ข่าว

'จีน'ยึด'เรือญี่ปุ่น'จ่ายหนี้สมัยสงคราม

'จีน'ยึด'เรือญี่ปุ่น'จ่ายหนี้สมัยสงคราม

23 เม.ย. 2557

'จีน' ยึด 'เรือญี่ปุ่น' จ่ายหนี้สมัยสงคราม ปมใหม่สัมพันธ์ร้อนสองยักษ์เอเชีย

 
                         ความบาดหมางค้างคาจากประวัติศาสตร์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น มีปมใหม่ให้น่าจับตาอีกครั้งเมื่อศาลพิจารณาคดีการเดินเรือในนครเซี่ยงไฮ้ของจีน มีคำสั่งยึดเรือบาวสตีล อีโมชั่นของบริษัทมิตซุย โอ.เอส.เค.ไลน์จากญี่ปุ่น เพราะข้อพิพาทหนี้สินสมัยญี่ปุ่นยึดครอง 80 ปีก่อน 
 
                         ศาลออกคำสั่งขณะที่เรือบรรทุกแร่เหล็กขนาดยักษ์ลำนี้ เทียบท่าเซี่ยงไฮ้ มณฑลเจ้อเจียง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา 
 
                         เป็นครั้งแรกที่จีนยึดทรัพย์สินของบริษัทญี่ปุ่น ในคดีที่เกี่ยวข้องกับค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม หรือค่าชดเชยการยึดครองประเทศ  
 
                         ญี่ปุ่นได้ยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมระบุว่าคำตัดสินนี้ยังอาจสร้างความวิตกแก่บริษัทญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจในแดนมังกรซึ่งอดีตเคยอยู่ใต้การปกครองของกองกำลังสมเด็จพระจักรพรรดิช่วงปี 2474-2488 และอาจบั่นทอนแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการปรับความสัมพันธ์สู่ระดับปกติเมื่อปี 2515 ซึ่งภายใต้ข้อตกลงนี้ จีนตกลงจะไม่เรียกร้องค่าปฏิกรรมสงครามจากญี่ปุ่น 
 
                         ขณะกระทรวงต่างประเทศจีนระบุว่า คดีนี้ไม่เกี่ยวกับค่าปฏิกรรมสงคราม รัฐบาลปักกิ่งยังปฏิบัติตามข้อตกลงปี 2515 ยังคงคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของนักลงทุนต่างชาติ แต่กรณีนี้เป็นข้อพิพาทเนื่องจากสัญญาเชิงพาณิชย์ทั่วไป  
 
                         กรณีพิพาทใหม่ล่าสุดสะท้อนสถานะความสัมพันธ์ขึ้นๆ ลงๆ ยากคาดการณ์ ระหว่างจีนกับญี่ป่น ขณะสื่อญี่ปุ่นบางสำนักมองว่าการยึดเรือขนแร่ของญี่ปุ่น มุ่งหมายจะอวดศักดาของรัฐบาลปักกิ่งก่อนการเยือนโตเกียวของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในวันพุธนี้(23 เม.ย.)
 
                         เรือที่ถูกยึด เป็นเรือบรรทุกขนาดใหญ่ สามารถบรรทุกแร่เหล็กได้ถึง 226,434 ตัน และมีมูลค่าเมื่อครั้งสั่งต่อในปี 2550 ราว 92 ล้านบาท 
 
                         มิตซุย ระบุบนเว็บไซต์ว่าการยึดเรือบาวสตีล อีโมชัน เกี่ยวข้องกรณีเรือสองลำที่บริษัทไดโดะ ไคอุนของญี่ปุ่น เช่าจาก "จงเว่ย สตีมชิพ" ของจีนในปี 2479 โดยทำสัญญาหนึ่งปี ต่อมา บริษัทไดโดะ ชิปปิ้ง เปลี่ยนชื่อเป็น นาวิซ ไลน์ และผนวกกิจการกับมิตซุย ในปี 2542 
 
                         เรือทั้งสองลำถูกกองทัพเรือญี่ปุ่นเกณฑ์ไปใช้ก่อนสัญญาเช่าหมดอายุ และอับปางในทะเลช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง  
 
                         ทายาทประธานบริษัทเจ้าของเรือจีน ยื่นฟ้องเรียกค่าชดเชยจากรัฐบาลญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2507 
 
                         ศาลพิจารณาคดีความการเดินเรือทะเลเซี่ยงไฮ้ ระบุชื่อโจทก์คือ นายเฉิน ชุน และ เฉิน เจิ้น ผู้เป็นหลานของผู้ก่อตั้งชุง เว่ย สตีมชิพ  
 
                         ในปี 2550 ศาลออกคำสั่งให้มิตซุย จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ 2,920 ล้านเยน (ประมาณ 890 ล้านบาท) 
 
                         มิตซุยยื่นอุทธรณ์แต่ศาลตัดสินยืนคำพิพากษาในปี 2553 มิตซุยจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลประชาชนสูงสุดของจีน เปิดการพิจารณาคดีใหม่ แต่ศาลปฏิเสธคำร้องในปี 2554  
 
                         หลังการเจรจายอมความนอกศาลไม่สำเร็จ โจทก์ได้ยื่นคำร้องในธันวาคม 2556 เพื่อขอบังคับใช้คำพิพากษา และเมื่อมิตซุยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษานั้น จึงนำมาสู่การยึดเรือในที่สุด 
 
                         นายเฉิน ผิง น้องชายวัย 57 ของผู้ฟ้อง และเป็นตัวแทนของนายเฉิน เจิ้น ที่เสียชีวิตไปแล้ว เปิดเผยกับวอลสตรีทเจอร์นัลว่า พอใจกับคำตัดสินของศาล ที่ทำให้ความฝันของคนหลายรุ่นของตระกูลเป็นจริงในที่สุด ขณะโฆษกบริษัทมิตซุย เปิดเผยว่า บริษัทกำลังพยายามหาทางเจรจาอีกครั้งเพื่อคืนอายัดเรือ             
 
                         แม้ญี่ปุ่นยืนยันว่าภายใต้ข้อตกลงที่ลงนามกับประเทศเอเชียหลังสงคราม ละเว้นการจ่ายค่าชดเชยแก่บุคคลหรือบริษัทในประเทศเหล่านั้นด้วย แต่จีนกับเกาหลีใต้แย้งว่า ข้อตกลงไม่ครอบคลุมบริษัทและบุคคล และศาลเกาหลีใต้ได้มีคำตัดสินในคดีคล้ายกันเมื่อไม่นานมานี้คือให้บริษัทญี่ปุ่นจ่ายค่าชดเชยฐานบังคับใช้แรงงานในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะเมื่อเดือนที่แล้ว ศาลจีนได้รับฟ้องคดีที่พลเมืองจีนกลุ่มหนึ่ง ยื่นฟ้องบริษัทญี่ปุ่น ฐานบังคับใช้แรงงานพวกเขาสมัยสงคราม        
 
                        จึงน่าสนใจว่าคดีนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่สร้างปัญหาให้แก่บริษัทอื่นๆ ของญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจในแดนมังกร ดังที่รัฐบาลโตเกียววิตกหรือไม่ ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งเองจะปล่อยให้การฟ้องร้องคดีลักษณะเดียวกันขยายตัว กลายเป็นอีกปมปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างกัน เพิ่มจากกรณีพิพาทดินแดนและการตีความประวัติศาสตร์ที่คุกรุ่นเป็นระยะอยู่แล้วหรือไม่   
 
 
 
-----------------------
 
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)