ข่าว

'ปู'หนักใจศร.วินิจฉัยปมย้ายถวิล

'ปู'หนักใจศร.วินิจฉัยปมย้ายถวิล

24 เม.ย. 2557

'ยิ่งลักษณ์' หนักใจคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ปมย้าย 'ถวิล' ถกนอกรอบ 'เหล่าทัพ' ลั่นพร้อมเสียสละเก้าอี้นายกฯ แต่คนนั่งแทนต้องมาตามก.ม. วอน 'ป.ป.ช.' อย่าตัดพยาน

 
                            24 เม.ย. 57  เมื่อเวลา 13.45 น.  นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ที่กระทรวงกลาโหม ถึงกรณีที่จะเดินทางไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) ด้วยตัวเองหรือไม่ ซึ่งจะมีการไต่สวนพยาน กรณีที่มีคำสั่งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ในวันที่ 6 พ.ค. ซึ่ง มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ รวมอยู่ด้วย ว่า เดี๋ยวขอหารือทีมทนายความก่อน ส่วนที่มีการขยายเวลาในการชี้แจงนั้น ก็ถือว่าทุกเวลามีค่า เพราะต้องเตรียมเรื่องการประสานงานและเนื้อหา รวมทั้งเรื่องของพยานด้วย
 
                            เมื่อถามว่า เตรียมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากคำวินิจฉัยยังไงบ้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่ได้เตรียมอะไรหรอกค่ะ เราก็จะทำอย่างดีที่สุด ทำอย่างเต็มที่ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ไป 
 
                            "ก็เรียนว่าเรื่องนี้ค่อนข้างหนักใจจริง เพราะว่าศาลปกครองก็มีคำวินิจฉัยแล้ว ยังไงก็ตาม เราจะทำหน้าที่ในการชี้แจงให้มากที่สุดค่ะ"
 
                            เมื่อถามว่า เกรงว่าคำวินิจฉัยจะออกมาเป็นผลลบหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่อยากตอบและคาดเดา ไม่อยากพูดประเด็นล่วงหน้า เราถือว่าเราทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุด ส่วนศาลรัฐธรรมนูญเป็นส่วนที่ดูแลเรื่องของกติกาและความเป็นธรรม ก็เชื่อว่าจะได้รับการพิจารณาข้อมูลทั้งสองฝ่ายบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และอะไรต่างๆ บนหลักความจริงอย่างเต็มที่ ถ้าอยู่บนฐานนั้น ก็จะทำให้ทุกอย่างผ่านไปอย่างลุล่วง
 
                            เมื่อถามว่า พร้อมรับหรือไม่ว่าผลการวินิจฉัยจะออกมาในทิศทางใด น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ก็ขออนุญาตดูผลการตัดสินก่อน
 
 
 
 
ถกนอกรอบ 'เหล่าทัพ' ลั่นพร้อมเสียสละเก้าอี้นายกฯ แต่คนนั่งแทนต้องมาตามก.ม.
 
 
                            น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประธานในการประชุมสภากลาโหมครั้งที่ 3/57 โดยมี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ และนายทหารรระดับสูงเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ขาดเพียง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ โดยก่อนการประชุมประชุมสภากลาโหมทาง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้มีการหารือนอกรอบร่วมกับ พล.อ.ยุทธศักดิ์ พล.อ.นิพัทธ์ และผบ.เหล่าทัพ เป็นเวลา 30 นาที
 
                            โดย พล.อ.นิพัทธ์ กล่าวถึงการหารือนอกรอบว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยเกี่ยวกับระบบงบประมาณ ว่า ขณะนี้เป็นรัฐบาลรักษาการ และยังไม่มีสภาฯ ซึ่งตามข่าวที่ปรากฏว่าจะมีการเลือกตั้งประมาณเดือน ก.ค.นั้น นายกรัฐมนตรีจึงได้เชิญหน่วยงานเกี่ยวกับงบประมาณมาประชุมกัน เพราะหากมีการเลือกตั้งในเดือน ก.ค. กว่าจะมีการจัดทำงบประมาณ จะทำให้งบปี 58 หายไปประมาณ 6 เดือน ทาง ผบ.เหล่าทัพ จึงเสนอว่า จะมีวิธีการใดที่จะแก้ปัญหานี้หรือไม่ เพราะงบประมาณด้านความมั่นคง เป็นเรื่องรอไมได้ โดย ผบ.เหล่าทัพ มีความเป็นห่วงว่า ระบบและกฎระเบียบที่มีอยู่ ทำให้แทบใช้งบประมาณอะไรไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่จะต้องมีการจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่มาทดแทน จึงต้องมีการพูดคุยเพื่อหาทางออกว่าจะทำอย่างไร ทางนายกรัฐมนตรี จึงสั่งให้ตนเชิญ ผบ.เหล่าทัพ และสำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และอาจจะต้องนำเรื่องนี้ไปหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยจะดำเนินการให้เร็วที่สุด   
 
                            พล.อ.นิพัทธ์ กล่าวว่า ในที่ประชุมมีการพูดถึงความรุนแรงในลักษณะที่มีการลอบทำร้าย ซึ่งทั้งหมดอยู่ในตัวบทกฎหมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องดำเนินการกันอยู่แล้ว และพูดถึงการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของคนสัญชาติหนึ่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรี บอกว่า ต้องให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหน่วยงานหลักเชิญมาประชุมพูดคุยในเรื่องนี้ ส่วนการป้องกันการลักลอบอาวุธสงคราม สิ่งผิดกฎหมายตามแนวชายแดนนั้น เป็นงานที่ทหารทำตามหน้าที่โดยไม่ต้องสั่งอยู่แล้ว ทั้งนี้ในที่ประชุมสภากลาโหม ทางกระทรวงกลาโหมได้เสนอให้ที่ประชุมรับทราบถึง พ.ร.บ.ควบคุมอาวุธ ปี 2530 มาชี้แจงให้ทราบว่า ยุทธภัณฑ์ที่มีกฎหมายควบคุม เช่น เสื้อเกราะกันกระสุน หน้ากากป้องกันแก๊สพิษ กระสุนปืน ที่ถูกนำมาใช้เป็นการส่วนตัวในเหตุการณ์ต่างๆ นั้น เป็นเรื่องที่มีกฎหมายควบคุม ต้องได้รับอนุญาต จึงจะครอบครองได้ ส่วนการต่อ พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น นายกรัฐมตรี ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ สำหรับกรณีที่ ศอ.รส.ยังไม่สามารถจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ได้นั้น ในที่ประชุม ไม่ได้พูดเรื่องนี้ แต่ทราบกันดีว่า ที่ผ่านมายังไม่มีใครได้รับอะไรกัน แต่ขณะนี้เรื่องได้ส่งไปยัง กกต.แล้ว ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่ออกมาปฏิบัติหน้าที่ ยังไม่ได้เบี้ยเลี้ยงอะไรทั้งสิ้น เพราะจะต้องผ่าน กกต.ก่อน  
 
                            ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า เรื่องมาตรการดูแลชายแดน และป้องกันการนำอาวุธสงครามเข้ามาสร้างสถานการณ์ เป็นเรื่องที่กองทัพปฏิบัติอยู่แล้ว ส่วนสถานการณ์ทางการเมือง เชื่อว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มีวุฒิภาวะในการหาทางออกให้กับประเทศ และหวังว่าแนวโน้มสถานการณ์ทางการเมืองน่าจะดีขึ้น ส่วนความเห็นต่อกรณีศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) ออกแถลงการณ์เรียกร้องการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระก่อนหน้านี้ ก็คงเป็นไปตามที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศออกมาให้สัมภาษณ์ไปแล้ว
 
                            รายงานข่าวแจ้งว่า ในการหารือนอกรอบระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับผบ.เหล่าทัพนั้น ทางผบ.เหล่าทัพ ได้บอกให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำใจให้สบาย และทำหน้าที่ของตนเองต่อไป ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุกับ ผบ.เหล่าทัพ ว่า ไม่มีปัญหา และพร้อมเสียสละ หากจะต้องพ้นจากตำแหน่ง หรือมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่นายกรัฐมนตรี ที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนตนเอง จะต้องเป็นนายกฯ ที่มาตามกระบวนการทางกฎหมาย และตามขั้นตอน
 
 
 
 
ห่วงเจรจา 'บีอาร์เอ็น' ชะงัก 'ประยุทธ์' ยันไร้ปัญหา 'ถวิล' รับไม้นำถกสันติภาพต่อ
 
 
                            พล.อ.นิพัทธ์ กล่าวภายหลังการประชุมสภากลาโหมที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประธานการประชุมว่า ในที่ประชุม พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) ได้รายงานเกี่ยวกับความคืบหน้าของ 7 แผนงานในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สาระหลัก คือ การพูดคุยเจรจาที่มีการสะดุดไป อย่างไรก็ตามในที่ประชุมพอใจในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ และ ผบ.ทบ.ยังคงดำเนินการในการพูดคุยต่อไป ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังเป็นห่วงเรื่องการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงถึงปัญหาวิกฤติเกี่ยวกับการลักลอบตัดไม้ตามชายแดนจึงได้มอบหมายให้ทหารเข้าไปดูแลในส่วนนี้ด้วย
 
                            ด้าน พ.อ.ปภาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหมที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประธานในการประชุมว่า จากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 6 และ 7 เม.ย. ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงขอให้หน่วยที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการการปฏิบัติงานในพื้นที่ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่โดยเร็ว พร้อมทั้งให้หน่วยงาน ด้านข่าวกรองได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นๆ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการพัฒนาเสริมสร้างความมั่นคงภายใต้กฎหมายที่กำหนด
 
                            "ในที่ประชุมได้สรุปผลงานการปฏิบัติงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้จะเป็นปีแห่งการปฏิบัติการเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบต่อเป้าหมายกลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรงทั้งพื้นที่บ่มเพาะ คือ หมู่บ้าน สถานศึกษา และป่าเขา รวมถึงการป้องกันปัญหาภัยแทรกซ้อน โดยจะมีการประสานการทำงานกันอย่างจริงจัง ซึ่งการปฏิบัติงานเชิงรุกสามารถลดการก่อเหตุในช่วงที่ผ่านมาได้ และทำลายการลอบวางระเบิดต่อเจ้าหน้าที่และประชาชนได้ โดยมีการตรวจพบหลุมที่เตรียมการระเบิด 88 หลุม และทำลายวัตถุระเบิดได้ 28 ครั้ง ส่วนการปฏิบัติงานเชิงรับ จะเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย โดยจะดูแลพื้นที่เกิดเหตุและรักษาความปลอดภัยในสถานที่ตั้งต่างๆ ของทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ทำให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบไม่สามารถเข้าไปกระทำได้ พร้อมกันนี้ยังมีการจัดตั้งจุดตรวจตลอด 24 ชั่วโมง จำนวน 116 จุด และจุดตรวจเคลื่อนที่อีก 28 จุด รวมถึงการลาดตระเวนของหน่วยทหาร"
 
                            รายงานข่าวแจ้งว่า ในระหว่างการหารือนอกรอบระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับ ผบ.เหล่าทัพ เกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกฯ ได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ในการเดินหน้าพูดคุยเพื่อสันติภาพที่หยุดชะงักไป และมีการหารือถึงการคืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคง (สมช.) ให้กับนายถวิล เปลี่ยนศรี ว่าจะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะเจรจาแทน พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ได้หรือไม่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า สามารถทำได้ เพราะการเจรจามีกรอบและขั้นตอนที่หน่วยงานเกี่ยวข้องได้ดำเนินการไว้ แต่ขณะนี้อยากให้พิจารณาผู้เข้าร่วมพูดคุยใหม่ ซึ่งเป็นคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจและมีอิทธิพลในการสั่งการผู้ก่อความรุนแรงในพื้นที่จริงๆ เพราะในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา แกนนำและโครงสร้างของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเปลี่ยนแปลงไป 
 
 
 
 
วอน 'ป.ป.ช.' อย่าตัดพยาน หวังฟังข้อมูลทุกด้าน
 
 
                            น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความกังวลในการชี้แจง ป.ป.ช.หากถูกตัดพยาน ว่า การร้องขอ ป.ป.ช. มีอยู่ 2 ส่วน เรายังยืนยันว่าให้ ป.ป.ช.ฟังข้อมูลให้ครบทุกด้าน โดยเฉพาะผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อได้ข้อมูลครบถ้วน เพื่อเป็นประโยชน์ในการพิจารณาให้รอบคอบ ก็อยากขอให้ ป.ป.ช.พิจารณาในเรื่องของพยาน และอีกส่วน คือ ขอให้มีการนำสืบสต็อกข้าว เพราะเป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่ตรงกัน เพราะผู้ปฏิบัติก็ยืนยันในเรื่องของตัวเลขสต็อกข้าว จึงมีความแตกต่างกัน
 
                            "เราก็มองว่าการพูดคุยบนเอกสารก็ไม่เกิดประโยชน์ ถ้า ป.ป.ช.จะนำเรื่องนี้ไปพิจารณา ตรวจสต็อกบนสต็อกจริงๆ ก็จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ก็อยากให้ทาง ป.ป.ช.พิจารณาเรื่องนี้ด้วย"
 
 
 
 
ไม่ตอบกรณี 'อภิสิทธิ์' อยากหารือกับรัฐบาล 
 
 
                            น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปฏิเสธที่จะตอบกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมเดินสายพูดคุยกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อหาทางออกประเทศ รวมทั้งต้องการหารือกับรัฐบาลด้วย
 
                            เมื่อถามว่ามีความมั่นใจในกองทัพ ว่าจะไม่แทรกแซงทางการเมืองหรือไม่ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ก็ตามหน้าที่ของกองทัพอยู่แล้ว ที่จะมีหน้าที่ในการดูแลเรื่องของความมั่นคง ซึ่งถือว่าด้านกองทัพ หรือหน่วยราชการ ต้องวางตัวเป็นกลางไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่แบบนี้ 
 
                            ส่วนการหารือสถานการณ์การเมืองกับ ผบ.เหล่าทัพ ในการประชุมสภากลาโหมนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมสภากลาโหมตามปกติ ซึ่งสภากลาโหมมีการพูดคุยเน้นย้ำถึงสถานการณ์และการดูแลพื้นที่ภาคใต้ มีการรายงานสถานการณ์ต่างๆ และเราได้ย้ำฝ่ายความมั่นคงที่ให้บูรณาการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนมากขึ้น โดยเน้นเรื่องของการพัฒนา เพื่อให้ชุมชนได้ดูแลกันเองและบูรณาการปรับแผนในเรื่องการดูแลจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะเขตเมือง
 
 
 
 
ลั่น ให้ความร่วมมือ กกต. หวังจัดเลือกตั้งให้เร็ว เพื่อเรียกความเชื่อมั่น 
 
 
                            น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า วันที่ 20 ก.ค. น่าจะเป็นวันเลือกตั้ง ว่า ต้องเรียนว่าประชาชนรอฟังในเรื่องของการเลือกตั้ง ถ้าเลือกตั้งยิ่งเร็ว ยิ่งเป็นประโยชน์ เพราะจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ หาก กกต.พิจารณาให้เร็วขึ้นสักนิด และอยู่ในขอบเขตที่จะดูแลการเลือกตั้ง ก็น่าจะเป็นประโยชน์ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนคนไทย ส่วนที่ กกต.เชิญรัฐบาลหารือในวันที่ 30 เม.ย.จะไปด้วยตัวเองหรือไม่นั้น ก็ขอรอให้ กกต.แจ้งมาก่อน แต่อย่างที่เรียนว่ายินดีให้ความร่วมมืออยู่แล้ว เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ประสานความร่วมมือกับกกต.