ข่าว

'ปู'ยังไม่คุย'แม้ว'วางมือการเมือง

'ปู'ยังไม่คุย'แม้ว'วางมือการเมือง

22 เม.ย. 2557

'ยิ่งลักษณ์' ระบุยังไม่คุย 'ทักษิณ' วางมือการเมือง ลั่น!ไม่ยึดติดตำแหน่ง อะไรที่ทำให้ประเทศสงบและส่วนใหญ่เห็นด้วยก็ยินดี ขอทุกคนยอมรับกติกา

 
                      22 เม.ย.57 เมื่อเวลา 13.30 น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการวางมือทางการเมืองของตระกูลชินวัตร ว่า ตนยังไม่เคยคุยเรื่องนี้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ รวมทั้งคนในครอบครัว ส่วนตัวย้ำว่าไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งหน้าที่ แต่สิ่งที่อยากเห็นคือทำอย่างไรให้ประเทศชาติของเราสงบ ทุกคนรักษากติกา และสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทย ซึ่งตรงนี้ต่างหากที่อยากเห็นและยินดีให้ความร่วมมือ
 
                      เมื่อถามว่า เคยคิดเรื่องเว้นวรรคทางการเมืองหรือไม่ นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "ก็ดิฉันเรียนแล้วว่าดิฉันไม่ได้ยึดติด ถ้าอะไรเป็นความต้องการของประเทศ แต่ที่สำคัญสิ่งนั้นต้องนำมาซึ่งความสงบและสิ่งนั้นต้องนำมาซึ่งกติกาที่ทุกคนยอมรับ และขอให้ทุกคนยอมรับในกติกาค่ะ"
 
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยหรือคนใกล้ชิดได้ถามเรื่องนี้บ้างหรือไม่ นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้ถาม เพราะตนก็เคยกล่าวอยู่แล้ว และไม่ได้ยึดติด อะไรที่เป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ อะไรที่เราจะทำให้ประเทศชาติสงบได้ก็ยินดี และอยากเห็นบ้านเมืองกลับเข้าสู่กติกา ทุกคนเคารพกติกาให้ทุกอย่างเดินได้ เราเจ็บปวดมามากพอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะจากการประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านเศรษฐฏิจก็พบว่าตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบเยอะ เพราะระยะยาวถ้าไม่มีการเลือกตั้ง ไม่มีรัฐบาลใหม่เข้ามา จากที่เห็น ณ วันนี้ก็จะเห็นว่าทำให้การอนุมัติงบประมาณใหม่ล่าช้าไปกว่า6เดือนแล้ว ซึ่งจะมีผลกับโครงการที่มีการลงทุนใหม่ ก็จะเห็นผลเรื่องของเศรษฐกิจปี 2558 ซึ่งเป็นประเด็นที่เป็นห่วง
 
                      ต่อข้อถามที่ว่า ควรประกาศออกไปเลยหรือไม่เรื่องการเว้นวรรคเพื่อจะได้ไม่เป็นเงื่อนไข น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตนไม่มีเงื่อนไขใด ๆ และไม่อยู่ในสภาวะที่มาตั้งเงื่อนไขซึ่งกันและกัน ถ้าวันนี้้เรามีทิฐิต่อกัน และตั้งเงื่อนไข ประเทศจะเจ็บปวด คนไทยจะเจ็บปวด แต่สิ่งที่อยากเห็นคือเรานำประเทศพ้นจากปัญหาต่าง ๆ อย่างไรมากกว่า เพราะหลายประเทศรอในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่น อีกทั้งปี 2558 จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แล้วเราจะอยู่ระดับแนวหน้าของกลุ่มอาเซียนได้อย่างไร เพราะประเทศไทยไม่มีกระทั่งแม้การเลือกตั้ง ไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง วันนี้เราก็ยังไม่มีวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรที่ยังไม่เรียบร้อย ทั้งหมดนี้เราจะบอกคนอื่นได้อย่างไร จะสร้างความเชื่อมั่นกับต่างประเทศอย่างไร นี่คือผลที่อยากสะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเราไม่กลับเข้าสู่กติกา สิ่งที่มีผลกระทบไม่ใช่แค่จะเห็นในปีนี้ แต่จะเกิดขึ้นในปีหน้าด้วย
 
                      "อยากขอความร่วมมือค่ะว่า อยากให้ทุกคนหันหน้าเข้าหากันในการแก้ปัญหา สิ่งต่างๆที่เราได้เรียนว่าคำว่ากติกานั้น เพราะแต่ละคนก็จะมีประชาชนแต่ละกลุ่ม ถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความต้องการอย่างไร ก็คือการที่เราต้องถามประชาชน นั่นคืออำนาจอธิปไตยของทุกคนมีสิทธิ์ 1 สิทธิ์ 1 เสียงเท่ากัน ดังนั้นการที่จะได้มาซึ่งการเคารพเสียงส่วนใหญ่คือการใช้กติกาที่ทุกคนยอมรับ คือการเลือกตั้ง หรือประชามติ หรืออย่างไรที่จะให้ทุกคนได้ยอมรับผล เพราะต่างคนต่างพูดก็คงจะมีปัญหา ประเทศก็ล่าช้าเสียหายไปกว่า 6 เดือนแล้ว" นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าว
 
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า กปปส.ยังประกาศว่าจะขัดขวางการเลือกตั้งอีก นายกฯ กล่าวว่า ตนต้องถามว่าถ้าเรารักประเทศ เราขัดขวางกันทุกวันประเทศเราจะไปอย่างไร เรามีแต่ถอยหลังลงทุกวันค่ะ
 
                      เมื่อถามว่า วันนี้การเมืองเล่นกันแรงเกินไปหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า วันนี้ทุกคนพยายามยึดเอาตัวตนตัวบุคคล แต่ต้องยึดประเทศเป็นที่ตั้งและทุกคนพยายามทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ ปรับกันคนละนิดคนละหน่อย แต่ถ้าทุกคนตั้งมั่นยึดกันขัดแย้งกันตลอดเวลาแล้วเราจะก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายที่จะให้ประเทศออกจากและหลุดพ้นจากปัญหาความวุ่นวายทางด้านสถานการณ์การเมืองนี้อย่างไร
 
 
'ยิ่งลักษณ์' ระบุมีหน้าที่เข้าเฝ้าถวายรายงานสถานการณ์บ้านเมือง
 
 
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการสัมภาษณ์เสร็จสิ้น ผู้สื่อข่าวยังพยายามถามว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะขอเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายรายงานถึงสถานการณ์บ้านเมืองเพื่อหาทางออกของปัญหา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ กล่าวว่า "ก็คงเป็นหน้าที่ของเรา" เมื่อถามว่าจำเป็นจะต้องเข้าเฝ้าฯ โดยเร็วหรือไม่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว
 
                      ภายหลังการให้สัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีได้กลับเข้าไปประชุมเรื่องโครงการรับจำนำข้าวกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
 
 
'รบ.' ชี้ออกพ.ร.ฎ.เปิดประชุมวุฒิฯ ต้องรอข้อสรุปจากเลขาฯวุฒิฯ-สภา
 
 
                      เมื่อเวลา 13.00 น. ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงกรณีวุฒิสภาขอให้รัฐบาลตราพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ ในวันที่ 24 เม.ย.ว่า เลขาธิการวุฒิสภาเสนอให้เปิดประชุมในวันที่ 1 พ.ค. และปิดประชุมในวันที่ 10 พ.ค. เพื่อพิจารณาการแต่งตั้งบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 132 (2) แต่ปรากฎว่ามีหนังสือจากสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีความเห็นต่าง โดยเห็นว่าการเปิดประชุมเป็นอำนาจของประธานรัฐสภา ส่วนคณะรัฐมนตรีนั้นทางเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีการหารือกับเลขาฯวุฒิสภา เลขาฯสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงรองราชเลขาธิการมาแล้วครั้งหนึ่ง สุดท้ายมีหนังสือความเห็นของสำนักงานเลขาฯรัฐสภา ซึ่งเห็นต่างจากสำนักงานเลขาฯวุฒิสภา ทั้งนี้ครม.ได้รับทราบความเป็นมาทั้งหมดและได้เร่งรัดให้เลขาฯครม. ไปประสานกับสำนักเลขาฯวุฒิสภาและสำนักเลขาฯสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ได้ข้อยุติ ขณะเดียวกันได้ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเตรียมยกร่างพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุมฯ เพื่อพิจารณาการแต่งตั้งบุคคล ตาม รธน ม.132(2) ไว้ก่อน เมื่อไหร่ก็ตามที่สำนักเลขาธิการวุฒิสภาและสำนักเลขาธิการผู้แทนราษฎรมีความเห็นตรงกัน ทางครม.จะเรียกประชุมครม.นัดพิเศษเพื่อดำเนินการต่อไป
 
                      นายพงศ์เทพ กล่าวต่อว่า สำหรับการเปิดประชุมวุฒิสภาเพื่อถอดถอนบุคคลตามมาตรา 132 (3) นั้น ทางเลขาฯวุฒิสภา ยังเห็นว่ามีความเห็นต่างกัน และยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งรีบดำเนินการในตอนนี้ โดยขณะนี้ประเด็นที่ส่งมายังครม.เป็นเรื่องการขอตราพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมฯ ตามมาตรา 132(2) เท่านั้น ส่วนจะดำเนินการได้ทันตามกรอบเวลาคือวันที่ 1 พ.ค.หรือไม่ ถ้าทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงกันได้เร็ว ทางเราได้ยกร่างฯ พ.ร.ฎ.เตรียมไว้แล้ว และพร้อมที่จะเปิดประชุมครม.นัดพิเศษทันที
 
                      นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงปัญหาการเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาแต่งตั้งบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 132 (2) ว่า สำหรับความเห็นต่างกันระหว่างสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภานั้น ในส่วนของเลขาธิการวุฒิสภาพยายามทำตามกรอบข้อบังคับที่เคยทำมาทั้งกรอบเวลา ซึ่งต้องทำตามระเบียบ และข้อบังคับของวุฒิสภา ส่วนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะเลขาธิการรัฐสภาเห็นว่า หนังสือที่ส่งมาต้องมาจากประธานรัฐสภา หรือคนที่ทำหน้าที่แทนคือ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา แต่กรณีนี้รองประธานรัฐสภาไม่อยู่ มีแต่รองประธานวุฒิสภาที่รักษาการประธานวุฒิสภา จึงเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงกันเองให้ได้ก่อน เมื่อได้แล้วค่อยส่งมา ซึ่งระหว่างนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาเองเตรียมยกร่างพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสมัยวิสามัญตามที่เราเห็นว่าถูกต้องและสามารถทำได้
 
                      ด้าน ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุมครม.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กำชับและเร่งรัดให้เลขาฯครม.และเลขาฯกฤษฎีกา ประสานไปยังเลขาฯ วุฒิสภา เพื่อหาข้อยุติในเรื่องดังกล่าว หลังจากนั้นก็มอบหมายให้เลขาฯกฤษฎีกายกร่างพ.ร.ฎ. เอาไว้ก่อน เพื่อดำเนินการในสิ่งที่เกี่ยวข้องต่อไป