 7.5 แสนบาท ในช่วงก่อนที่รัฐบาลเนปาลจะลดราคาค่าธรรมเนียมลงมาเป็น 11,000 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นปี 2557 นี้ การลดราคาค่าธรรมเนียมดังกล่าวทำให้ความคึกคักของธุรกิจการท่องเที่ยวพิชิตยอดเขาเอฟเวอเรสต์เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
แต่ไม่ว่าค่าธรรมเนียมของภาครัฐจะเพิ่มหรือจะลด ชีวิตของชาวเฌอปา ชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่แต่ดั้งเดิมในบริเวณตีนเขาหิมาลัยก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากความเป็นอยู่อย่างสงบ ราบเรียบ กลายมาเป็นลูกจ้างนักปีนเขา ทำหน้าที่นำทางและแบกสัมภาระสำหรับผู้ต้องการพิชิตยอดเขาเอฟเวอเรสต์ ทั้งยังต้องเสี่ยงชีวิตปีนขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อนำทางให้แก่ "นักท่องเที่ยว" เหล่านั้น
ยิ่งเกิดเหตุสลดใจเมื่อเฌอปา 16 ราย ถูกหิมะบนเขาหิมาลัยบนความสูง 5,800 เมตรถล่มลงมากลืนร่างทั้งหมดไปพร้อมกับกระชากวิญญาณออกจากร่างอย่างทรมานเมื่อวันศุกร์ (18 เม.ย.) ยิ่งทำให้รู้ว่าชีวิตของชาวเฌอปานั้นมีค่าน้อยกว่าธุรกิจการท่องเที่ยวในสายตารัฐบาลเนปาลมากเพียงใด
รัฐบาลเนปาลเสนอเงินค่าชดเชยให้แก่ญาติผู้เสียชีวิตรายละ 400 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12,000 บาท) ซึ่งชาวเฌอปาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เหมาะควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะเงินจำนวนนี้ใช้แค่ค่าทำศพก็แทบจะไม่พอ ซึ่งแสดงถึงความเอาใจใส่ชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้ที่ถือเป็นกระดูกสันหลังของธุรกิจการท่องเที่ยวเทือกเขาหิมาลัยของรัฐบาล
นักปีนเขาที่พยายามพิชิตยอดเขาเอฟเวอร์เรสต์ที่มีค่าใช้จ่ายในกระบวนการปีนเขาทั้งสิ้นราว 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3 ล้านบาท)ต่อคน และในแต่ฤดูการปีนยอดเขาในช่วงฤดูร้อนของแต่ละปี ชาวเฌอปาที่ทำหน้าที่ไกด์และลูกหาบจะมีรายได้ระหว่าง 3,000-6,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน (ประมาณ 90,000-180,000 บาท) แต่ชาวเฌอปาเองก็ต้องจ่ายค่าปีนเขาคนละ 750 ดอลลาร์สหรัฐด้วยเช่นกัน และแม้ว่าจะเป็นรายได้ที่มากกว่ารายได้เฉลี่ยของชาวเนปาลทั้งประเทศที่อยู่ที่ 750 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ชาวเฌอปาล ก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากมายกว่ากันหลายเท่า
นอกจากจะต้องเสี่ยงชีวิตกับพิบัติภัยหลากหลายชนิดหากภูเขาพิโรธ เช่น หิมะถล่ม หินถล่ม รวมทั้งความเย็นจัดบนยอดเขาที่มีอากาศให้หายใจเบาบาง ชาวเฌอปายังต้องเผชิญกับเงื่อนไขการประกันภัยส่วนบุคคลที่บริษัทประกันจำกัดขอบเขตการให้ประกันแก่พวกเขา ผิดกับนักปีนเขาที่ซื้อประกันภัยความเสี่ยงในลักษณะเดียวกันแต่กลับได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่ากันมาก
หลังเกิดเหตุสลดล่าสุดชาวเฌอปาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเนปาลหยุดให้ใบอนุญาตการปีนเขาเอฟเวอเรสต์ในฤดูกาลนี้ เพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต และพวกเขาได้ใช้เวลานี้ในการซ่อมแซมบันได เชือกปีนเขาในช่วงพื้นที่ต่างๆ เพื่อเสริมความปลอดภัยในการปีนเขา เป็นหลักประกันว่าพวกเขาจะทำงานโดยมีความเสี่ยงน้อยลง ทั้งยังมีแนวโน้มว่าหากรัฐบาลเนปาลปฏิเสธเงื่อนไขที่พวกเขาเรียกร้องไป พวกเขาอาจจะหยุดทำงานเป็นไกด์นำทางและลูกหาบให้แก่นักปีนเขา ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของเนปาลอย่างรุนแรง



