
ยอดเหยื่อเรือเกาหลีล่มพุ่ง108ศพ
22 เม.ย. 2557
ยอดเหยื่อเรือเฟอร์รี่ของเกาหลีใต้อับปางพุ่ง 108 ศพแล้ว ยังสูญหายอีก 194 ราย นักประดาน้ำเผยหมดหวังพบผู้รอดชีวิต
22 เม.ย.57 ทางการเกาหลีใต้ ได้ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมเรือโดยสารเซวอลอับปางในระหว่างทางไปยังเกาะเชจูว่า เกินหลักร้อยแล้ว แต่ตัวเลขผู้สูญหายยังมากกว่านี้อีกเกือบ 2 เท่า ขณะที่ปฏิบัติการค้นหาและกู้เรือ ได้ล่วงเลยมาเกือบ 1 สัปดาห์แล้ว
ทางการใช้ตัวเลขที่ได้มาจากเจ้าหน้าที่ยามฝั่งล่าสุดเมื่อเวลา 09.35 น. ตามเวลาในท้องถิ่นที่ 108 คน ส่วนผู้สูญหายอยู่ที่ 194 คน ซึ่งในขณะเกิดเหตุเมื่อวันพุธ เรือเซวอล ขนาดระวางบรรทุก 6,825 ตัน มีผู้โดยสาร 476 คน ส่วนใหญ่เป็นครูและนักเรียนโรงเรียนมัธยมที่เดินทางจากท่าเรืออินชอน และมีเพียง 174 คน รวมทั้งกัปตันและลูกเรือจำนวนหนึ่ง ได้รับการช่วยเหลือหลังจากเรืออับปางท่ามกลางหมอกลงจัด ท่ามกลางความคาดหมายว่า เมื่อถึงที่สุดแล้ว ตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจจะสูงราว 300 คน ทำให้กลายเป็นหนึ่งในอุบัติภัยที่เลวร้ายที่สุด ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาอันสงบสุขของเกาหลีใต้
กัปตัน อี จุน ซุค และผู้ช่วยอีก 2 คน ได้ถูกจับในข้อหาประมาทเลินเล่อ และละทิ้งผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่อัยการระบุว่า ได้จับกุมลูกเรือเพิ่มอีก 4 คน ในจำนวนนี้ มีคนที่ถูกระบุว่า ติดต่อกับศูนย์ควบคุมการจราจรทางเรือ หรือ VTS บนเกาะจินโด ในเวลาไม่นาน หลังจากเรือส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ และถามว่า ผู้โดยสารจะได้รับการช่วยเหลือเลยหรือไม่ ถ้าพวกเขาสละเรือ เจ้าหน้าที่สืบสวนยังห้ามลูกเรือและเจ้าหน้าที่ของบริษัท เชืองแฮจิน มารีน ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ รวมทั้งผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่รวม 44 คนเดินทางออกนอกประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่ภาพวิดีโอดโปรโมตเรือ ที่แสดงให้เห็นกัปตันอี วัย 68 ปี กำลังพูดว่า การเดินทางครั้งนี้ปลอดภัย ตราบเท่าที่ผู้โดยสารปฏิบัติตามคำสั่งของลูกเรือ และในขณะที่มีข่าวออกมาว่า เขาเป็นคนที่อยู่ในกลุ่มแรกที่ได้รับความช่วยเหลือนั้น นายแพทย์ ชาง กี-จุน ผู้อำนวยการแผนกออโธปิดิค ของมหาวิทยาลัยแพทย์จินโด ฮันกุ๊ก บอกว่า นายอี ทำเป็นเนียนรวมไปกับกลุ่มผู้โดยสาร และอ้างว่า เจ็บที่ซี่โครงด้านซ้ายและหลัง แต่แพทย์ตรวจพบว่า เป็นอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเพิ่งมารู้ทีหลังว่า เขาเป็นกัปตัน
นักประดาน้ำทั้งของยามฝั่ง กองทัพเรือและพลเรือนหลายร้อยคน ที่เข้าร่วมปฏิบัติการ ได้พบศพเพิ่มอีกมากกว่า 40 ศพ เมื่อวันจันทร์ และยังคงค้นหาผู้สูญหายต่อไป โดยพุ่งเป้าไปที่ชั้นที่ 3 และชั้นที่ 4 ของเรือ จากทั้งหมด 5 ชั้น ที่เชื่อว่า ที่เชื่อว่า จะมีผู้สูญหายติดอยู่เป็นจำนวนมาก
บริเวณห้องโถงบนชั้นที่ 3 ที่จัดเป็นห้องอาหาร เป็นหนึ่งในหลายพื้นที่ที่คาดว่าจะพบผู้โดยสารจำนวนมาก เช่นเดียวกับ บริเวณเลาจ์และร้านจำหน่ายสินค้า นักประดาน้ำได้พบเส้นทางไปยังห้องอาหาร หลังจากใช้ปฏิบัติการค้นหาตลอดคืน ซึ่งพวกเขาต้องทำหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง ในขณะที่สภาพอากาศเริ่มดีขึ้น และในจำนวนศพที่พบล่าสุด มีผู้โดยสารต่างชาติรวมอยู่ด้วย 3 คน โดยเป็นนักเรียนชาวรัสเซียวัย 18 ปี ทราบเพียงแค่นามสกุลว่า เซอร์คอฟ , ชาวจีนในวัย 30 กว่า ชื่อ หลี่ ตู้-นั้ม , ชายไม่ปรากฎสัญชาติชื่อ หลี่ เซียง ฮ่าว แต่เชื่อว่าน่าจะมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนหญิงชาวฟิลิปปินส์ 2 คน ได้รับการช่วยเหลือและปลอดภัย
กระทรวงต่างประเทศจีน ระบุว่า มีชาวจีน 4 คน อยู่บนเรือ แต่ทางเกาหลีใต้ยืนยันได้แค่ 2 คน โดยอาศัยหลักฐานจากบัตรประชาชนที่พบ โดยเฉพาะนายหลี่ เซียง ฮ่าว แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีการยืนยันอีกครั้งหนึ่ง เพราะพบว่า เขาไม่มีชื่ออยู่ในรายชื่อผู้โดยสาร
ขณะนี้สภาพอากาศเริ่มดีขึ้น ลมและคลื่นไม่แรง ทำให้เกิดความหวังที่ปฏิบัติการค้นหาจะคืบหน้ามากขึ้น แต่โอกาสที่จะพบผู้รอดชีวิตค่อนข้างเลือนลาง เพราะยังไม่พบผู้รอดชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว ขณะเดียวกันทางการก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ โดยทีมกู้ภัยได้ประสบความสำเร็จในการส่งานยนต์ใต้น้ำควบคุมระยะไกล หรือ ROV ที่ได้มาจากสหรัฐ เข้าร่วมภารกิจค้นหาเป็นครั้งแรก แต่ยังไม่พบสิ่งที่ต้องการแต่อย่างใด
ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน จากเนเธอร์แลนด์ กำลังจะเข้าร่วมปฏิบัติการค้นหา ขณะที่ทางการได้ขอความช่วยเหลือไปยังญี่ปุ่น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการต่อเรือเซวอล ให้ไปยังจุดเกิดเหตุ และยังขอความช่วยเหลือเรื่องเรือและเครนจากทางการจีนด้วย
นักประดาน้ำ กำลังวิตกว่า สภาพศพที่อยู่ใต้น้ำ อาจย่อยสลายจนจำไม่ได้ แต่ก็จะใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดในการค้นหา ผู้เชี่ยวชาญหลายคน ลงความเห็นว่า ตอนที่เรืออับปาง อุณหภูมิบนผิวน้ำอยู่ที่ 13 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิที่อยู่ลึกจากผิวน้ำประมาณ 30-35 เมตร อยู่ที่ราว 8 องศาเซลเซียส และเป็นธรรมดาของศพที่เมื่อผ่านไป 72 ชั่วโมง ก็จะเริ่มเน่าเปื่อย ท่ามกลางอุณหภูมิ 7 องศาเซลเซียส
ผู้โดยสารมากกว่า 300 คน บนเรือเซวอล เป็นนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมในเขตอันซาน ทางใต้ของกรุงโซล พวกเขากำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไปทัศนศึกษาที่เกาะเชจู และหลังเกิดเหตุพ่อแม่และผู้ปกครองของเด็กเหล่านี้ ต่างกล่าวโทษรัฐบาลที่ล่าช้าในการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยคนหนึ่ง ได้สร้างความขุ่นเคืองขึ้นมาอีกด้วยการพยายามถ่ายรูปหมู่ที่ระลึกในบริเวณใกล้กับห้องสถานการณ์ในเมืองจินโด ซึ่งเขาได้แสดงความรับผิดชอบต่อการไม่รู้จักกาละเทศะ ด้วยการลาออก และได้รับการอนุมัติแล้ว
เกาหลีใต้เผย 'เซวอล' เป็นเรือเก่าดัดแปลงใหม่-ใช้งานเกินกำหนดปลดระวาง
เกาหลีใต้ขยายการสอบสวนหาสาเหตุที่ทำให้เรือ เซวอล อัปปาง โดยพบว่า เรือลำนี้เป็นเรือเก่าใช้งานแล้ว 18 ปีที่ซื้อจากญี่ปุ่นแล้วดัดแปลงใหม่ และยังต่ออายุใช้งานอีก 7 ปีทั้งที่ปกติเรือมีอายุใช้งาน 15 ปี นอกจากนี้ยังพุ่งเป้าตรวจสอบการทำธุรกรรมการเงินที่ผิดกฎหมายของบริษัทเจ้าของเรือด้วย
หนังสือพิมพ์โคเรีย เฮอรัลด์ ของเกาหลีใต้ รายงานอ้างข้อมูลของคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงินของเกาหลีใต้ หรือ FSS ที่ระบุว่า บริษัท ชองแฮจิน มารีน เจ้าของเรือ เซวอล ที่ประสบเหตุอัปปาง ได้ซื้อเรือ เซวอล ที่ใช้งานแล้ว 18 ปีระหว่างปี 2537-2555 จากญี่ปุ่น และขอกู้ยืมเงินเกือบ 405 ล้านบาทเพื่อซ่อมแซมเรือลำนี้ และหลังเรือผ่านการซ่อมแซมและดัดแปลงใหม่ระหว่าง ต.ค.2555- ก.พ. 2556 เรือลำนี้ก็ได้รับอนุญาตเมื่อช่วงต้นปีนี้จากหน่วยงานจดทะเบียนเรือให้สามารถใช้งานได้ต่อไปอีก 7 ปีจนถึงปี 2561 และคาดว่าเรือถูกนำออกมาแล่นต่อได้เมื่อเดือนมี.ค. แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ปกติแล้วเรือจะมีอายุใช้งานเพียง 15 ปีเท่านั้น
และประธานาธิบดีปัก กึน เฮ ประกาศเมื่อวันจันทร์ให้สั่งให้สอบสวนประเด็นที่ว่า มีการนำเข้าเรือเก่าจากญี่ปุ่นได้อย่างไร การดัดแปลงเปลี่ยนแบบโครงสร้างเรือเพื่อเพิ่มห้องพักผู้โดยสารมากขึ้นผ่านการอนุมัติถูกต้องหรือไม่ และได้ใบอนุญาตประกอบการได้อย่างไร
ก่อนหน้านี้มีรายงานมีรายงานว่า เรือเซวอลได้รับการดัดแปลงใหม่โดยเพิ่มความสูงอีก 1 ชั้นระหว่างการปรับปรุงเรือนาน 4 เดือนเพื่อให้จุผู้โดยสารได้มากขึ้นจาก 840 คนเป็น 956 คน ทำให้น้ำหนักของเรือเพิ่มขึ้นเกือบ 239 ตัน จึงเป็นประเด็นสงสัยว่ามีส่วนทำให้จุดศูนย์ถ่วงของเรือเปลี่ยนไป และอาจทำให้เรือยากที่จะทรงตัวให้ได้สมดุลเมื่อเริ่มเอียงหรือไม่
ขณะเดียวกัน FSS กำลังตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของบริษัทชองแฮจิน มารีนเนื่องจากสงสัยอาจมีการกระทำธุรกรรมการเงินที่ผิดกฎหมาย และอัยการได้สั่งห้ามเจ้าของบริษัทและผู้ถือหุ้นรวม 44 คนออกนอกประเทศแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลการสอบสวนเพื่อดูว่า การดัดแปลงเรือ และการที่ลูกเรือขาดทักษะในการอพยพผู้โดยสารตามมาตรฐานความปลอดภัยเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เรืออัปปางและมีผู้เสียชีวิตในขณะนี้หรือไม่
ก่อนหน้านี้สื่อรายงานว่า บริษัทชงแฮจิน มารีน เคยมีประวัติเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางเรือหลายครั้ง โดยเรือของบริษัทเคยเจอปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้อง และประสบเหตุชนกันในเกือบทุก 2-3 ปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทนี้มีเรือ 5 ลำและขาดทุนจากการดำเนินงานเกือบ 24 ล้าน 2 แสนบาทในปีที่แล้ว



